จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การบวชในพระพุทธศาสนา และ หน้าที่ของผู้บวช


การบวชในพระพุทธศาสนา
พระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์


การบวชในพระพุทธศาสนา
พระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
        ศัพท์ว่า บวช มาจากศัพท์บาลีว่า ปัพพัชชา” (ซึ่งมาจาก ป + วัช + ธาตุ) หมายความว่า ออก หรือเว้นจากความพันพัวกับการครองเรือน ตลอดไปถึงจากความประพฤติชั่ว ได้แก่การหลีกออกจากบ้านเรือนไปหาที่สงัด ที่ไกลจากบ้านเรือน เช่น ในป่า ทำที่พักพออาศัยอยู่ได้ เช่น บรรณศาลา (ทับใบไม้) เพื่อทำความสงบระงับชั่วคราวบ้าง ตลอดไปบ้าง เขาถือกันว่าเป็นการประกอบการกุศลหรือบุญอย่างสูง มีมาก่อนแต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้นาน

ตามประวัติแสดงว่า เมื่อชาวอริยกะเข้าไปในอินเดีย ในชั้นต้นนับถือ เทวะ หรือ เทพเจ้า ครั้นแล้วก็เลื่อนมานับถือพระพรหม จึงบูชาเซ่นสรวง และอ้อนวอน เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา ต่อมาก็คิดเห็นขึ้นว่า ชีวิตนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากกรรมเก่าซับซ้อนขึ้นไปจนกำหนดไม่ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุดนั้น เมื่อเกิดมาก็ย่อมมีสุขและทุกข์เจือกันไป ส่วนที่เป็นสุขก็ชอบใจ แต่ส่วนที่เป็นทุกข์ก็ไม่ชอบไม่อยากได้พบเห็น จึงคิดหาทางหนีทุกข์ และก็เห็นต่างๆ กัน จึงประกอบการที่เห็นว่าเป็นตบะต่างๆ กัน การบวชครั้งนั้น ก็เป็นตบะอย่างหนึ่ง (วิธีบำเพ็ญตบะนั้นต่างๆ กันตามความคิดเห็น ไม่กล่าวไว้ ในที่นี้)

มีเรื่องเล่าไว้ว่า กษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง ไปบวชเป็นฤษี เช่น พระชนก กษัตริย์ผู้ครองกรุงมิถิลา ออกไปบวชเป็นฤษี ในเรื่องรามายณะ เป็นต้น แม้ในพระพุทธประวัติตอน ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็มีเรื่องแสดงว่า อาฬารดาบส อุททกดาบส พระชฏิล ๑,๐๐๐ สัญชัยปริพาชกกับบริวาร ฤษีปัญจวัคคีย์ ออกบวชอยู่ก่อนแล้ว คนรักษาศีล ๘ ในวันพระชั่ววันและคืนหนึ่ง และคนรักษาศีล ๕ ก็น่าจะนับเข้าในการบวชด้วย แต่ยิ่งหย่อนกว่ากันตามชั้น เพราะฉะนั้น จึงมีพระพุทธภาษิต (คำที่พระพุทธเจ้ากล่าว) แสดงธรรมะหมวดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า สัปปุริสบัญญัติ (ข้อที่สัตบุรุษตั้งไว้) บัณฑิตบัญญัติ (ข้อที่บัณฑิตตั้งไว้) มีธรรม ๓ ข้อ คือ ทาน การให้ ๑ บัพพัชชา การบวช ๑ มาตาปิตุปัฏฐาน การบำรุงมารดาบิดา ๑ นี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง แต่สัตบุรุษและบัณฑิตได้บัญญัติไว้ก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงนำมาแสดงเท่านั้น

พระโพธิสัตว์ (เป็นคำเรียกพระพุทธเจ้าเมื่อยังไม่ได้ตรัสรู้) เมื่อทรงเป็นผู้ครองเรือนอยู่ แม้ทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ คนใช้ ที่อยู่ ยศ อำนาจ แต่ทรงนึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ว่ามีประจำแก่พระองค์และคนอื่นๆ ทั่วไป ไม่มีใครล่วงพ้น ทรงสลดจิต มุ่งหมายจะหาเครื่องแก้ ซึ่งเรียกว่าโมกขะ แปลว่า พ้น”' จึงเสด็จออกบวช ครั้นตรัสรู้แล้ว ทรงพระกรุณา (สงสาร) คนอื่น ทรงคิดและแสดงธรรมสั่งสอน แต่ทรงเห็นว่าธรรมที่พระองค์ได้ประสบนั้นละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ยากที่ผู้ยังยินดีติดอยู่ในโลกจะรู้ตามได้ จึงทรง ท้อพระหฤทัยที่จะแสดงธรรมสั่งสอน แต่ก็อาศัยพระกรุณาและทรงพิจารณาเห็นว่า ผู้มีปัญญาและมีกิเลส (เครื่องทำใจให้เศร้าหมอง) น้อยสามารถฟัง และตรัสรู้ตามได้ก็มีอยู่ จึงทรงตั้งจิตที่จะแสดงธรรมสั่งสอนสืบไป

ในชั้นต้น ทรงพิจารณาหาผู้ฟังที่พอจะตรัสรู้ตามได้เร็วก่อน จึงเสด็จไปสั่งสอนฤษีปัญจวัคคีย์และชฏิล ๑,๐๐๐ เป็นต้น และทรงสั่งสอนกษัตริย์ พราหมณ์ อำมาตย์ เศรษฐี คฤหบดี เพราะคนเช่นนี้เคยเล่าเรียนมีความรู้สูงมาแล้ว ทั้งเป็นผู้หน่ายในทางโลกมาแล้วก็มี สามารถฟังเข้าใจได้ง่าย เมื่อผู้ฟังได้ศรัทธา ความเชื่อ และปสาทะ ความเลื่อมใส ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงรับด้วยพระวาจาว่า (เอหิภิกขุ) ท่านจงเป็นภิกขุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ (คือการปฏิบัติดีที่เป็นส่วนเหตุ) เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเพียงเท่านี้ ผู้นั้นก็ชื่อว่าบวชเป็นภิกขุในพระพุทธศาสนา การบวชเช่นนี้ เรียกว่า
เอหิภิกขุอุปสัมปทา ผู้รับอุปสมบทเช่นนี้ เรียกว่า เอหิภิกขุ เมื่อมีภิกขุในพระพุทธศาสนาขึ้นแล้ว 
พระพุทธเจ้าทรงส่งภิกขุทั้งหลายให้ไปเที่ยวประกาศพระศาสนาในทิศต่างๆ เมื่อมีผู้เชื่อและเลื่อมใสปรารถนาจะบวช พระสาวกต้องนำมาเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าประทานอุปสมบท ทั้งภิกขุผู้อาจารย์ทั้งกุลบุตรผู้จะบวช ต้องลำบากในการเดินทางเป็นต้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกขุนั้นๆ ให้บวชกุลบุตรได้เอง ด้วยให้โกนผมและหนวดก่อน แล้วให้นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดที่เรียกว่า กาสาวะ หรือกาสายะ ให้นั่งกระหย่งประณมมือ และกราบภิกขุ แล้วสอนให้ว่าตามว่า “(พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ) ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ๓ หน เพียงเท่านี้ ผู้นั้นก็ได้เป็นภิกขุในพระพุทธศาสนา การบวชเช่นนี้เรียกว่า ติสรณคมนอุปสัมปทา แปลว่า อุปสมบท ด้วยถึงสรณะ ๓
การบวช ญัตติติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

ครั้นเมื่อมีภิกขุในพระพุทธศาสนามากขึ้น และตั้งมั่นดีแล้ว พระพุทธเจ้าทรงมอบการอุปสมบทให้เป็นกิจของสงฆ์ คือหมู่พระสาวกประชุมกัน ในมัชฌิมประเทศตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป ในปัจจันตประเทศตั้งแต่ ๕ ขึ้นไป จัดการ ให้กุลบุตรอุปสมบท มีภิกขุรูปหนึ่งเป็นผู้นำเข้าหมู่ ซึ่งเรียกว่า อุปัชฌายะ มีภิกขุอีกรูปหนึ่งสวดประกาศ บอกความที่กุลบุตรนั้นขออุปสมบท และท่านมีชื่อนั้นเป็นผู้รับนำเข้าหมู่ ประกาศคราวแรก เรียกว่า ญัตติ แปลว่า คำประกาศให้สงฆ์รู้ ครั้นแล้วสวดประกาศอีก ๓ คราว เรียกว่า อนุสาวนาที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เมื่อภิกขุที่ประชุมกันเป็นสงฆ์นั้นไม่คัดค้าน ก็เป็นอันสำเร็จการบวชเป็นภิกขุ การบวชด้วยวิธีนี้ เรียกว่า ญัตติติจตุตถกรรมอุปสัมปทา คือ อุปสมบทด้วยกรรมมีญัตติเป็นที่ ๔ เมื่อทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมนี้แล้ว ให้เลิกอุปสมบทด้วยติสรณคมนอุปสัมปทา แต่นั้นมา

ในตอนต้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงกำหนดอายุผู้อุปสมบท จึงมีคนที่อายุน้อยยังเป็นเด็กอยู่ เข้ามาบวชเป็นภิกขุแล้ว ยังประพฤติอย่างเด็กอยู่ ไม่สามารถปฏิบัติดีได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งกำหนดอายุผู้จะอุปสมบทว่า ต้องมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์จึงจะบวชได้ และทรงอนุญาตให้เด็กชายที่มีอายุพอสมควร แต่ยังไม่ถึง ๒๐ ปีบริบูรณ์ บวชเป็นสามเณร ด้วยถึงสรณะ ๓ ดังที่ได้ทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกขุมาแล้วเละเลิกเสียนั้น การบวชเป็นสามเณร เรียกว่า ปัพพัชชา หรือบรรพชา บวชเป็นภิกขุ เรียกว่า อุปสมบท เมื่อมีสตรีปรารถนาจะบวช และมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกขุนี ถ้ามีอายุยังไม่ครบ ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นสิกขมานาและสามเณรีโดยลำดับ แต่ภิกขุนีนี้ได้เลิกมาเสียนานแล้ว เพราะมีเหตุขัดข้องหลายประการ เช่น ไม่มีภิกขุนีสงฆ์พอ เป็นต้น

