จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตตฺมสาโร ภิกขุ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตตฺมสาโร ภิกขุ. แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดหลักธรรมจาก เรือ ชีวิต

เพลงสายลม ลมจงพัดเธอไป ล่องเรือชีวิตให้ดี  (เพลงประกอบบทความ)
ข้อคิดหลักธรรมจาก เรือ ชีวิต
มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ ดั่งมนุษย์ไม่อิ่มด้วยตัณหา


       @  การเดินทางชีวิตเปรียบ เช่นเรือ เมื่อออกเดินทางแล้ว จุดหมายก็อยู่อีกฟากฝั่ง มนุษย์เรานั้น คือ ฝั่งแห่งการลาโลกนี้คือปลายทาง แต่ต้องเดินอีก และลงเรือ และพายไปอีก อย่างนี้อยู่เรื่อยไป ตราบใดยังไม่สิ้นกิเลศ สู่ฝั่งแห่งนิพพาน


  @ แม่น้ำ หรือ ทะเล ที่เรือแล่นไป บางครั้ง คลื่นน้ำก็นิ่งสงบ และ คลื่นน้ำก็แปรปรวน จนเกิดคลื่นซัดไปซัดมา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แรงบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ดั่งจิตใจ ที่ไม่มั่นคง เอาแน่นอนไม่ได้ของผู้ที่ให้คลื่นของตัณหา พัดพาเราไปอย่างไม่สิ้นสุด

       
 @ ระหว่างช่วงเวลาล่องเรือชีวิต แห่งการเดินทางนั้น เราผ่านพบอะไรมากมาย นกที่บินมาทักทาย ปลาที่กระโดดว่ายน้ำโชว์ความเด่น โขดหินโสโครก ที่เรือเขาไปชน และสัตว์มีพิษที่ไม่ได้รับเชิญ  ผ่านภูเขา  ผ่านพายุ ผ่านคลื่นที่แปรปรวน  ผ่านทุ่งดอกไม้ ชีวิต ก็ เช่นกัน ต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญ ที่จะแก้ ที่จะปล่อยวาง ที่จะพัฒนาสู่จิตใจที่เข้มแข็ง อย่างผู้ที่ผ่านอะไรมามากย่อมมีจิตใจที่สงบ และลึกล้ำด้วยปัญญา สู่การเดินทางสู่ฝั่งอย่างสง่างาม

      @ เข็มทิศเรือเป็นสิ่งสำคัญ ว่าเราจะเดินทางไปจุดหมายใด เส้นทางไหนไปอย่างไรถ้าเลือกทิศทางผิด ก็จะเดินสู่หายนะ คนเราก็เช่นกัน ถ้าเลือกทางผิด ก็จะผิดไปจนตาย ถ้าเลือกเดินทางถูก หนทางชีวิตก็จะมีแต่เรื่องดี ดั่งนั้น พวกเลือกทิศทางผิด ถ้ามีสติ ยังสามารถเปลี่ยนเข็มทิศของชีวิตก่อนจะสายเกินไป

@ เรือชีวิต เปรียบดั่งร่างกาย  กัปตันเรือ เปรียบเช่นจิตใจ จะบังคับร่างกายไปทางไหน อยู่ที่จิตใจจะสั่ง แต่จะทานคลื่นแห่งตัณหาสู่ฝั่งได้หรือไม่ อยู่ที่ฝีมือกัปตัน

       
@ เรือแล่นอยู่ท่ามกลางคลื่นมหาสมุทรอันไม่แน่นอน ท้องฟ้าที่สดใสอาจรวมตัวเป็นพายุเมื่อไรก็ได้ สายลมเอื่อย...เบา เบา อาจเปลี่ยนเป็นพายุพัดเราให้จมสู่ห้วงทะเลอันไม่กลับคืน ก่อนจะถึงฝั่งอันสวยงาม ชีวิต เราตั้งอยู่ในความไม่แน่นอน ดังนั้นอย่าประมาท จงบังคับเรือชีวิต ด้วยสติ เสมอ

 @ เรือใบ ต้องหนุนด้วยแรงลมอย่างพอดี ถึงจะเคลื่อนไปข้างหน้า ชีวิตเรา เช่นกัน ต้องมีคนคอยสนับสนุน ให้โอกาสอย่างเหมาะสม

 @ กัปตัน เรือ ต้อง มีความรู้ความชำนาญ เรื่องเรือ และสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับการล่องเรือในมหาสมุทร และมีความกล้า ที่ตัดสินใจ เมื่อเผชิญปัญหา อุปสรรคต่างๆ เฉพาะหน้า อย่าง ชาญฉลาด และมีสติ ปัญญา อันเฉียบคม และรวดเร็ว
เมื่อมีโอกาสผู้นำ ควรแสดงให้ ลูกเรือเห็น เพื่อกำลังใจ ความเชื่อมั่น ของผู้ที่จะฝากชีวิตไว้กับเรา  และการเดินทางสู่เป้าหมาย อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี
     ชีวิต เรา เช่น กัน บางครั้งเราต้องการกำลังใจ ผู้สนับสนุนให้โอกาส เมื่อเราพร้อม ด้วย ความรู้ ความกล้า สติปัญญา ความสามารถ และ วาสนา ที่เราสะสมมาจากการกระทำ เราก็จะสู่จุดมุ่งหมายได้ แต่เพื่อ ประโยชน์ของคนทั้งหลายด้วยที่เขารอให้คุณให้โอกาสเขา เช่นกันกับคุณที่ได้รับโอกาสนั้น

