จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระนิทาน แห่งสายลม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระนิทาน แห่งสายลม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ ลิงกับแมลงปอ

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ  ลิงกับแมลงปอ

ลิงกับแมลงปอ
   นานมาแล้ว แมลงปอตัวหนึ่งบินมาไกลรู้สึกเหนื่อยจึงเกาะพักอยู่ที่กิ่งของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลิงที่อยู่ที่ต้นไม้ไล่   แมลงปอไม่ให้มาเกาะที่กิ่ง  แมลงปออ้อนวอนว่า "ฉันบินมาไกล เหนื่อยเหลือเกินขอหยุดพักที่นี่สักครู่เดียวเท่านั้น" ลิงไม่ฟังโยนกิ่งไม้ไล่แมลงปอ แมลงปอโกรธมากจึงไปเล่าให้ราชาแห่งแมลงปอฟัง ราชาแห่งแมลงปอโกรธมากจึงส่งแมลงปอสามตัวไปแจ้งต่อราชาแห่งลิงว่าจะทำสงครามกับลิง ราชาแห่งลิงหัวเราะเยาะ ว่าไอ้แมลงปอตัวเล็กมันจะสู้พวกลิงฉลาดอย่างเราได้หรือ  และเมื่อถึงวันทำสงคราม ราชาแห่งลิงให้ลิงทุกตัวหาท่อนไม้เป็นอาวุธสำหรับทุบแมลงปอให้บี้แบน ฝ่ายแมลงปอไม่มีอาวุธกันเลย   ราชาแห่งแมลงปอได้กระซิบวิธีการที่จะต่อสู้กับลิง พอถึงสนามรบแมลงปอแต่ละตัวบินไปเกาะที่หน้าผากลิงแต่  ละตัว ลิงเมื่อรู้สึกว่าแมลงปอมาเกาะที่หน้าผากก็ใช้ท่อนไม้ทุบแมลงปอทันที แต่แมลงปอบินหนีทัน ลิงถูกท่อนไม้ทุบก็หัวแตกตายหมด แมลงปอจึงเป็นผู้ชนะในสงคราม

    เรื่องนี้ ก็จะว่าเหมือนเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวเช่นกัน  มันยอมกันไม่ได้ไม่มีศิลปะในการยอม มันก็มองเห็นโทษที่เสียตามมา   แต่จะพูดในเรื่อง สะท้อนชีวิตความจริงจากนิทานนี้ว่า  บางครั้งคนเรานี้มันหลงตนเองว่าฉลาด ว่าเก่ง ฮึกเหิมลำพองใจ จึงมักจะเอาเปรียบเหยียดหยามคนที่อ่อนแอกว่า นี้มันเป็นสิ่งเลวร้ายจริงๆ ไอ้คำที่ว่าหลงอวดตนเอง ในความรู้สึก เหมือนลิงในนิทานนี้ มันจะทำให้เกิดความประมาท หรือ จากใช้ชีวิตเดินไปผิดทางก็ได้ ไอ้คนฉลาด มันจะคิดร้ายหรือโกงได้อย่างไม่สนใจใครเลย ผลเสียหายต่อส่วนรวมมันเลยฝั่งรากลึก   ส่วนคนมีปัญญานี้ไม่อวดตัว มันไม่ยกตนข่มคนอื่น รู้วิธีคิดอย่างรอบคอบมองสิ่งใดนี้เล็งเห็นผลข้างหน้า คือ ลดความเสียหายจะตามมาอย่างไม่ประมาท และก็รู้ผิด ชอบชั่วดี นี้สำคัญ สุดท้ายก็จะไม่เสียหายอะไร กับ ส่วนรวมเลย ดั่งแมลงปอ ชีวิตเราก็เช่นนั้น คือมีปัญญา นี้มันสำคัญกว่าความฉลาดมาก สังคมเรามีคนฉลาดมากมาย แต่ขาดปัญญา กันเสียส่วนใหญ่ ก็เลยเป็นสังคมเห็นแก่ตัวอย่างฝังรากลึก
                                                                                                             โดย อุตฺตมสาโร