ในตอนต้น พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงบัญญัติพระวินัยที่เป็นข้อบังคับ เป็นแต่ทรงแสดงธรรมแนะนำให้ปฏิบัติเท่านั้น ผู้บวชก็บวชด้วยศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใสจริงๆ เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนและตามจรรยาที่พระพุทธเจ้า และพระสาวกปฏิบัติอยู่ ต่อมาเมื่อนิยมการบวชมากขึ้น

หน้าที่ของผู้บวช

                   เมื่อผู้บวชได้บวชแล้ว ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระวินัยที่เป็นพระบัญญติที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ด้วยศึกษาธรรมะ คือเรียนและปฏิบัติธรรมะตามความสามารถ ตามความหมายเดิมของพระพุทธศาสนา ให้เป็นบัพพชิตที่ดีเสมอกับบรรพชิตที่มีด้วยกันตามพระพุทธภาษิตว่า สมโณ อัสส สุสสมโณ สมณะ พึงเป็นสมณะที่ดี ดังนี้

การเรียนธรรมะ ก็คือเรียนจำธรรมะ ๑, พิจารณาเนื้อความของธรรมะที่เรียนจำนั้น ให้เข้าใจเนื้อความ ๑, พิจารณาดูธรรมะนั้นๆ สอบดูที่ตนให้รู้ว่าตนเองได้มีธรรมะนั้น ๆ อยู่ที่ตนเพียงไร หรือไม่มี ๑, นี้เป็นปริยัติ คือเรียน หรือปริยัติธรรม ธรรมคือเรียน, ครั้นแล้วจึงปฏิบัติธรรมะที่พิจารณาเห็นว่าควรปฏิบัติตามสมควร นี้เรียกปฏิบัติ หรือปฏิบัติธรรม ธรรมคือปฏิบัติ เมื่อได้ปฏิบัติไปได้ประสพผลอย่างไร อันเกิดสืบมาแต่ปฏิบัติ นี้เรียกปฏิเวธคือรู้ตามเป็นจริง หรือปฏิเวธธรรม ธรรมคือรู้ตามเป็นจริง

การปฏิบัติธรรมแยกออกเป็น ๒ คือ ตั้งจิตให้กำหนดอยู่ในที่มุ่ง (ที่เรียกว่า อารมณ์) อันเดียว ไม่ให้ฟุ้งส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ เรียกว่าสมถะ ๑ พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง เรียกว่า วิปัสสนา ๑

พระพุทธศาสนาแสดงว่า บุคคลถึงจะได้ประสพผลดีมีอำนาจมากจนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เหมือนกันหมด จะต่างกันก็เพียงช้าบ้าง เร็วบ้าง เพราะกำหนดนับเท่านั้น ถ้าว่าจ๋าเพาะเบื้องต้นกับเบื้องปลาย ก็คงเกิดและดับเหมือนกันหมด ไม่มีพิเศษกว่ากันเลย ความแก่ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ไม่มีใครชอบ แต่ที่ความแก่ ความเจ็บ ความตายมีก็เพราะมีความเกิดเป็นต้นเหตุ และความเกิดนั้นก็มีเพราะเหตุต่อขึ้นไปอีกคือ ตัณหา ความตื้นรนใจ (แสดงตามนัยแห่งอริยสัจจ์ ๔) เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก จึงทำอริยมรรคให้เกิดขึ้น คือปฏิบัติตามอริยมรรค กำจัดตัณหาเสีย เมื่อไม่มีตัณหา ก็ไม่มีเกิด เมื่อไม่มีเกิด ก็ไม่มีไม่มีเจ็บไม่มีตาย เป็นอันพ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง
พึ่งโปรยทานสละการตระหนี่ สละการอยู่เรือน มุ่งสู่พระวินัย

ผู้นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาเห็นจริงด้วยใจแล้ว แม้ยังยินดีติดอยู่ในโลก เห็นว่าตนไม่สามารถจะปฏิบัติเพื่อตัดตัณหาในชาตินี้ได้ แต่ก็ปรารถนาจะให้มีนิสัยปัจจัยเพื่อให้สิ้นชาติสิ้นภพในกาลต่อไป จึงตั้งใจบวชชั่วคราวบ้าง ยืดยาวต่อไปบ้าง และเห็นว่าบวชเป็นบุญที่ให้ผลเป็นสุขในภพต่อไปบ้าง เห็นความที่ต้องเป็นกังวลกับกิจการต่าง ๆ ของผู้ครองเรือน เป็นความทุกข์ยากลำบากบ้าง จึงบวชก็มี ผู้บวชเหล่านี้ เมื่อบวชแล้วก็มุ่ง ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ล่วงละเมิดด้วยไม่มียางอายแก่ใจ เมื่อเห็นว่าตนหมดอุตสาหะในการที่จะบวชอยู่ต่อไป ก็ลาสิกขา คือสึกออกไป