 @ การเดินทางถึงฝั่งนั้นไม่สิ้นสุด(ความตาย) เมื่อ ถึงฝั่ง เธอทิ้งเรือ(ร่างกาย) แต่กัปตัน(จิตใจ) คือ จิตใจ นั้นยังเดินทางอยู่ แต่ไม่ใช่กัปตันเดิม เพราะ ผ่านเหตุปัจจัยแห่งช่วงเวลามามาก(คือ การขัดเกลา อวิชชา) และก็เปลี่ยนหนทางที่จะไปพบเรือลำใหม่ ที่รออยู่ เรือ อาจจะดีกว่าเก่า หรือ ร้ายกว่า ว่าเป็นเรือชีวิตใด หนทางที่ไม่แน่นอน ก็ยังมีอยู่ข้างหน้า แต่ตราบใด ที่กัปตัน(จิตใจ) คนใหม่ นั้นยังมีเหตุปัจจัย หรือ พลังของการขับเคลื่อน(กิเลศที่ยังเหลืออยู่) ก็ย่อมนั่งเรือชีวิต แล่นสู่มหาสมุทร(สังสารวัฏ)อันไม่จบสิ้นนั้นอีก วนเวียนอยู่ เช่นนี้ ตราบที่กัปตัน (จิตใจ)มีจิตที่สะสมช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เข้าใจ( พุทธะ สัมมาทิฏฐิ) และ บอกว่าพอสะที ที่เรานั้น ต้องทิ้งเรือ(ร่างกาย)(ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย) แล้ว กับความทะเยอทะยาน(ตัณหา)  ของตัวผู้บังคับเรือ จนกว่ากัปตัน(จิตใจ)จะทิ้งทุกอย่างอย่างปล่อยวางด้วยความเห็นถูกของ ตัวเขาเอง (จิตใจที่รู้แจ้ง ) และเขาก็นั่งลงอย่างสงบ และ ทอดกายมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่า อากาศ ที่สดชื่น ตราบนานเท่านาน (นิพพาน) เรือ ชีวิต แห่ง ความทุกข์ ก็หยุดเพียงเท่านี้ นี้ คือ ฝั่งจุดหมายของมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเอง.
                                                                                                           
โดย อุตฺตมสาโร ภิกขุ
 ภาพประกอบโดย ชัยวัฒน์ ทองพริก

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

บทสวด บรรเทาแก้เจ้ากรรมนายเวร สร้างบุญ สร้างกุศล

บทสวด บรรเทาแก้เจ้ากรรมนายเวร สร้างบุญ สร้างกุศล

โพชฌงค์ปริตร
ฉบับสวดมนต์แปลของพระศาสนโสภณ (แจ่ม) วัดมกุฎกษัตริยาราม


โพชฌังโค สติสังขาโต ธัมมานังวิจโย ตถา วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตถาปเร สมาธุ เปกขโพชฌังคา สัตเตเต สัพพทัสสินา มุนินา สัมมทักขาตา ภาวิตา พหุลีกตา สังวัตตันติ อภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตน สัจจวัชเชน โสตถิ เต โหตุ สัพพทา
        เอกัสมึ สมเย นาโถ โมคคัลลานัญจะกัสสปังคิลาเน ทุกขิเตทิสวา โพชฌังเค สัตตะเทสยิเต จะ ตัง อภินันทิตวา โรคา มุจจึสุ ตังขเณ เอเตนะสัจจวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพทา
        เอกทา ธัมมราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะตัญเญวะ ภณาเปตวาน สาทรัง สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฎฐาสิ ฐานโส เอเตนะสัจจวัชเชนะโสถติ เต โหตุ สัพพทา
        ปหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มเหสินัง มัคคาหตกิเลสา วะ ปัตตานุป ปัตติธัมมตังเอเตนะ สัจจวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพทา


คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุขเถิด
อะหัง นิททุกโข โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความพยาบาทเบียดเบียน
อะหัง อะนีโฆ โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิฯ
ขอให้ข้าพเจ้า จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญฯ
..........................
คำแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพญาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นนี้เทอญฯ
บทแผ่ส่วนกุศล (กรวดน้ำ) ฉบับกล่าว
ตั้งนะโม 3 จบก่อน
อิทังปุญญะพลัง... พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่อดีตชาติจนเป็นต้นมา ถึงปัจจุบันชาติ ด้วยการให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาสมาธิก็ดี หากจะพึงมีประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลนี้ ให้แก่คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ เทพเทวดา เจ้าที่เจ้าทาง ญาติมิตรสหาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนเจ้าบุญนายคุณ เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอท่านทั้งหลายอนุโมทนาบุญ พึงได้รับประโยชน์และความสุข เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าพึงได้รับ ขอเจ้าบุญนายคุณเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย อโหสิกรรมให้แก่ ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เถิด....ขอให้ข้าพเจ้าพบเจอแต่กัลยาณมิตรเกื้อกูลต่อข้าพเจ้าในทางที่ดี
        บทสวดฉบับนี้ เป็นการกล่าวพูด ด้วยวาจา และ จิตใจที่เข้าถึงในการให้จริงๆ มิใช้ท่องแค่ปากอ่านแต่ใจต้องมีให้ด้วย จึงจะเกิดผล และเราต้องสร้างบุญเราให้มีอยู่ก่อนแล้ว ค่อยสวดบทอ่านนี้ เช่นเราปฏิบัติธรรม มีการให้ทาน ทำบุญ รักษาศีล นั่งสมาธิ สวดสาธยายมนต์ทางพระ และอื่นที่เป็นในทางกุศล นี้เราสร้างบุญให้กับใจเราแสดงว่าเรามีบุญที่สะสม หลังจากนั้น ก่อนที่เราเข้านอน อาบนำชำระ กาย และปล่อยวางจิตใจที่คร่ำเครียดทิ้งไป (จุดธูปเทียนก็ได้ หรือไม่ก็ได้แล้วแต่ความสะดวกสถานที่)สวดมนต์ไหว้พระ ถ้าดียิ่งขึ้น นั่งสมาธิด้วย สัก ๑๕ นาที ก็ดี หรือมากกว่านั้น เมื่อครบเวลาที่กำหนด ก็สวดมนต์บท โพชณงค์ ๗ ต่อด้วยบทแผ่เมตตาให้ตัวเอง และสรรพสัตว์ ต่อจากนั้น สวดบทแผ่กุศลฉบับกล่าว จบบทนี้ ก็กล่าวบูชาพระรัตนตรัย ๓ จบ ก็เป็นอันเสร็จกิจวัตรในการสวดมนต์แผ่เมตตาแผ่กุศลให้สรรพสิ่ง เป็นยาเเก้เจ้ากรรมนายเวรให้ทุเลาเบาบางได้ดีทีเดียว แต่ต้องทำทุกคืน โดยเฉพาะวันพระต้องรักษาศีล ๘ ให้เคร่ง และนั่งสมาธิอย่างตั่งใจให้ดีกว่าวันอื่นๆ ถ้าทำได้อย่างนี้ ชีวิตมีสุขและความเจริญ หลักธรรมที่เกื้อกูลมีมากในการเสริมการบรรเทากรรมในการนำปฏิบัติประจำตัว แต่ข้าพเจ้าขอแนะนำให้เรามีธรรม พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ในการใช้เป็นหลักธรรมประจำใจ ในการสร้างบุญ ประจำตัวเราตลอดไป ขอทุกท่านจงโชคดี ในการปฏิบัติ

ฝากส่งท้ายบทคลายกิเลศ เมื่อตื่นตอนเช้า สูดอากาศให้เต็มปอด แล้วเสกน้ำล้างหน้า สวด ว่า พุทธัง อรหัง ธัมมัง อรหัง สังฆัง อรหัง คัจฉามิ สามสิ่งเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า วันนี้เบิกบานฟ้าใหม่ ขอใจจงเบิกบาน คลายทุกข์ คลายโศก คลายโรค คลายภัย อย่าได้มีเกลียด มีโลภ มีโกรธ มีหลง และชิงชังใดๆ ข้าพเจ้า (ดิฉัน) มีตาเห็นธรรมดาของโลก ว่าเป็นเช่นนั้นเอง วันนี้จิตใจสำคัญ จงมีความสุข ตลอดวันเถิด.....นะ โม พุท ธายะ พละ พลัง เศร็จ เอาน้ำตบหัวสามครั้ง    (ทำทุกวันดียิ่งนัก ข้าพเจ้าปฎิบัติได้ผลจริงๆ)

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ใจเข้าถึงพุทธ ดับภาวะโลกร้อน