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เศรษฐีฟางเส้นเดียว

เศรษฐีฟางเส้นเดียว


     มีชายหนุ่มกำพร้าพ่อแม่และยากจนมาก ไม่ว่าเขาจะขยันทำงานรับจ้างหนักเท่าไรก็ยังยากจนอยู่ วันหนึ่งเขาเข้าไปสวดมนต์ในศาลเจ้าแม่กวนอิมแล้วหลับไป เขาฝันว่าเจ้าแม่กวนอิมมาปรากฏกายต่อหน้าเขาและบอกเขาว่าต่อไปนี้เขาจะโชคดี พอออกจากศาลเจ้าให้เดินไปทางทิศตะวันออก และถ้าหกล้มที่ไหนมือจับอะไรได้ก็ให้ถือไว้แล้วจะมีโชค

 เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาเขารู้สึกปลื้มใจก้มกราบเจ้าแม่กวนอิมแล้วเดินทางออกจากศาลมุ่งไปทางทิศตะวันออก พอเดินๆไปก็สะดุดหินหกล้ม มือแตะพื้นดินมีฟางเส้นหนึ่งติดมือมา เขาก็ถือฟาง     เส้นนั้นเดินไป ระหว่างทางแมลงปอมาเกาะที่มือ เขาจึงผูกแมลงปอกับฟาง แมลงปอก็บินหึ่งๆ ต่อมาเขาพบเด็กเล็กๆยืนร้องไห้ ชายหนุ่มจึงส่งเชือกฟางผูกแมลงปอให้ เด็กชอบใจแมลงปอบิน  หึ่งๆจึงหยุดร้องไห้และถือเชือกฟางผูกแมลงปอไว้ แม่ของเด็กดีใจที่ลูกหยุดร้องไห้ จึงให้ส้มแก่ ชายหนุ่มสามผล ชายหนุ่มเดินต่อไปเห็นหญิงสาวเป็นลมเพราะกระหายน้ำ จึงมอบส้มสามลูกให้ คนใช้ของหญิงสาว คนใช้ของหญิงสาวรู้สึกขอบคุณจึงมอบผ้าไหมให้ชายหนุ่ม 3 ม้วน ชายหนุ่มเดินแบกผ้าไหมสามม้วนไป พอเดินๆไปก็พบซามูไรนั่งอยู่ข้างม้าที่นอนป่วยอยู่ ซามูไรขอแลกม้า  กับผ้าไหม ชายหนุ่มสงสารม้าจึงแลกผ้าไหมให้ไปแล้วจูงม้าไปให้กินน้ำ ม้าก็แข็งแรง ชายหนุ่มขี่ม้าเดินทางต่อไปจนถึงปราสาท ใหญ่แห่งหนึ่งก็ขอเข้าไปพักในปราสาท เศรษฐีเจ้าของปราสาท   เห็นม้ามีลักษณะดีจึงขอซื้อ และให้บุตรสาวนำเงินออกมา เมื่อบุตรสาวนำเงินออกมาและเห็นหน้าชายหนุ่มก็จำได้ว่าเป็นผู้ที่ให้ส้มช่วยชีวิต เจ้าของปราสาทจึงชวนให้ชายหนุ่มอยู่ทำงานด้วย ชายหนุ่มทำงานด้วยความขยันขันแข็ง เศรษฐีจึงยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย ชายหนุ่มทำงานจนร่ำรวย เป็นเศรษฐี ผู้คนก็ขนานนามชายหนุ่มผู้นี้ว่า เศรษฐีฟางเส้นเดียว