อนึ่ง ในครั้งก่อนยังไม่มีโรงเรียน ยังไม่มีการฝึกสอนในทางศาสนา ในทางปกครอง และในความรู้อื่นๆ อันเป็นเบื้องต้น แม้แต่การเรียนหนังสือไทย ผู้บวชจึงเป็นอันหัดเป็นผู้ใหญ่ปกครองตัวเองด้วย และถ้าต้องการจะเรียนอะไรที่สมควรและพอจะหาเรียนได้ ก็หาเรียนทางนั้น เช่น เรียนหนังสือเป็นต้น จึงนิยมกันว่าผู้บวชแล้วเป็นคนดีมีความสามารถ

ภายหลังต่อมา ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาจัดการศึกษาขึ้น มีโรงเรียนให้กุลบุตรได้เล่าเรียน จนถึงส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศก็มี และมีโรงเรียนสตรีขึ้นด้วย การบวชจึงมีน้อยลง แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่พอใจให้ผู้อยู่ในปกครองได้บวชบ้าง ผู้บวชพอใจบวชเองบ้าง จึงยังมีการบวชสืบต่อมาจนบัดนี้

แต่ก็เป็นธรรมดา เมื่อมีผู้บวชที่ดี ก็ย่อมมีผู้บวชที่ชั่วแทรกแซงไป ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้ว              พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงบัญญัติพระวินัยมาเป็นลำดับ ในภายหลัง ตามที่ปรากฏในกฎหมายพระสงฆ์ มีผู้บวชที่ฝ่าฝืนพระพุทธบัญญัติมากขึ้น พระวินัยพุทธบัญญัติ ไม่สามารถปกครองผู้บวชได้ดีพอ พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นอัครศาสนูปถัมภก จึงต้องทรงออกกฎหมายช่วยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กฎหมายพระสงฆ์ คือลงโทษพระสงฆ์ผู้ประพฤติ ฝ่าฝืนให้มีโทษทางฝ่ายบ้านเมืองด้วยอีกส่วนหนึ่ง ทรงตั้งกรมธรรมการและสังฆการีให้ช่วยคอยดูแลสอดส่องและลงโทษ แต่ก็ยังไม่สามารถทำผู้บวชให้ดีได้ทั่วถึงอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงผนวช ประทับที่วัดมหาธาตุ ได้ทรงเห็นทรงทราบความเป็นไปของผู้บวชอยู่ในครั้งนั้น ทรงทนอยู่ไม่ได้จึงทรงแสวงหาพระที่ดี ทรงสอบสวนจนพอพระหฤทัย จึงทรงอุปสมบทใหม่พร้อมด้วยผู้สมัครใจเข้าร่วมด้วย ในชั้นต้นก็น้อย ต่อมาจึงมากขึ้นโดยลำดับ จนเป็นพระคณะธรรมยุตขึ้น และทรงปกครองเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่ในกรมธรรมการ เมื่อทรงลาผนวชเพราะต้องทรงรับอาราธนาให้ครองราชสมบัติ ก็ทรงมอบการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต แก่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ให้ทรงปกครองสืบต่อมา และสืบต่อมาถึงทุกวันนี้ แม้พระธรรมยุตเองในบัดนี้ เมื่อมีมากออกไป ก็ย่อมมีผู้ไม่เอื้อเก้อต่อพระธรรมวินัยมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อแรกมี เพราะความมากนั่นเอง จึงดูแลปกครองกันไม่ทั่วถึงด้วย ผู้บวชไม่มีศรัทธา ปสาทะพอ มุ่งประโยชน์อย่างอื่นด้วย.

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง พ่อ แม่รังแกฉัน โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร


พ่อแม่รังแกฉัน
เรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน
             เพลง เปิดรายการ ทีวี เพลงรักใส ใส เข้าใจลูก
เห็นว่าเพราะดีครับ เลยหามาให้ อ่านนิทานแล้วหวังว่า เราคงได้อะไรกลับไปคิด น่ะครับ
 
             
           นิทานสอนใจ เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน: พ่อแม่ที่ตามใจลูกจนเกินไป เป็นการปลูกฝังในสิ่งที่พ่อแม่ทำให้แบบเกินพอดี ทำให้ลูกติดนิสัยเอาแต่ใจ ไม่มีความอดทน พ่อแม่รังแกฉัน เป็นประโยคเปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ดีต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น ตัวอย่างที่ดีในที่นี้ไม่ใช่สิ่งดีๆอย่างเดียวต้องรวมเรื่องที่ไม่ดีด้วย และอธิบายให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีๆเพราะอะไร ลองมาดูตัวอย่างว่า พ่อแม่รังแกฉัน เป็นยังไง

เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด
พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป
พ่อหันมาพูดกับชัยว่า ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ



เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท
เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท
เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาท คือ 20 บาท
ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด

เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า
ไม่เป็นไรหลาน...ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์
แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง
แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาด และฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู
แล้วพูดว่า ไม่เป็นไรลูก... ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก
ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมย
ได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า
ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน
ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า
ไม่เป็นไรหรอก... ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต
ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้
โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด
จัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า
ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เองแต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย
ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า
ไม่เป็นไรลูก...เป็นโอกาสของเราใครๆ ถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท
ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า
ไม่เป็นไรหรอกชัย...เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท
และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า
ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ


นิทานสอนใจ เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน: พ่อแม่ที่ตามใจลูกจนเกินไป เป็นการปลูกฝังในสิ่งที่พ่อแม่ทำให้แบบเกินพอดี ทำให้ลูกติดนิสัยเอาแต่ใจ ไม่มีความอดทน พ่อแม่รังแกฉัน เป็นประโยคเปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ดีต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น ตัวอย่างที่ดีในที่นี้ไม่ใช่สิ่งดีๆอย่างเดียวต้องรวมเรื่องที่ไม่ดีด้วย และอธิบายให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีๆเพราะอะไร นิทานสอนใจ พ่อแม่รังแกฉัน
โดย พระยาอุปกิตศิลปสาร
    
   พ่อ แม่ จะไม่รังแกฉัน
ตอนนี้คุณเป็นแม่ที่ดีกับลูก หรือยัง
ตอนนี้คุณเป็นพ่อที่ดีของลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณมีเวลาให้ลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณแนะนำลูกในทางที่ถูกต้องหรือยัง
ตอนนี้คุณให้กำลังใจลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณให้ลูกหัดคิดเป็นหรือยัง
ตอนนี้คุณปลูกฝังศีลธรรมให้ลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณเข้าใจลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณบอกรักลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน 
ทำไม ทำไม ต้องตอนนี้ ถ้าคุณไม่เริ่มอะไรๆเสียตอนนี้ และวันนี้ และเวลานี้ สักวันมันอาจจะสายเกินไป
คุณเลี้ยงลูก ด้วยเงิน ด้วยคอมพิวเตอร์ ด้วยเกมส์ ด้วยโทรศัพท์ หรือ วัตถุอะไรต่ออะไร สิ่งที่คุณทำจะมีผลสะท้อนกลับมาหาตัวคุณ และคนที่คุณรักในไม่นาน....ขอเถิด พ่อ แม่อย่ารังแกฉัน
  โดย อุตฺตมสาโร

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ปณิธานของสามเณรน้อย ความตั้งใจจริงที่จะทำ


 ปณิธานของสามเณรน้อย ความตั้งใจจริงที่จะทำ
          มีพระภิกษุผู้สำเร็จอภิญญารูปหนึ่ง ได้พาสามเณรน้อยออกเดินทางไกล ขณะที่สามเณรแบกห่อสัมภาระเดินตามหลังพระอาจารย์อยู่นั้น พลันก็เกิดความคิดขึ้นว่าในอนาคตฉันจะต้องโปรดสัตว์อย่างกว้างขวางถึงจะไม่เสียชาติเกิดอาจารย์ที่เดินนำหน้าหยั่งรู้ว่าสามเณรน้อยเกิดมีปณิธานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็รู้สึกเลื่อมใสและละอายใจที่ตนเองยังไม่เคยมีปณิธานเช่นนี้มาก่อน จึงรีบบอกสามเณรให้ส่งห่อสัมภาระมาให้ตนเองแบกแทน แล้วเชิญให้สามเณรเดินนำหน้าสามเณรได้แต่ปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์ โดยไม่ถามถึงเหตุผลแต่อย่างใด
           สามเณรน้อยเดินนำหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็เกิดความคิดอีกว่า การมีปณิธานโปรดสัตว์นั้นเป็นเรื่องดีมาก แต่ว่าทำยาก แล้วผู้คนนั้นก็ใช่ว่าจะโปรดง่าย ๆ ฉันนี่ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ฉันว่าเป็นปัจเจกบุคคลเอาตัวเองให้หลุดพ้นก่อนดีกว่า เพิ่งจะคิดเช่นนี้ อาจารย์ก็ส่งห่อสัมภาระมาให้พร้อมกับบอกว่า เอาห่อสัมภาระคืนไปแล้วตามหลังมา สามเณรน้อยรับห่อสัมภาระมาแบกไว้บนบ่าแล้วเดินตามหลังอาจารย์อย่างงุนงง .. 
     การที่เราจะคิดตั้งใจใฝ่ฝันอะไรก็แล้วแต่นั้นไม่มีปัญหาหรอก นั้นเป็นสิทธิ์ของเรา  ที่จะคิด จะฝัน และตั้งเป็าหมาย สำคัญที่สุดจะคิดทำอะไร หรือมีเป้าหมายอันใดแล้ว ควรนึกสูงเขาไว้ คือ เอาความเจริญถูกต้องของเป้าหมายนั้นเป็นหลักชัย แม้เราจะเดินเส้นทางชีวิต ผลิกผันไปอย่างไร แต่เป้าหมายปณิธานที่เราตั้งไว้นั้นยังคงอยู่ และต้อง หาโอกาสเดินสู่เส้นทางนั้นให้ได้ คือ ตั้งปณิธานเอาไว้ คือ ไม่ได้คาดหวัง แต่เดินทางด้วยสติปัญญานี้แหละ เราจะใช้วิธีนี้ คือ ถ้าเรายึดในความคาดหวังแล้วความผิดหวังก็จะตามมา แต่เดินด้วยสติปํญญาอันถูกต้อง เดินไปเรื่อยๆตามเหตุผล ปัจจัย สักวันความฝัน ปณิธานนั้นก็จะใกล้เข้ามาหาเราเองเป็นอย่างแน่นอน  แต่สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์แล้ว ตามหลักพุทธศาสนา คือ เราชาวพุทธที่ถูกต้องแท้จริง ควรตั้งไว้ที่สุด ของปณิธาน นั้น คือ นิพพาน การพ้นจากสังสารวัฎของความทุกข์นี้ให้สิ้นเชิง       อธิฐาน และบำเพ็ญ ให้ทุกๆภพทุกชาติ เราก็จะเดินสละทิ้งความทุกข์ไปเรื่อย เหมือนเคาะสนิมที่เกาะมีดดาบที่เเหลมคมอยู่ทุกๆวัน สักวันเราคงจะใช้มีดดาบที่เเหลมคมนี้เป็นหนทางการกำจัดกิเลศทุกอย่างโดยสิ้นเชิง .