     สาระธรรมกับชีวิตในวันนี้ ก็จะมาบรรยายกันในเรื่อง ที่เป็นปัญหาอยู่ เช่นเคย เพราะศาสนาพุทธ ในการที่จะสอนอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเริ่ม แรก ก็ไม่พ้นเรื่องทุกข์ ถ้าไม่มีทุกข์ ที่ แปลว่า การทนได้อยาก มันก็จะไม่พบกับสภาพความเป็นจริง ในบางสิ่งบางอย่าง ที่จะทำให้เราเข้าใจอะไรเป็นอะไร ในสิ่งที่เรียกว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น มันทำให้เรามีความทนได้อยาก เมื่อรู้ขึ้นมา ว่านี้แหละที่ทำให้เราเป็นทุกข์ มองเห็นอย่างถี่ถ้วน ว่า เหตุของการเกิดทุกข์ นั้น คืออะไร ในทางพระเรียกว่า สมุทัย คือ เหตุเกิดทุกข์ ซึ่งเหตุเกิดทุกข์จะมาในรูปแบบทั้งสิ่งภายนอก และสิ่งภายในที่จะทำให้เกิด โดยอายตนะทั้งภายใน ภายนอก ที่เรียกว่า ภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปสัมผัสกระทบ อายตนะภายนอก ทาง รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ทั้งสิ่งที่รับรู้ ทั้ง รูปธรรม ที่เป็นวัตถุให้เรา ปรุงเเต่ง เช่น เงิน ทอง เครื่องประดับ เป็นต้น  และนามธรรม ที่ทำให้เรานึกคิดปรุงแต่งให้ทุกข์ เช่น การนินทา อำนาจ ลาภ ยส สรรเสริญ อิจฉา โกรธเกลียด อารมณ์ในความรู้สึกที่ไม่พอใจทั้งหลายและเสวยเสพทั้งหลายโดยไปตามกิเลสตัณหา ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เรียกว่า ธรรมมะ คือ ตัวธรรมชาติ หรือ เรียกโดยรวมว่า สภาวะธรรม (อาตมภาพต้องใช้ทฤษฏี ธรรมมะ ๔ ความหมาย ของท่านพุทธทาสในการที่จะโยงปัญหา หนึ่ง) ทีนี้ก็มาโยงเข้า กับปัญหา ปัญหาหนึ่ง ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลก มีความรู้สึกกันว่า โลกกลมๆที่เราเหยียบอยู่นี้ มันมีการเปลี่ยนแปลงให้โลก มีอุณหภูมิร้อนขึ้น จนว่ามนุษย์ มีความทนได้อยากกับสภาวะธรรมแวดล้อมภายนอก มากระทบซึ่งประสาทสัมผัสกายภายนอกของมนุษย์ ที่เรียกเมื่อกี้ว่า อายตนะภายนอก โผฏฐัพพะ มากระทบปรุงแต่ง อายตนะภายใน เกิดความรู้สึกขึ้นมาหรือภาษาพระเรียกว่า เวทนา ที่ทำให้กาย ใจ ทุรนทุราย เลยรู้สึกว่าโลกนี้มันร้อน เกิด ภาวะโลกร้อน ดังนั้นไอ้ที่เรียกว่า โลกร้อนมันก็เป็นในความรู้สึก โดยสภาวะธรรมชาติในร้างกายไม่สมดุลกับสภาวะธรรมชาติภายนอก มันก็เกิดอาการขึ้นมา ว่าโลกร้อน ถ้าให้มองอีกอย่างหนึ่ง ว่าความรู้สึกในใจของคนไม่เหมือนกันในการรับรู้ เช่น นักเรียนคนผอม กับ นักเรียนคนอ้วนๆ กับนักเรียน ร่างกายพอดีๆ นั่งเรียนหนังสือในห้อง ไอ้เด็กที่อ้วน จะเหงื่อออกเต็มตามตัวตามใบหน้าและมันก้ต้องบ่นว่าร้อน โดยไอ้คนที่ผอมมันไม่มีความรู้สึกเลย อีกคนหนึ่ง มีความรู้สึก ร่างกายปกติไม่ร้อนมาก แม้สัตว์ที่อยู่ในทะเลทราย มันอยู่กับความร้อนได้ โดย เป็นสภาวะธรรมชาติของมัน โดยเราก็ยังเห็นว่า ธรรมชาติภายนอก ดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็เป็นอยู่ของมัน อยู่เช่นนั้น ความร้อนหนาวแต่ระดับของเรา มันก็อยู่ในความรู้สึกที่กล่าวมา ข้างต้น แม้เราจะถามคนอื่นบางคนว่า เธอ รู้สึกร้อนไหม เพื่อนมันตอบว่าฉันไม่รู้สึกร้อนเฉยๆ นี้เราจะมองสาเหตุในความรู้สึกมนุษย์กันเช่นนี้ ส่วน ภาวะโลกร้อนทางโลกในทางวิทยาสาสตร์ ก็จะมองกันในแง่ อุณหภูมิ การเพิ่ม ระดับความร้อน ที่เครื่องมือการวัดมันบอก ที่เอาความรู้สึกร้อนของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐาน สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมด เรียกว่า การรู้ถึงสภาวะธรรม ของ วิกฤตโลกร้อน เรียกว่า รู้ความหมาย ธรรมมะ ข้อที่ หนึ่งที่เรียก ว่า ธรรมชาติ นั้นเอง ไอ้สิ่งอื่นๆก็เช่นกันทั้งหลายที่เป็นปัญหาทั้งหมด ต้องรู้สภาวะเช่นนี้  ต่อมา เราต้องทำความเข้าใจว่า สาเหตุที่เกิดวิกฤติโลกร้อน ที่ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกและบวกกับความรู้สึกของเรา นั้น มันเกิดมาจากเหตุปัจจัยอะไร ที่เป็นสาเหตุให้เรื่องมันเดินทางมาสู้ปัญหา อาจจะมองให้ลึกเข้าไปว่า
ในข้อที่ ๒ ธรรมมะ ที่แปลว่า กฏธรรมชาติ   
๑.จะเกิดจากธรรมชาติตามปัญหาของมันเอง ที่เรียกว่า กฏของธรรมชาติ
