๒.ประวัติบุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา พระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27
พระนารายณ์มหาราชกับพุทธศาสนา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระบรมนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระนารายณ์ราชกุมาร
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ราชวงศ์ ราชวงศ์ปราสาททอง
ครองราชย์ พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231
ระยะครองราชย์ 32 ปี
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระเพทราชา
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2175
สวรรคต 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
พระราชมารดา พระนางเจ้าสิริกัลยาณี อัครราชเทวี
พระราชโอรส/ธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ (พ.ศ. 2175 - พ.ศ. 2231 ครองราชย์ พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231) พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือพระ เกียรติยศในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติและรับผลประโยชน์ ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุด ในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่าง ประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนั้น มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือกว่าชาวเอเซียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า ลัทธิคริสต์ศาสนา และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดนตะวันออก
ในรัชสมัยของพระองค์์นั้น ชาวฮอลันดาได้ กีดกันการเดินเรือค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขู่จะระดมยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผันยอมทำสัญญายกประโยชน์การค้าให้ตามที่ต้องการ แต่เพื่อป้องกันมิให้ฮอลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสร้างเมืองลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่เหนือขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียม สร้างป้อมปราการไว้คอยต่อต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงฝรั่งเศสที่มีความรู้ทางการช่าง และต้องการเผยแผ่คริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ได้เข้ามาอาสาสมัครรับใช้ราชการจัดกิจการเหล่านี้ ข้าราชการฝรั่งที่ทำราชการมีความดีความชอบในการปรับปรุงขยายการค้าของไทยขณะ นั้นคือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ซึ่งกำลังมีข้อขุ่นเคืองใจกับบริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมา ก่อน เจ้าพระยาวิชเยนทร์ จึงดำเนินการเป็นคนกลาง สนับสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับทางราชการฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บงฝ่าย สมเด็จพระนารายณ์กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดายกมาย่ำยี และได้ทรงทราบถึงพระเดชานุภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในยุโรปมาแล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไว้ เพื่อให้ฮอลันดาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการส่งทูตฝรั่งเศสไปสู่พระราชสำนักฝรั่งเศส และต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสอย่างเป็นงานใหญ่ถึงสองคราว แต่การคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศสในยุคนั้น ก็มิใช่ว่าจะปลอดภัยนัก ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือคริสต์ศาสนา ซึ่งบาทหลวงฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งพระราชสาสน์มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์เข้ารับ นับถือคริสต์ศาสนาพร้อมทั้งเตรียมบาทหลวงมาไว้คอยถวายศีลด้วย แต่สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงใช้พระปรีชาญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุถนอมไมตรี ทรงขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ ร่วมศาสนาด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระเป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้นับถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ให้มีหลายชนิดหลายประเภทก็ได้ หากพระเป็นเจ้ามี พระประสงค์จะให้พระองค์ท่านเข้ารับนับถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่พระเจ้า หลุยส์ทรงนับถือแล้ว พระองค์ก็คงเกิดศรัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้นแหละ พระองค์ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกัน
วิชาพระพุทธศาสนา ม.5 : ความหนักแน่นทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเห็นได้ชัดเมื่อมีการเผยแผ่ศาสนาคริสต์มายังประเทศไทย บาทหลวงของศาสนาคริสต์ได้นำหลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลมาให้พระองค์ทรงศึกษา วันหนึ่งมีบาดหลวงถือไม้เท้ามีไม้กางเขนอันใหญ่เหมือนกับโป๊ปถือเข้าไปเฝ้าพระองค์ บอกกับพระองค์ว่า “ถึงเวลาแล้ว เพราะหว่าพระองค์ทรงรู้เรื่องของพระผู้เป็นเจ้า ของพระเยซูคริสต์ดีแล้ว ควรจะรับศีลเป็นคาธอลิคเสียที” พระองค์ทรงตอบว่า “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ของทานมีอยู่จริง มีอำนาจพิเศษจริง ๆ พระผู้เป็นเจ้าของท่านก็คงทราบว่าประเทศไทยนี่ เป็นเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แล้วพระผู้เป็นเจ้าให้ข้าพเจ้ามาเกิดในประเทศไทยก็เท่ากับว่าให้มาเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนจิต เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิคที่พวกท่านให้ข้าพเจ้านับถือ มันก็ขัดกับความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า จะเป็นโทษเป็นบาป” (มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ, ม.ป.ป. :41-42)
คุณธรรมที่เป็นแบบอย่าง
1. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ธรรมะนำการเมืองไทย ในสมัยนั้นมีการล่าอาณานิคม ท่านสามารถนำหลักธรรมะมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกได้อย่างสง่างาม จึงทรงรักษาไว้ได้ทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2. ทรงมีพระทัยหนักแน่นในการนับถือพระพุทธศาสนา จะเห็นได้จากพระองค์ทรงปฏิเสธการเข้ารีตศาสนาคริสต์
ทองพริก วิกิพีเดีย
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๑ พระเจ้าอโศกมหาราช
ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๑
พระเจ้าอโศกมหาราช หรือ พระเจ้าธรรมโศก
ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๑
พระเจ้าอโศกมหาราช หรือ พระเจ้าธรรมโศก
พระเจ้าอโศกมหาราช (เทวนาครี: अशोकः, อังกฤษ: Ashoka the Great; พ.ศ. 240 - พ.ศ. 312 ครองราชย์ พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311) ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ ผู้ปรีชาสามารถพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ ทรงปกครองแคว้นมคธ มีพระราชธานีชื่อว่า ปาฏลีบุตร (ปัจจุบันเรียกว่า ปัฏนะ Patna) ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ พระมารดานามว่าศิริธรรม พระเจ้าอโศกมีพระโอรส และธิดา 11 พระองค์
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอโศกมหาราช หรือพระเจ้าอโศกมหาราช เดิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่าง ๆ จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมัญญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม)
พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระพุทธศาสนา
ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา มีความดุร้ายและโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่าอโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกาลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริสสา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทระเถระทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ หลักศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง นอกจากนี้พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณะทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณะทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่3 ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร
ต่อมาก็ทรงโปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณ ตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน4แห่ง เป็นผู้แรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมมาอโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้41ปี
ดำเนินรัฐศาสนโยบาย
ด้วยทรงถือหลักธรรมวิชัยปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์เป็นที่ตั้ง ทรงส่งเสริมสารธารณูปการ และประชาสงเคราะห์ ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในชมพูทวีปอย่างกว้างขวาง ได้เป็นบ่อเกิดอารยธรรมที่มั่งคงไพศาล อนุชนได้เรียกขานพระนามของพระองค์ด้วยความเคารพเทอดทูน ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่พิชิตนานาประเทศด้วยสงคราม แม้พระนามของพระองค์ก็ปรากฏอยู่ถึงปัจจุบันอัครศาสนูปถัมภก
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป ทรงเป็นพระอัครศาสนูปถัมภกทั้งฝ่ายมหายาน และฝ่ายเถรวาท ตามพระราชประวัติในคัมภีร์อโศกาวทาน ของฝ่ายมหายาน ใน อรรถกถาสมันตปาสาทิกา คัมภีร์ทีปวงศ์ และคัมภีร์มหาวงศ์ ของฝ่ายเถรวาท และทรงอุปถัมภ์ผู้ที่นักถือศาสนาเชน โดยการถวายถ้ำหลายแห่ง ให้แก่เชนทรงเป็นหนึ่งใน 6 ในอัครมหาบุรุษ
เอช. จี. เวลส์ (H.G.Wells) นักเขียน (The father of science-fiction)ในตะวันตกก็ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระพุทธเจ้า โสเครติส อริสโตเติล โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงคอล์นบุรพกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราช
- กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกเป็นใหญ่ในชมพูทวีป เพราะได้เคยถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
- กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกผูกพันกับนิโครธสามเณรเมื่อแรกพบ เพราะเมื่อชาติอดีตที่เป็นพ่อค้าขายน้ำผึ้ง เป็นพี่น้องกัน รวมทั้งพระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ที่ลังกาทวีป
- หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ได้ไปบังเบังเกิดเป็นงูเหลือม เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคตพระองค์ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ถวายไว้ในพระศาสนาอีก ได้มีขุนนางมาทัดทาน พระองค์จึงเกิดจิตโทสะ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิ แต่หลังจากนั้นพระองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระมหินทเถระ พระราชโอรสซึ่งบรรลุพระอรหันต์แล้ว จนได้บรรลุพระโสดาบัน และ พองูเหลือมซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ตายแล้ว ดวงวิญญาณของพระองค์ก็ได้ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์ ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง
- พอมาสมัยยุคปัจจุบันนั้น ในประเทศไทยมีพระอริยสงฆ์ซึ่งได้บรรลุธรรมสูงสุดจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากเป็นศิษย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
- หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ท่านพ่อลี ธัมธโร ซึ่งได้บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว (พระอรหันต์) ได้เล่าถึงอดีตชาติว่าชาติก่อนท่านเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช[ต้องการอ้างอิง]
- พระเจ้าอโศกทรงขุดพบสถานที่เผาพระพุทธสรีระหรือที่เรียกกันว่า "เนินดินเจ้าชายสิ้นชีพ"
โดย ทองพริก วิกิพีเดีย
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันสำคัญมาฆบูชา วันที่ชาวพุทธต้องอ่าน
เหลืออีก ๓ วัน เริ่มจากเขียนกระทู้นี้ เป็นวันที่เข้าช่วง วันสำคัญทางพุทธศาสนา มาฆบูชา ในมาฆบูชา ปีนี้ ตรงกับวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๕๔ วันสำคัญมีกันอย่างไรนั้น
ก็ต้องมีการที่จะทำความรู้กันเสียก่อน ในฐานะที่พวกคุณทั้งหลายบอกกับตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ เดี่ยวนี้เราส่วนใหญ่จะรู้วันสำคัญทางฝรั่งเขามากเกินที่จะให้ความสำคัญกับวันที่เป็นไทยๆของเรา โดยเฉพาะวันที่เป็นรากฐานของชาวพุทธ คือวันสำคัญต่างๆทางพุทธศาสนา
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
มาฆบูชา เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นวันเกิดพระธรรม ถือว่าเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ได้ประกาศ หลักธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ เพื่อให้พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่มาประชุมกันในวันนั้น นำไปเผยแผ่ วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาวั น"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ( ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔ ) ถือกันว่าเป็นวันสำคัญ เพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ ๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา ๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (สาเหตุของการชุมนุม) ๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖ ๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา) |
โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน ๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา) ๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ) ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ) ๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้. ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท) ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย (อนูปฆาโต) ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร) ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ) จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ) ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ) จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต) | ||||||||||||||||||||
หมายเหตุ
| <><><><><><> >>>>>>||||||||||||||||||||
วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ใจเข้าถึงพุทธ ดับภาวะโลกร้อน
สาระธรรมกับชีวิตในวันนี้ ก็จะมาบรรยายกันในเรื่อง ที่เป็นปัญหาอยู่ เช่นเคย เพราะศาสนาพุทธ ในการที่จะสอนอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเริ่ม แรก ก็ไม่พ้นเรื่องทุกข์ ถ้าไม่มีทุกข์ ที่ แปลว่า การทนได้อยาก มันก็จะไม่พบกับสภาพความเป็นจริง ในบางสิ่งบางอย่าง ที่จะทำให้เราเข้าใจอะไรเป็นอะไร ในสิ่งที่เรียกว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น มันทำให้เรามีความทนได้อยาก เมื่อรู้ขึ้นมา ว่านี้แหละที่ทำให้เราเป็นทุกข์ มองเห็นอย่างถี่ถ้วน ว่า เหตุของการเกิดทุกข์ นั้น คืออะไร ในทางพระเรียกว่า สมุทัย คือ เหตุเกิดทุกข์ ซึ่งเหตุเกิดทุกข์จะมาในรูปแบบทั้งสิ่งภายนอก และสิ่งภายในที่จะทำให้เกิด โดยอายตนะทั้งภายใน ภายนอก ที่เรียกว่า ภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปสัมผัสกระทบ อายตนะภายนอก ทาง รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ทั้งสิ่งที่รับรู้ ทั้ง รูปธรรม ที่เป็นวัตถุให้เรา ปรุงเเต่ง เช่น เงิน ทอง เครื่องประดับ เป็นต้น และนามธรรม ที่ทำให้เรานึกคิดปรุงแต่งให้ทุกข์ เช่น การนินทา อำนาจ ลาภ ยส สรรเสริญ อิจฉา โกรธเกลียด อารมณ์ในความรู้สึกที่ไม่พอใจทั้งหลายและเสวยเสพทั้งหลายโดยไปตามกิเลสตัณหา ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เรียกว่า ธรรมมะ คือ ตัวธรรมชาติ หรือ เรียกโดยรวมว่า สภาวะธรรม (อาตมภาพต้องใช้ทฤษฏี ธรรมมะ ๔ ความหมาย ของท่านพุทธทาสในการที่จะโยงปัญหา หนึ่ง) ทีนี้ก็มาโยงเข้า กับปัญหา ปัญหาหนึ่ง ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลก มีความรู้สึกกันว่า โลกกลมๆที่เราเหยียบอยู่นี้ มันมีการเปลี่ยนแปลงให้โลก มีอุณหภูมิร้อนขึ้น จนว่ามนุษย์ มีความทนได้อยากกับสภาวะธรรมแวดล้อมภายนอก มากระทบซึ่งประสาทสัมผัสกายภายนอกของมนุษย์ ที่เรียกเมื่อกี้ว่า อายตนะภายนอก โผฏฐัพพะ มากระทบปรุงแต่ง อายตนะภายใน เกิดความรู้สึกขึ้นมาหรือภาษาพระเรียกว่า เวทนา ที่ทำให้กาย ใจ ทุรนทุราย เลยรู้สึกว่าโลกนี้มันร้อน เกิด ภาวะโลกร้อน ดังนั้นไอ้ที่เรียกว่า โลกร้อนมันก็เป็นในความรู้สึก โดยสภาวะธรรมชาติในร้างกายไม่สมดุลกับสภาวะธรรมชาติภายนอก มันก็เกิดอาการขึ้นมา ว่าโลกร้อน ถ้าให้มองอีกอย่างหนึ่ง ว่าความรู้สึกในใจของคนไม่เหมือนกันในการรับรู้ เช่น นักเรียนคนผอม กับ นักเรียนคนอ้วนๆ กับนักเรียน ร่างกายพอดีๆ นั่งเรียนหนังสือในห้อง ไอ้เด็กที่อ้วน จะเหงื่อออกเต็มตามตัวตามใบหน้าและมันก้ต้องบ่นว่าร้อน โดยไอ้คนที่ผอมมันไม่มีความรู้สึกเลย อีกคนหนึ่ง มีความรู้สึก ร่างกายปกติไม่ร้อนมาก แม้สัตว์ที่อยู่ในทะเลทราย มันอยู่กับความร้อนได้ โดย เป็นสภาวะธรรมชาติของมัน โดยเราก็ยังเห็นว่า ธรรมชาติภายนอก ดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็เป็นอยู่ของมัน อยู่เช่นนั้น ความร้อนหนาวแต่ระดับของเรา มันก็อยู่ในความรู้สึกที่กล่าวมา ข้างต้น แม้เราจะถามคนอื่นบางคนว่า เธอ รู้สึกร้อนไหม เพื่อนมันตอบว่าฉันไม่รู้สึกร้อนเฉยๆ นี้เราจะมองสาเหตุในความรู้สึกมนุษย์กันเช่นนี้ ส่วน ภาวะโลกร้อนทางโลกในทางวิทยาสาสตร์ ก็จะมองกันในแง่ อุณหภูมิ การเพิ่ม ระดับความร้อน ที่เครื่องมือการวัดมันบอก ที่เอาความรู้สึกร้อนของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐาน สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมด เรียกว่า การรู้ถึงสภาวะธรรม ของ วิกฤตโลกร้อน เรียกว่า รู้ความหมาย ธรรมมะ ข้อที่ หนึ่งที่เรียก ว่า ธรรมชาติ นั้นเอง ไอ้สิ่งอื่นๆก็เช่นกันทั้งหลายที่เป็นปัญหาทั้งหมด ต้องรู้สภาวะเช่นนี้ ต่อมา เราต้องทำความเข้าใจว่า สาเหตุที่เกิดวิกฤติโลกร้อน ที่ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกและบวกกับความรู้สึกของเรา นั้น มันเกิดมาจากเหตุปัจจัยอะไร ที่เป็นสาเหตุให้เรื่องมันเดินทางมาสู้ปัญหา อาจจะมองให้ลึกเข้าไปว่า
ในข้อที่ ๒ ธรรมมะ ที่แปลว่า กฏธรรมชาติ
๑.จะเกิดจากธรรมชาติตามปัญหาของมันเอง ที่เรียกว่า กฏของธรรมชาติ