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง


        
 เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง
        แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง นางชุยซึ่งเป็นแม่ม้ายแต่เป็นคนสวยและอายุยังน้อยอยู่ เราลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเป็นเราๆสามารถทำได้แบบนางหรือเปล่าหนอลองอ่าน เรื่องสั้นตอนนี้ดูซิ
 ในสมัยราชวงศ์ซ้อง เปาบุ้นจิ้น เป็นเจ้าเมืองไคฟง มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในความซื่อสัตย์ยุติธรรมตราบจนบัดนี้ เปาอี้บุตรชายของท่านได้ป่วยตายตั้งแต่ยังหนุ่ม นางชุยภรรยาของเป่าอี้มีชื่อเสียงในความกตัญญู นางมีบุตรชายเพียงคนเดียว
      เปาบุ้นจิ้นเห็นว่านางชุยเป็นคนสวยและอายุยังน้อย ไม่อาจทนเห็นนางต้องครองหม้ายอยู่อย่างเดียวดาย จึงสั่งให้ลูกน้องผู้ใกล้ชิด ไปพูดจาหว่านล้อมให้นางแต่งงานใหม่ เพื่อนางจะได้มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ เมื่อนางชุยทราบดังนั้น ก็เอาขี้โคลนทาหน้าแล้วไปคุกเข่าต่อหน้าเปาบุ้นจิ้น ร้องไห้สะอื้นกล่าวว่า "ท่านพ่อเป็นขุนนางมีชื่อเสียงในแผ่นดิน ข้าน้อยได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้ดูแล บ้านเรือนก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากเหลือที่จะกล่าวแล้ว ไหนเลยจะกล้าทำให้ตระกูลเปาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แม้ข้าน้อยจะเป็นคนโง่ไร้การศึกษา แต่ก็พอจะรู้หลักการว่า เมื่อเกิดมาเป็นคนของตระกูลเปา ตายแล้วก็ขอเป็นผีตระกูลเปา ข้าน้อยได้ตั้งใจแต่แรกแล้วว่า จะครองหม้ายตลอดไปไม่เแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเด็ดขาด" นางพูดจนเปาบุ้นจิ้นรู้สึกตื้นตันใจ จนน้ำตาซึมพูดอะไรไม่ออก
แล้วความโชคร้ายก็เกิดขึ้นอีก ลูกน้อยของนางชุยได้เสียชีวิตระหว่างเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ แม่ของนางชุยเมื่อทราบข่าวลูกสาวสิ้นสามีและลูกหมดแล้วก็รีบเดินทางมาหา เพื่อจะให้นางชุยแต่งงานใหม่ โดยบอกกับบุตรสาวว่า "สิ้นสามีอยู่กับลูก ลูกตายจะอยู่กับใครอีก ควรแต่งงานใหม่ได้แล้วนะ" นางชุยกล่าวอย่างจริงจังว่า ที่ฉันตัดสินใจอยู่บ้านตระกูลเปา มิใช่เพื่อลูกเพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์เพื่อคอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ของสามี ที่ทำงานเหนื่อยยากมาตลอดชีวิต ตอนนี้ท่านทั้งสองก็ชราแล้ว เป็นเวลาที่ต้องการให้ฉันช่วยเหลือ แล้วฉันจะถือโอกาสนี้ทอดทิ้งท่านไปได้อย่างไร? แม่ของนางชุยได้ฟังดังนั้นก็โมโหกล่าวว่า "แม่อุตส่าห์เดินทางมาจากทางไกล จะไม่ยอมเสียเที่ยวเปล่าเด็ดขาดถึงตายก็จะไม่ยอมปล่อยให้ลูกต้องมาทนลำบากอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตหรอก ว่าแล้วนางก็ทั้งดึงทั้งลากจะให้ลูกสาวไปด้วยกัน นางชุยคุกเข่าอ้อนวอนมารดาของตนว่า ท่านแม่เดินทางมาไกล ที่ถูกก็ไม่ควรให้แม่กลับไปคนเดียว แต่ถ้าจะให้ฉันแต่งงานใหม่จริง วันใดที่ถูกบังคับ ฉันจะขอผูกคอตาย เพียงแต่ขอร้องคุณแม่ให้ส่งศพคืนตระกูลเปาฉันก็จะกลับไปพร้อมกับคุณแม่ แม่ของนางชุยรู้สึกประทับใจในความดีของบุตรสาวมาก จึงไม่บังคับนางชุยอีก อ่านมาถึงบทนี้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กับความประทับใจในเรื่องราวของนางชุยไม่ทราบว่าในสมัยนี้ยังมีวีรสตรีเช่นนี้อีกไหมหนอ?
 ฟังเรื่องเล่านี้แล้ว พูดคำเดียวว่า สุดยอด เธอคือผู้หญิงที่หาได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน แม้เมื่อก่อนก็นับว่าหายากเต็มทีเเล้ว คืนในเรื่อง ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี การรักษาวงค์ตระกูล การมีจิตใจที่มั่นคงไม่คลอนเเคลน หวังว่าพวกเรา ควรน่าจะได้สักคุณธรรมหนึ่งของเธอก็ถือว่า ประเสริฐ สมกับผู้หญิงที่ดี ที่ควรจะเป็น.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง เคล็ดลัีบความสามัคคี ผมพระไม่ดีเอง