๒.หรือมนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ไปเกี่ยวข้องให้เกิดการเช่นนี้ ตามความเห็นแก่ตัว โดยเจตนารับรู้ หรือไม่รับรู้ก็ตาม ก็มองดูสิว่า เราทำอะไรที่ก่อ เหตุปัจจัยให้เกิดภาวะ เช่นนี้ ทั้งสองข้อที่กล่าวมา เราเรียกว่า การเห็นสัจธรรมและสภาวะธรรมของมันตามความเป็นจริง คือ การรู้ทุกข์และก็รู้ สาเหตุของการเกิดทุกข์ เรียกว่า รู้อริยสัจสี่ คือทุกข์ และสมุทัย นั้นเอง  เมื่อรู้เช่นนี้ก็ต้องดำเนินไปตามลำดับ ของธรรมะ
ข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า ธรรมะ คือ หน้าที่ หรือ บทบาทของธรรมชาติ ที่ว่ามันเชื่อมโยงกับข้อ ที่เรียกว่าเข้าใจ สัจธรรมของธรรมชาติ ที่เรา มองเห็นสาเหตุของการเกิดปัญหาวิกฤติโลกร้อน (สมุทัย) เราก็ต้องมาทำหน้าที่ให้ถูกต้องกับธรรม เรียกว่า การปฏิบัติธรรม คือ จะต้องกำจัดและแก้ปัญหา ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดภาวะเช่นนี้ จะแก้ปัญหาความรู้สึกจากใจ ที่ปรุงแต่ง ให้เกิดเวทนา อย่างที่ปฏิบัติลึกถึงธรรมที่สุด ที่เห็นว่ากายเป็นสภาวะมีความรู้สึกเป็น ธรรมดาตามธรรมชาติแต่ใจอย่าไปเกี่ยวทุกข์เสริมเติมแต่งย้ำทุกข์เข้าไปด้วย ส่วนนี้สำหรับคนที่ปฏิบัติจนเข้าใจคำว่า พุทธะจริงๆที่จะทำได้  ส่วนพวกเราชาวโลกที่จะต้องทำคือ แก้ไขที่เราเอง หยุด สาเหตุจากตัวเราที่จะทำในสิ่งต่างๆให้เกิด สภาวะโลกร้อน ตามที่สมควรจะทำ เช่น การทิ้งขยะ เผาขยะ ใช้ไฟฟ้าฟุ่มเฟื่อย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เผาป่า ทำลายต้นไม้ และอีกหลายสาเหตุ และ รณรงค์ช่วยกันที่จะรักษาและเพิ่มสภาวะดีให้กับธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า แม้แต่การสร้างสิ่งที่ตอบสนองร่างกายให้ปรับสภาพความร้อนให้เราอยู่ได้ เดี่ยวนี้ มีอยู่ เช่น แอร์ พัดลม แต่ก็ต้องทำให้สมดุลทั้งหมดในที่กล่าวมา ให้เรียกว่า "การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ที่ควรจะเป็นมนุษย์ก็จะอยู่กับธรรมชาติไม่ได้" เมื่อรู้ เหตุปัจจัย และแก้เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด สภาวะโลกร้อนแล้ว ผลสุดท้ายที่ตามมา คือ ตัวธรรมะ ข้อที่ ๔  ที่ เรียกว่า ธรรมะ คือ ผลของธรรมชาติ ในที่นี้ก็คือ ผลของ ธรรมมะข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า หน้าที่ หรือ การปฏิบัติธรรม ถูกต้องกับธรรมชาตินั้นเอง มันจึงเป็น อริยสัจ ๔ ที่เรียกในข้อนี้ว่า ปฏิเวธธรรม และ จะต้องดำรงปฏิบัติ ตาม ธรรมะที่บรรยายอยู่ข้างต้นนั้น อยู้เรื่อยไป จนเห็นว่า รอดพ้นจากวิกฤติโลกร้อนนี้ได้ จนถึง อริยสัจข้อที่ ๔ ที่เรียกว่ามรรค ที่เกิด จากเหตุปัจจัยที่ดำเนินมาแต่ละขั้นตอน หรือ สูตรทางพุทธที่เรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
โดยตามลำดับ อริสัจ ๔ โดยธรรมชาติของมัน การดับทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง แม้ไอ้เรื่องสภาวะโลกร้อน รวมสรุปกำจัดไปได้ เรียก อริสัจ สั้นๆนี้ว่า อิทัปปัจจยตา สิ่งใดเกิดแต่เหตุสิ่งนั้นย่อมดับแก่เหตุเช่นนั้น    นี้จึงเป็นเหตุ เห็นโดยแท้จริง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค้นพบ ทฤษฏีที่ เป็นธรรมชาติโดยไม่มีใครในโลกที่จะแก้ได้ การที่เอาใจเข้าถึงพุทธะ ที่เรียก ว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าเราทั้งหลาย เห็นเข้าตามใน อริสัจ หรือ อิทัปปัจยตา อย่างปัญหาทุกเรื่องใดๆก็แล้วแต่ ใจมันก็จะ เข้าถึงคำว่า พุทธะ ตามความหมาย อะไรๆในโลกก็จะแก้ปัญหาได้หมดทั้นสิ้นจนไปถึงความหลุดพ้น สิ้นอาสวะสูงสุดทางพุทธศาสนาทีเดียว แม้ภาวะโลกร้อน เช่นนี้ ก็เป็นเรื่อง เล็กๆที่มนุษย์ส่วนใหญ่เข่าใจถึงพุทธะ แม้จะมากจะน้อย ก็จะทำให้แก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนนี่ไปได้อย่างสบายๆ ไอ้ความเห็นแก่ตัวหมดไป มีสามัญสำนึกรู้สิ่งที่ ควรทำ และการกระทำที่จะเห็นประโยชน์อันถูกต้องแก่ประโยชน์ของสังคม ประเทศ จนไปถึงคำนึง ว่าเห็นประโยชน์ของโลกนั้นเอง.
                                             บรรยายโดย อุตฺตมสาโร ภิกขุ.