๒.หรือมนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ไปเกี่ยวข้องให้เกิดการเช่นนี้ ตามความเห็นแก่ตัว โดยเจตนารับรู้ หรือไม่รับรู้ก็ตาม ก็มองดูสิว่า เราทำอะไรที่ก่อ เหตุปัจจัยให้เกิดภาวะ เช่นนี้ ทั้งสองข้อที่กล่าวมา เราเรียกว่า การเห็นสัจธรรมและสภาวะธรรมของมันตามความเป็นจริง คือ การรู้ทุกข์และก็รู้ สาเหตุของการเกิดทุกข์ เรียกว่า รู้อริยสัจสี่ คือทุกข์ และสมุทัย นั้นเอง เมื่อรู้เช่นนี้ก็ต้องดำเนินไปตามลำดับ ของธรรมะ
ข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า ธรรมะ คือ หน้าที่ หรือ บทบาทของธรรมชาติ ที่ว่ามันเชื่อมโยงกับข้อ ที่เรียกว่าเข้าใจ สัจธรรมของธรรมชาติ ที่เรา มองเห็นสาเหตุของการเกิดปัญหาวิกฤติโลกร้อน (สมุทัย) เราก็ต้องมาทำหน้าที่ให้ถูกต้องกับธรรม เรียกว่า การปฏิบัติธรรม คือ จะต้องกำจัดและแก้ปัญหา ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดภาวะเช่นนี้ จะแก้ปัญหาความรู้สึกจากใจ ที่ปรุงแต่ง ให้เกิดเวทนา อย่างที่ปฏิบัติลึกถึงธรรมที่สุด ที่เห็นว่ากายเป็นสภาวะมีความรู้สึกเป็น ธรรมดาตามธรรมชาติแต่ใจอย่าไปเกี่ยวทุกข์เสริมเติมแต่งย้ำทุกข์เข้าไปด้วย ส่วนนี้สำหรับคนที่ปฏิบัติจนเข้าใจคำว่า พุทธะจริงๆที่จะทำได้ ส่วนพวกเราชาวโลกที่จะต้องทำคือ แก้ไขที่เราเอง หยุด สาเหตุจากตัวเราที่จะทำในสิ่งต่างๆให้เกิด สภาวะโลกร้อน ตามที่สมควรจะทำ เช่น การทิ้งขยะ เผาขยะ ใช้ไฟฟ้าฟุ่มเฟื่อย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เผาป่า ทำลายต้นไม้ และอีกหลายสาเหตุ และ รณรงค์ช่วยกันที่จะรักษาและเพิ่มสภาวะดีให้กับธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า แม้แต่การสร้างสิ่งที่ตอบสนองร่างกายให้ปรับสภาพความร้อนให้เราอยู่ได้ เดี่ยวนี้ มีอยู่ เช่น แอร์ พัดลม แต่ก็ต้องทำให้สมดุลทั้งหมดในที่กล่าวมา ให้เรียกว่า "การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ที่ควรจะเป็นมนุษย์ก็จะอยู่กับธรรมชาติไม่ได้" เมื่อรู้ เหตุปัจจัย และแก้เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด สภาวะโลกร้อนแล้ว ผลสุดท้ายที่ตามมา คือ ตัวธรรมะ ข้อที่ ๔ ที่ เรียกว่า ธรรมะ คือ ผลของธรรมชาติ ในที่นี้ก็คือ ผลของ ธรรมมะข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า หน้าที่ หรือ การปฏิบัติธรรม ถูกต้องกับธรรมชาตินั้นเอง มันจึงเป็น อริยสัจ ๔ ที่เรียกในข้อนี้ว่า ปฏิเวธธรรม และ จะต้องดำรงปฏิบัติ ตาม ธรรมะที่บรรยายอยู่ข้างต้นนั้น อยู้เรื่อยไป จนเห็นว่า รอดพ้นจากวิกฤติโลกร้อนนี้ได้ จนถึง อริยสัจข้อที่ ๔ ที่เรียกว่ามรรค ที่เกิด จากเหตุปัจจัยที่ดำเนินมาแต่ละขั้นตอน หรือ สูตรทางพุทธที่เรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
โดยตามลำดับ อริสัจ ๔ โดยธรรมชาติของมัน การดับทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง แม้ไอ้เรื่องสภาวะโลกร้อน รวมสรุปกำจัดไปได้ เรียก อริสัจ สั้นๆนี้ว่า อิทัปปัจจยตา สิ่งใดเกิดแต่เหตุสิ่งนั้นย่อมดับแก่เหตุเช่นนั้น นี้จึงเป็นเหตุ เห็นโดยแท้จริง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค้นพบ ทฤษฏีที่ เป็นธรรมชาติโดยไม่มีใครในโลกที่จะแก้ได้ การที่เอาใจเข้าถึงพุทธะ ที่เรียก ว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าเราทั้งหลาย เห็นเข้าตามใน อริสัจ หรือ อิทัปปัจยตา อย่างปัญหาทุกเรื่องใดๆก็แล้วแต่ ใจมันก็จะ เข้าถึงคำว่า พุทธะ ตามความหมาย อะไรๆในโลกก็จะแก้ปัญหาได้หมดทั้นสิ้นจนไปถึงความหลุดพ้น สิ้นอาสวะสูงสุดทางพุทธศาสนาทีเดียว แม้ภาวะโลกร้อน เช่นนี้ ก็เป็นเรื่อง เล็กๆที่มนุษย์ส่วนใหญ่เข่าใจถึงพุทธะ แม้จะมากจะน้อย ก็จะทำให้แก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนนี่ไปได้อย่างสบายๆ ไอ้ความเห็นแก่ตัวหมดไป มีสามัญสำนึกรู้สิ่งที่ ควรทำ และการกระทำที่จะเห็นประโยชน์อันถูกต้องแก่ประโยชน์ของสังคม ประเทศ จนไปถึงคำนึง ว่าเห็นประโยชน์ของโลกนั้นเอง.
บรรยายโดย อุตฺตมสาโร ภิกขุ.
วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
บทกลอนสอนชีวิต แม่เฒ่า สอนว่าอย่าประมาท
แม่เฒ่า สอนว่าอย่าประมาท
ใครทำดีได้ดีมีความสุข
ใครทำทุกข์ ทุกข์พา มาสงสาร
โมทนา บุญไว้ จะได้นาน
เหมือนทอด สะพาน ไปมาอย่าช้าเลย
ยาม บาย-บาย ได้สร้างทางกุศล
จงรีบ ทำผล ทำทาน เถิดท่านเอ๋ย
เกิดแล้วแก่ เจ็บแล้ว "ตาย" มิช้าเลย
ถ้าเราเคย ทำบุญก็อุ่นกาย
ไม่เสียทีที่เราได้เกิดมา เป็นมนุษย์
พบศาสนา พระพุทธ จงหาสาย
มีหู ตา จมูก ลิ้น ทั้งใจ กาย
กว่าจะตายทำบุญไว้ ได้เป็น ทุนครัน
ถือศีล ทาน ภาวนา ไว้ให้กล้าหาญ
ไว้หักราน โทโส โทโมหัน
โขโมหะ อวิชชา แน่นหนาครัน
ขับไล่มัน ให้ไปจาก ใจเรา
รูป รส กลิ่นเสียงและสัมผัส
เอา ปัญญา มาตัด ให้ขาดหาย
ถือศีล ทาน "ภาวนา" นำหน้าไว้
ต่อเมื่อ ตายจะประสบพบความจริง
บทกลอนที่ แม่เฒ่า พูลสุข บอกให้หลานจดไว้เมื่อ อายุ ๘๖ ปี ก่อนที่จากลาโลกนี้ เมื่อ อายุ ๙๔ ปี
(ข้าพเจ้าได้ไปพบบทกลอนนี้ซึ่งเขียนใส่ในกระดาษ a 4 ได้มาจากใดมาก็ลืมเสียแล้ว เห็นว่า คนเมื่อก่อน เขามีคุณธรรมสูง ได้แต่งบทกลอนนี้ขึ้นมา คงจากใจห่วงลึกของท่านจริงๆ และก็บอกให้หลานจดไว้ ในที่นี้ หลานชื่อสมร ปานทอง คงรับทราบ เพราะในกระดาษได้เขียนชื่อ หลานไว้ ข้าพเจ้าเองในใจลึกๆ เมื่อพบบทกลอนนี้ก็ไม่อยากให้ความคิดที่แฝงคุณธรรมดีๆได้ตายหายไป จึงฝากพิมพ์ไว้ให้ในบล้อกนี้ บทกลอนเป็นทำนองใต้มีคำที่ใช้ภาษาถิ่นบางคำ)
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
อุปนิสัยแห่งความสำเร็จ โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก
อุปนิสัยแห่งความสำเร็จ โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก วารสาร รพ.ชุมชน ม.ค. – ก.พ.48
...มาสร้างอุปนิสัยแห่งความสำเร็จกันเถอะ...