เรื่อง เคล็ดลัีบความสามัคคี ผมพระไม่ดีเอง
       เคล็ดลับความสามัคคี คนที่ล้วนแต่เป็นคนไม่ดี คติสอนใจสั้น ๆ วัดเหนือและวัดใต้ แต่ละแห่งมีพระและเณรอาศัยอยู่ 10 กว่ารูป พระเณรในวัดเหนือสามัคคีกันมาก การปฏิบัติบำเพ็ญก็ค่อนข้างก้าวหน้า ส่วนพระเณรในวัดใต้ต่างก็อิจฉากัน ไม่มีความสามัคคี พระอาจารย์ฉือหยินเจ้าอาวาสวัดใต้ รู้สึกอัปยศกับเรื่องนี้มาก และนึกชมเชยวัดเหนืออยู่ในใจ ท่านอยากจะทราบถึงสาเหตุแต่จนแล้วจนรอดก็หาสาเหตุไม่พบ วันหนึ่งเมื่อท่านไปเยี่ยมเยียนวัดเหนือ เลยถือโอกาสถามถึงปัญหานี้

เจ้าอาวาสฝั่งตรงข้ามตอบเรียบ ๆ ว่า ก็ไม่มีอะไรหรอก    เพียงแต่พระเณรที่นี่ล้วนแต่เป็นคนไม่ดีต่างก็ให้กำลังใจกันสามัคคีกัน คำตอบสั้น ๆเช่นนี้ แม้จะเป็นการถ่อมตน แต่ก็ไม่กระจ่างอยู่ดี ต่อมาขณะที่เจ้าอาวาสวัดใต้ไปเยี่ยมเยียนวัดฝั่งตรงข้ามอีกก็ได้ยินคำพูดตำหนิตนเองดังมาจากในโบสถ์อย่างไม่ตั้งใจ เป็น เพราะผมไม่ดีเอง ถ้าหากผมถูพื้นเร็วกว่านี้หน่อย หลวงพี่ก็คงไม่ลื่นหกล้ม พระคนแรกกล่าว        ไม่  ผมสะเพร่าเอง ใจร้อนเดินเร็วเกินไปถึงได้เดินหกล้ม พระที่ลื่นหกล้มกล่าว ก่อนที่หลวงพี่จะเข้ามาในโบสถ์ ถ้าผมเตือนสักคำ ก็คงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เป็นเพราะผมไม่ดีเอง พระคนที่ 2กล่าว เอาละ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ต้องโทษตัวผมเองที่ไม่ระมัดระวัง พระที่หกล้มกล่าว เจ้าอาวาสวัดใต้ตอนนี้จึงเข้าใจความหมายอันแท้จริงของคำว่า ล้วนแต่เป็นคนไม่ดี
เป็นไงครับผู้อ่านเข้าใจแล้วยัง เดี่ยวนี้คนในสังคมส่วนใหญ่แม้เเต่ว่าตัวของเราเอง คำพูดที่ไม่กล้าออกจากปาก คือ คำว่า ขอโทษ ดังนี้เเล้วเราจึงทะเลาะวิวาทบาดหมางกันมากไง  เรามักจะเห็นตัวเองถูกเสมอ คนอื่นนั้นผิดตลอด ไอ้สิ่งที่ต่างคนต่างว่าตัวเองถูก แล้วมาโต้เถียงกัน อย่างนี้ก็ไม่มีจบ สงครามเช่นกัน ดังนั้นผู้ฉลาด ควรคิดเสียใหม่ว่า เป็นฝ่ายวางทิฐฐิ มานะ เสียบ้าง นั้น คือ หนทางของนักปราชญ์ เพื่อมองเห็นสิ่งหลายอย่างที่จะเกิดผลตามมาหากเราไม่เป็น ฝ่ายยอม ลองคิดดูเเล้วกันในชีวิตประจำวันของพวกคุณ ถ้าคุณจะเอาชนะคนอื่นเสียหมด ถามว่าคุณจะมีความสุขหรือความสงบที่เเท้จริงหรือไม่ ความรักความสามัคคีจะอยู่ที่ไหน.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ไม่รู้หนังสือแต่บรรลุอรหันต์