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

จาก วัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง สู่ แก่นธรรม เรื่องของจิต และความเชื่อ

   มหัศจรรย์ทางจิต ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ที่กล่าวเรื่อง ความมหัศจรรย์แห่งจิต อ่านครั้งแรก เมื่อตอนอยู่มัธยม ตอนนั้นเป็นคนที่ชอบสะสมเครื่องรางของขลังมาก โดยเฉพาะเรื่อง ที่เน้นคือ ป้องกันภัย เมตตามหานิยม แคล้วคลาด สารพัดที่หามาได้ และเพลิดเพลินกับมัน ไปที่โรงเรียนใครมีของดีอะไร ก็เอามาอวดกัน เพื่อนบางคนลงทุนไปหาอาจารย์สักเต็มหลัง ทั้งหนุมานเยียบเรือสำเภา สารพัดที่จะเอาความขลังเขาไปใส่ในตัว อย่างบ้าเวลาเขาสอบยังแขวนพระเครื่อง สี่ ห้ารูป ไปช่วยสอบด้วย บ้าไปกันใหญ่มาก เพราะตอนนั้นในพวกเรามันยังบ้าไม่รู้อะไร เป็นอะไร ก็เลยถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเพื่อนที่นัดกันเป็นกลุ่มไปสักยันต์ บางคนไม่ยากสักแต่ก็ต้องบ้าไปสักด้วย ไปสักวันเเรกมีบอกครูไหว้ครู และเลือกเอาว่าจะสักแบบอะไร ใช้นำหมึกจีนจิมไปตามรอยรูปแบบบนแผ่นหลัง ไอ้คนที่มันยากสักมันทนเจ็บได้ ส่วนไอ้คนไม่ยากสักและไอ้คนที่มีศรัทธาน้อย มันก็ต้องลองไปด้วย แต่สักได้แต่หัวลิงยอมแพ้ไม่ไหว้ สักได้แต่หนวดมังกร เลือดไหลซิบๆตามแผ่นหลัง ถอดใจ บอกลาอาจายร์ว่าเดียวค่อยต่อวันหลัง แล้วก็สูญไปเลย ไอ้เพื่อนที่เห็นเลือดและทนเจ็บไม่ไหวเป็นลม ต้อยคอยลากมันไปทำใจใหม่ สมัยนั้นถือว่าอย่างน้อยเราก็รู้จักพระเกจิหลายรูปแต่ข้าพเจ้าไม่เคยเดินทางไปพบหรอก รู้กันแต่ที่มาจากวัตถุมงคล ว่าเป็นของพระเกจิใด อาจารย์ใด เพื่อนมันบางคนเดินทางไปหาถึงที่ ครั้งในวัยนั้นจะไปไหนมาไหนก็ต้องมีที่พึ่งที่เป็นวัตถุ ต่อมาได้มีความเข้าใจ เรื่องเหล่านี้ ก็ได้อ่านหนังสือมหัศจรรย์แห่งจิต ของหลวงวิจิตร และบังเอิญได้ไปฟังธรรมบรรยาย ของหลวงพ่อปัญญานันทะ ที่ทำให้เราสะดุ้งคิดขึ้นมา ที่แก่กล่าวว่า "ไอ้ของศักดิ์สิทธิ ที่ว่าป้องกันภัย ไอ้เขี้ยวเสือ ไอ้เขี้ยวหมูตัน มันจะช่วยป้องกันอะไรได้ ขนาดไอ้หมูตัวนั้นมันยังเอาตัวไม่รอดเลย "  หลังจากนั้นมันเกิดปัญญาฉุดคิดขึ้นมา ก็พยายาม ที่จะแสวงหาสิ่งที่พึ่งทางกำลังใจว่ามันต้องมีอะไรที่จะเป็นสิ่งดีกว่าเหล่านี้ แม้ช่วงนั้นก็ยังถอดจากสิ่งเหล่านั้นยังไม่ค่อยเต็มที่ ในความกลัวลึกๆที่ปถุชนมี ใจที่อ่อนแอ ด้วยการที่เราอยากมีสิ่งที่เป็นกำลังใจเรา จนถึงเวลาที่เราเยียบเหนือสิ่งเหล่านั้นได้ เมื่อตอนขึ้นปริญญา ตรี และเป็นช่วงปี ๔๙-๕๑ จตุคามดังมาก ในนครและมหาลัยมหามกุฏมันก็ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุด้วยพิธีเสกนี้ทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว คนมากมาย การเสกมีเกือบทุกวันไม่มีขาด จนเป็นข่าวว่าพระบรมธาตุทรุดเอียงเนื่องด้วยรถสิบล้อที่ขนจตุคามมาทำพิธีเสก ค่านิยมช่วงนั้นนครทุกเกือบพื้นที่ สร้างรายได้จากกระแสจตุคามได้หมด จนทางจังหวัดจะตั้งให้จตุคามเป็นสิ้นค้าโอทอปที่สร้างรายได้ให้กับนายทุน และผู้คนที่ได้โอกาสแสวงช่องทางเงินในครั้งนั้นทีเดียว ส่วนผมเมื่อเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรๆ ก็ไม่เคยเหอสะสมแสวงหาเหมือนกับคนอื่นๆแม้แต่พระเครื่องอะไรๆหยุดสนใจในแง่ความศักดิ์สิทธิ์ไปเสียเลยทิ้งหมดแต่ถ้าจะเก็บไว้ มีจุดประสงศ์เดียวคือ มันคือเงินที่จะเพิ่มมูลค่ากำไรให้กับเราที่จะไปขายคนอื่นต่อ และคนอื่นนั้นก็เก็บต่อยอดเก็งกำไรไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง จนคนสุดท้ายที่ให้ราคาสูงที่สุดและเก็บไว้บูชารูปปูนเล็กๆ(คุณอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่โง่ที่สุดเพราะไอ้คนก่อนจากนั้นมันฉลาดกว่าที่ได้เงินจากคุณตั้งมากมาย)เมื่อถึงเวลาบวชพระเราเริ่มอยู่กับตัวเองคือใจมันได้สงบ และได้แสวงหาธรรมเป็นที่พึ่งจากการอ่าน การฟังธรรมบรรยาย และศึกษากับจิตใจของตัวเราจนมองเห็นความจริงของความศักดิ์สิทธิ์ ที่ เราได้ฝากจิตฝากใจ ในความรู้สึกที่ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเก่งกว่าเรา ในเป็นสัญชาตญาณที่มีความกลัวมันแฝงอยู่ กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวไม่ปลอดภัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอยู่เป็นตัวช่วยตอบสัญชาตญาณล้วนๆ ในสิ่งที่อยากมี อยากเป็น อยากได้ เลยเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอำนาจที่จะดลบันดาลช่วยเราได้ ปกติใจนั้นจะเข้มแข็งก็ต้องหาที่เกาะที่เกี่ยว ความศรัทธาฝากจิตฝากใจไว้กับวัตถุ หรือตัวบุคคล เช่นตัวคนรัก พ่อ แม่ เพื่อน และบุตร อีกหลายแบบอย่าง ในทางที่ว่าเราฝากจิตฝากใจไว้ เพื่อความรัก ความที่จะไม่กลัว ความเหงาโดดเดี่ยว ความปลอดภัย ความมั่นใจ และความที่ยกตนเองในแบบรู้สึกที่ทำให้ใจฮึกเหิมขึ้น นี้ก็เป็นสัญชาตญาน ดังนั้นศรัทธาความศรัทธาที่มีรูปแบบในการพึ่ง มันก็ยังเป็นลำดับบรรไดที่เยียบถีบใจตัวเองให้เหนือขึ้นไปอีก ศรัทธาที่เป็นรูปแบบโง่ คือ ศรัทธาที่งมงายนั้นระดับต่ำ ไหว้ต้นไม้ ภูเขา สัตว์เดียรฉานที่พิกลพิการ หรือ สิ่งที่แปลกๆ แม้แต่เห็ด ที่ออกมีชั้นเจ็ดชั้น เราก็ไหว้ ในที่ว่าสิ่งนั้นมันเก่งกว่าเรา จะช่วยเราตอบสนองสัญชาตญาณที่ว่ามานั้นอย่างเต็มที่ ความโลภ อยากมี อยากเด่น จะขอสิ่งใดตามความยากที่มีตัณหาก็เต็มที่ เดียวนี้ลองคิดดูมีกันเยอะหรือว่าลองมองดูตัวเรา สิ่งนั้นคือ ศรัทธาที่ขาดปัญญาที่ใช้เหตุใช้ผล นั้นคือ พวกคลั่งไสยศาสตร์. มาเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งยังดีกว่าระดับเดิม คือ พวกที่ไหว้รูปปั้น พระพุทธรูป หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ว่าดีกว่าระดับเดิมคือมัน ใกล้ที่จะเข้าถึงพุทธศาศนา เนื้อแท้ แต่ก็ยังต้องทำความเข้าใจ ให้พ้นจากการอ้อนวอน ขอ ติดสินบนพระพุทธรูป ที่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า หรือ รูปคณาจารย์ที่เขาพ้นจากสิ่งโง่แบบนี้ นี้ไม่มีปัญญา มันจึงไม่ใช้พุทธ ที่เรียกว่าชาว ผู้รู้ ผู้ตื่น โดยการขอที่เรายังไม่รู้ เช่น ติดสินบนขอ ให้ตนเองสอบได้ เป็น นายร้อย นายพันนายแพทย์ เป็นอยู่ในระดับก็แล้วแต่ ขอให้รวย ขอให้คนรักคนหลง นี้กันถ้าไม่ลงมือทำมันเป็นไปไม่ได้ เช่น จะสอบ จะรวย จะมีอย่างนู้นอย่างนี้ บางคนจะตอบว่าอย่างน้อยมันไม่เสียหายอะไร เป็นกำลังใจ คุณคิดอย่างนั้นก็ได้ มันให้ผลด้านใจแน่นอนสำหรับระดับใจเรา แต่ตามความจริง มันก็ไม่เป็นตามที่เราขอได้หรอก และบางคนบางระดับ ก็ไม่มีการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นเลย เพราะมัวเเต่หมกหมุ่นอยู่แต่ ขอ อ้อนวอน ไม่ลงมือกระทำ เมื่อไม่ลงมือกระทำมันก็ไม่สมเหตุสมผลที่จะได้มาตามที่ขอนั้น แม้คนที่ขอเอาว่าเพื่อความสบายใจ จะได้มาหรือไม่ได้ก็ช่าง เพื่อกำลังจิตกำลังใจที่ว่าให้ฮึกเหิม,ถ้าไหว้ด้วยปัญญา ก็ต้องแบบที่เราตั้งจิตอธิษฐาน ให้พระพุทธรูปเป็นประจักษ์พยานที่เราสมมติว่านี้คือตัวแทนของพระพุทธเจ้า เช่น ในพรรษานี้ ฉันจะเลิกบุหรี่ให้ได้,ฉันยากจะรวย ต่อไปนี้ฉันจะเป็นคนขยันไม่ขี้เกียจ และจะรู้จักใช้จ่าย,อยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันจะต้องขยันอ่านหนังสือกว่าคนอื่นๆ,ฉันอยากอายุยืน ฉันต้องออกกำลังกายและจะเลิกสิ่งเสพติด,อยากให้คนอื่นรัก ฉันต้องเป็นคนมีน้ำใจ,นี้คือ ตั้งสัจจะอธิษฐานแล้วต้องทำตามที่ตนมุ่งมั่น หรือ ไหว้ในแง่เคารพคุณธรรม บูชาความดี อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนที่ว่าไม่ได้ไหว้อย่างนี้ คือยังไม่มีปัญญา ยากที่จะพบจิตใจที่จะพบเนื้อแท้ของพุทธศาสนา ว่ามีสิ่งที่ดีกว่านี้ที่เป็นอยู่ เช่น คนเดินป่าที่ ที่มุ่งหมายจะไปหมู่บ้านที่มีความเจริญ มีชายคนหนึ่งที่เดินป่าไม่ใส่รองเท้า(เปรียบเป็นบุคคลที่มีความเชื่อเดิมๆอยู่) เหยียบยำหนาม พื้นกรวด จนเท้าเป็นแผล เพื่อนบอกว่า ฉันมีรองเท้าให้เธอใส่ ที่จะเดินทางได้เร็วขึ้น และไม่เจ็บเท้าที่ทรมาณอยู่ ไอ้คนนั้นตอบว่าฉันยอมเจ็บเท้า เพราะฉันเดินมานานแล้วชินเสียแล้ว มีรถคันหนึ่งวิ่งผ่านมาและจะจอดรับไปส่ง เพราะหนทางมันลำบากและไกลมาก ไอ้คนอื่นๆก็นั่งรถ ส่วนไอ้คนที่ไม่ใส่รองเท้าเดินเท้าเจ็บ ตอบว่า ฉันไม่ไปรถ เดินมานานแล้ว และก็ชินเสียแล้วก็จะเดินให้ถึง คนอื่นก็นั่งรถไปอย่างสบาย ไอ้คนนั้นเดินทางผ่านป่าเป็นยังไงลองคิดดู  นี้มันมีโอกาสแต่ไม่ฉลาด เพราะเคยชินที่ตนเองทำอยู่ ดังนั้นมันก็ต้องเปลี่ยนความเคยชิน ความทิฐฐิตนความเชื่อตน มานะ เสีย ที่จะเอาสิ่งที่ดีกว่าได้ ดั่งพุทธศาสนา ที่จะให้พ้นสิ่งที่งมงายไม่มีเหตุผล ให้เยียบก้าวไปสู่คุณค่าแก้นแท้ยิ่งๆขึ้นไป จนกว่าเขาอกเขาใจอะไรๆตามความเป็นจริง จนที่เรียก ว่า มีธรรมเป็นที่พึ่ง ที่ฝ่ายนามธรรม อาจจะเป็นการที่ว่าทำให้เราเขาใจอย่างชัด ที่ ว่าตนเป็นที่พึ่งของตน ในฝ่ายการดำรงชีวิต ที่งดงาม และ ฝ่ายจิตใจที่จะก้าวไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งสิ้นได้ นี้คือว่ามันจะเหนือไปตามลำดับจน นิพพาน     ขอบอกลองไปหาอ่านดูเรื่อง มหัศจรรย์ของจิต ของหลวงวิจตรวาทการ และท่านจะพบคำตอบอีกมากมายเป็นสิ่งที่เรามีพื้นจะเข้าใจเรื่อง สิ่งศักดิ๋สิทธิ์และจิต มากขึ้น มันคือวิทยาศาสตร์ด้านจิตที่พุทธศาสนาก็มีคำตอบ อย่าลืมว่า แม้แต่บางเรื่องที่สุดๆที่ใจเราที่มีจิตหยาบ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า บางเรื่องอย่าไปคิด มัน เป็นอจิณไตย คือ สิ่งที่บุคคลทั่วไปรู้ได้ยาก เช่น วิสัย ของพระพุทธเจ้า ๑ วิสัยอิทธิ ของ ณาน ๑ การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์เรื่องกรรม การให้ผล นี้ ๑ แม้วิทยาศาสตร์ก็ไปไม่ถึงแต่มิใช่ว่า พุทธศาสนาไม่ใช้วิทยาศาสตร์ไม่มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เกิดผล แต่มันจะรู้เฉพาะตัวบุคคลที่บรรลุธรรมชั้นสูงได้เท่านั้น นี้มันละเอียด ถ้านักวิทยาศาสตร์ จะคิดเอาเหตุเอาผลมาตั้ง นี่มันเป็นบ้าได้ และนักวิทยาศาสตร์ตายพบตายเกิดหลายชาติก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้นจึงขอบอกว่า พระพุทธศาสนา หรือหลักธรรมที่มันลึกในทางที่บุคคลที่ปฏิบัติได้พ้นสภาพการอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างตามลำดับจิต จนได้ณานนี้แหละจึงรู้ได้ แต่มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ ในหลักของพุทธ ว่า สิ่งใดเป็นปัจจัย สิ่งนั้นก็เกิดผล หรือ อิทัปปัจจยตา อยู่อย่างนั้นเอง.     
(ส่วนตัว ไม่ปฏิเสธ วัตถุมงคล แต่จะเก็บไว้ในแง่ที่ระลึกโดยรูปเหรียญที่เป็นรูปครูบาอาจารย์ ถือ ว่าได้เก็บความดีคุณธรรมของท่านและต่อยอดให้เราได้ศึกษา ประวัติอจริยวัตรของท่านด้วยที่จะนำไปปฏิบัติเป็นแบบอย่าง และเก็บไว้มอบให้กับบุคคลบางพวกที่เข้ายังไม่พ้นสิ่งเหล่านี้ คือ ขลัง ศักดฺสิทธิ์ ดลบันดาล เพื่อกำลังใจและสงสาร เพราะอยากจริงๆที่จะบอกจะกล่าวให้เขาเข้าใจได้ และ อย่างน้อยตัวเองก็ได้เข้ามาอยู่ในจุดนี้ เพราะวัตถุมงคล พระเครื่อง เครื่องรางของขลังที่เป็นบันได คนส่วนมากก็อาจจะต้องเริ่มผ่านจุดนี้จึงจะพ้นไปถึงระดับจิตใจที่สูงขึ้นได้ ก็แล้วแต่นิสัยบารมีที่สะสมด้วยเช่นกัน)

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น