หนังสือขายดีติดอันดับสูงสุดของโลก ชื่อ “The 7 Habits of Highly Effective People” ของ Stephen R. Covey โดยผู้เขียนได้ไปศึกษานิสัยพฤติกรรมของผู้ประสบความสำเร็จในการทำงานในองค์กรต่าง ๆ จำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น มีอุปนิสัยที่คล้ายกันอยู่ 7 อุปนิสัยสำคัญด้วยกัน คือ
ความเพียรชนะโชคชะตา (ป.อ ปยุตโต)
- คิดล่วงหน้า (Be proactive) คิดไว้ก่อนล่วงหน้าเสมอในการที่จะทำอะไร คิดก่อนทำ คิดก่อนพูด ทำสิ่งที่ถูกต้องเสียแต่แรก (right first time) ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (preventive management) ดีกว่าต้องมาแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว (corrective management)
- คิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการกระทำ (begin with the end in mind) ก่อนเริ่มกระทำการใด ๆ ให้คิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการกระทำว่า เมื่อกระทำเสร็จสิ้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มีประโยชน์อย่างไร นั่นแปลว่า ให้รู้เป้าหมายของการกระทำ หรือตั้งเป้าหมายแห่งชีวิตที่จะเดินไปให้ถึง
- จัดลำดับความสำคัญ (put first things first) มีการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำ รู้ว่าควรทำอะไร ก่อน – หลัง สิ่งไหนเร่งด่วน – ไม่เร่งด่วน อะไรสำคัญมาก – สำคัญน้อย และต้องทำให้เสร็จทันเวลา แต่ชีวิตก็ต้องมีความสมดุล ไม่ใช่ว่างานจะมาก่อนเสมอไป ครอบครัว งานอดิเรกที่ตนชื่นชอบ ก็สามารถจัดวางให้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้
- คิดแบบชนะ - ชนะ (think win – win) คิดให้ได้ข้อสรุปที่ต่างคนต่างก็ชนะ คือได้ประโยชน์กับทุกฝ่ายไม่คิดทำแบบ ชนะ – แพ้ , แบบแพ้-ชนะ , หรือแบบแพ้ – แพ้ เพราะการแพ้ หมายถึง การสูญเสีย หากเราได้แต่เขาแพ้ เราย่อมเสียเพื่อนเสียพันธมิตร ในเกือบทุกสถานการณ์จะมีทางเลือกแบบชนะ – ชนะ อยู่เสมอ
- เข้าใจผู้อื่น (seek first to understand…then to be understood) พยายามเข้าใจผู้อื่นแม้ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีไม่ชอบ เพราะเขาอาจจะมีเหตุผลที่ซ่อนอยู่ภายในจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา การเข้าใจคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเราจะทำให้ลดความขัดแย้ง แล้วจะช่วยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น มีคนเข้าใจตัวเราเองมากขึ้น มีแนวร่วม (synergize) เป็นแรงเสริมซึ่งกันและกัน รู้จักช่วยเหลือร่วมมือกัน สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้ ทำงานเป็นทีมได้ดี การรวมกันจะทำให้เกิดพลังเพิ่มมากขึ้น
- เสริมแรงซึ่งกันและกัน (synergize) คือ การทำงานเป็นทีม เป็นแรงเสริมซึ่งกันและกัน งานหลายอย่างทำคนเดียวไม่ได้ แต่ทีมทำได้ (a man can not but a team can be)
- ลับเลื่อยให้คม (sharpen the saw) เตรียมตัวให้พร้อม หมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านร่างกายจิตใจ และความรู้ความสามารถให้ดีขึ้น คิดและทำข้อ 1 ถึง ข้อ 6 อย่างสม่ำเสมอ ฝึกฝนจนกลายมาเป็นอุปนิสัยประจำตัว เสมือนเลื่อยที่ลับให้คมอยู่เสมอ แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
ใน 3 อุปนิสัยแรก เป็นชัยชนะส่วนตัว (private victory) ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอันดับ 4 ถึง 6 เป็นชัยชนะมวลชน (public victory) ทำให้ทำงานที่ยาก ๆ ได้ ทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนอื่น ๆ ได้ ส่วนข้อ 7 นั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอ ทำให้พร้อมที่จะทำงานได้ดีตลอดเวลา...
.....มาสร้างอุปนิสัยแห่งความสำเร็จกันเถอะ.....
เพลง ลูกพระยาตาก
อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมถะ วิปัสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พระพุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน
กล่าวว่าพระเจ้าตากสินทรงแต่งเอง
(บทกลอนเป็นบทดั้งเดิม ส่วนเพลงเปลี่ยนคำบางคำแต่คงเนื่อหาเดิมเพื่อฟังแล้วสมานเสียงกัน)
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมถะ วิปัสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พระพุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน
กล่าวว่าพระเจ้าตากสินทรงแต่งเอง
(บทกลอนเป็นบทดั้งเดิม ส่วนเพลงเปลี่ยนคำบางคำแต่คงเนื่อหาเดิมเพื่อฟังแล้วสมานเสียงกัน)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