 ไม่รู้หนังสือแต่บรรลุอรหันต์ ได้จริงหรือลองอ่านเรื่องนี้ดู นิทานเซ็น แต่ก่อนมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งอดีตได้ต่อสู้ชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เลยมาออกบวชแต่ท่านไม่รู้หนังสือไม่สามารถศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฏก จึงมักจะถูกพระรูปอื่นดูหมิ่นดูแคลนอยู่เสมอ แต่ท่านก็ไม่เคยท้อแท้น้อยใจ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งใจทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เช่น การปัดกวาดทำความสะอาดห้องหนังสือคัมภีร์ ลานวัด ห้องน้ำ หรือการขุดรอกระบายคูน้ำต่าง ๆ ท่านเหมาทำคนเดียวหมด ท่านปฏิบัติเช่นนี้เป็นเวลา 20-30 ปี ในสายตาของคนทั่วไป ท่านเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาที่ไม่รู้หนังสือรูปหนึ่ง แต่แท้ที่จริงพระที่ไม่รู้หนังสือรูปนี้มีภูมิธรรมลึกล้ำยิ่งนัก เนื่องจากท่านได้ทำความสะอาดทุก ๆ วัน ภายในดวงตาจึงสะอาดหมดจดมานานแล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง พระรูปนี้ได้กราบเรียนกับเจ้าอาวาสว่า

"ในคืนวันนี้ศิษย์จะละสังขารแล้ว คือผมได้บรรลุอรหัตผล ขอให้อาจารย์ถนอมสุขภาพด้วย" และได้กล่าวกับพระอื่น ๆ ว่า การศึกษาพระธรรมคัมภีร์เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าเนื่องเพราะเหตุนี้จนเกิดความเกียจคร้าน ขอให้ทุกท่านก็ถนอมสุขภาพด้วย ครั้นถึงเที่ยงคืน ท่านก็มรณภาพในท่าสั่งสมาธิจริงๆ
มีหลายคนที่เก่งวิชาการมากมาย เก่งรู้ธรรมะ และเบ่งใส่กัน เเข่งกัน ถับถมกัน อย่างนี้ ไม่ได้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าเลย สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ศาสนาที่รู้จริงที่สุด คือ เรื่อง ความทุกข์ของเราเอง คือจากใจเรา นี้ถ้า ศึกษาเรื่องทุกข์อย่างพระพุทธเจ้าแล้ว สิ่งนี้จะทำให้เรารอดพ้นจากกิเลศแห่งวังวนของความทุกข์ที่ซ้ำๆซากๆได้ อริยสัจสี่นั้นแหละ คือ ธรรมมะอันสำคัญยิ่ง  อย่ามัวบ้าติดตำราอย่างเดียว มาเรียนรู้ชีวิตจริงของจริงกันดีกว่า.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ

 เพลง เด็กท้องนา ของละอองดาว(เห็นภาพข้างล่างเลยใส่เพลงนี้เข้าไป)
ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องสั้นซึ้งกินใจ มีพี่น้องคู่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กรักใคร่สามัคคีกันมาก ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากต่างก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พ่อแม่จึงให้พวกเขาแยกบ้านกันอยู่ แยกบ้านไม่แยกนาในสมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องคู่นี้ก็เช่นเดียวกัน
ภาพโดย คุณบุญเสริม สาตราภัย
เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ
       มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ต่างก็แบ่งข้าวเปลือกกันคนละครึ่ง หาบกลับไปบ้านของตน แล้วกองไว้ที่ลานจากข้าวหน้าบ้าน ตกค่ำผู้เป็นพี่ก็คิดว่า น้องชายอายุยังน้อย ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ เราควรที่ช่วยเหลือเขาให้มากถึงจะถูก เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบ ไปที่บ้านของน้องชายอย่างเงียบ ๆข้างฝ่ายน้องชายก็คิดเช่นเดียวกันว่า พี่ชายมีลูกหลายคน แบ่งข้าวเปลือกได้เพียงไม่กี่หาบจะพอกินได้อย่างไร? คิดแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบส่งไปที่บ้านของพี่ชายอย่างเงียบ ๆ รุ่งเช้าเขาทั้งสองต่างก็ประหลาดใจ ที่ข้าวเปลือกของตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย พอตกค่ำเขาทั้งสองต่างก็เกิดความคิดแบบเดิมขึ้นอีกเมื่อพี่หาบข้าวเปลือกไปถึงหน้าบ้านของน้องชาย เป็นเวลาเดียวกับที่น้องชายก็กำลังหาบข้าวเปลือก เตรียมจะส่งไปให้พี่ชายเช่นกัน เขาทั้งสองเผชิญหน้ากัน เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้สึกตัว
       อ่านแล้วหวังว่าเราควรย้อนนึกถึงสายใย ที่ดีๆต่อกัน ระหว่างพี่ น้องสายเลือดเดียวกันของเรา ที่เรา ลองตั้งคำถามถ้าเรามีน้ำใจอันบริสุทธิ์ต่อกัน ปัญหาการทะเลาะระหว่างสายเลือดคงจะไม่มีดั่งคนในปัจจุบันนี้  เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าวหาบนั้นเป็นพระเอกหรอก แต่หัวใจที่ยิ่งใหญ่ของคนทั้งสองต่างหากคือ สิ่งที่หาสิ่งใดประเมินค่าของความรัก ฉันพี่น้องนี้ไม่ได้.

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น