   มีความจริงอยู่บางอย่างที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยไม่มีสิ่งดลบันดาลศักดิ์สิทธิ์ใดมาช่วย ถ้ารอสิ่งเหล่านี้อยู่ มันยังเหมือนว่าเรายอมให้โชคชะตา หรือ พรหมเป็นเจ้าชีวิตเรา ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ควรจะเป็นไป ของมนุษย์เลย หรือ จะรอฤกษยามนี้ก็จะหาความเจริญแท้จริงไม่ได้เลย มันจะทำอะไรก็ต้องถือสิ่งที่ไม่ถูกต้องงมงายเสียเปล่าๆ ที่ควรจะเป็นต้อง ว่า เวลาไหน เราคิดดี เเล้ว เวลานั้นคือดี เวลาไหนเราพร้อมที่สุดในการจะทำอะไร เวลานั้นดี  เวลาไหนสะดวกกาล เวลา ตามฤดู ตามเหตุตามผล ใจมันพร้อม นั้นเวลาดี เราก็จะทำอะไรได้ในสิ่งที่พึ่งตนเอง มากกว่า พึ่งเทพเจ้าบรรดาล เพราะเหตุปัจจัยมันมี ว่า เราทำอะไรที่ดีเเล้ว จิตใจมันดี สิ่งอื่นอำนวย มันก็ดำเนินอะไรๆไปได้ ผลจะเกิดถูกต้องอย่างไร มันก็มาจากเหตุปัจจัยที่ทำมาทั้งหลาย บางอย่างต้องใช้เวลา เหมือนจะได้ข้าวมาหนึ่งไร่ ไว้ขาย มันก็ต้องหาเมล็ดข้าวพันธ์ดี ชาวนารู้วิธีอย่างดี ฤดูกาลปลูกมันสมควร นี้เราก็พร้อมได้ที่จะกระทำการหว่านเมล็ดข้าวลงไป  ต้องใช้เวลาดูเเลนาข้าวพอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะให้ผล นี้เหตุปัจจัยมันพร้อมที่เริ่มจากความรอบคอบของเราเป็นสำคัญ แล้วเราจะรอโชคชะตาอย่างสิ้นหวังนี้ถือว่า เราหมดศักดิ์ศรี ของ มนุษย์เสียแล้ว
                                                               โดย อุตฺตมสาโร 

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ ก้อนหินของอุปสรรค


นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ  ก้อนหินของอุปสรรค
              
         ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่งต้องการจะออกเดินทาง ท่องเที่ยวไปเยี่ยมประชาชนของพระองค์ เมื่อมาถึงที่กลางตลาดพระองค์ ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น พระองค์นำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน และพระองค์ก็ไปซ่อนตัว และคอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ ชาวนาคนแรกเดินผ่านมาพร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหินนี้ มากีดขวางทางเดินของเขา แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป
        พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา เมื่อมองเห็นหินก่อนนั้น เธอก็พูดว่าทำไมหินก่อนนี้จึงมาอยู่ที่นี่ แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไปโดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้นเค้าพยายามที่จะผลักหินไปให้พ้นทาง แต่เพียงลำพังตัวเขาก็ไม่สามารถทำได้เขาจึงเดินหันหลังกลับไป
        แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อย คนนั้นก็เดินกลับมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน แล้วเด็กๆ ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน พวกเขาก็พบถุงใส่เหรียญทองของพระราชา วางอยู่แทนที่หินก้อนนั้นหินก้อนนั้น ได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คืออุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้นมีไว้เพื่อพิสูจน์ ความกล้าของเราที่จะเผชิญหน้ากับมัน หากเราหนีปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อย
        หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้ ลองมอง ไปรอบ ๆ ตัวแล้วเราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถช่วยเรามาก เท่ากับผู้ที่เราสามารถ จะช่วยให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคของเขาไปได้ และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเองที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง

   ในความจริงของชีวิตเรานั้นเช่นกัน อุปสรรคนั้นมีเป็นธรรมดา บางคนเลือกหนีอุปสรรค แต่อุปสรรค ในบางเรื่องมันไม่เลือกที่หนีเรา และการเผชิญหน้าในการที่จะรับอุปสรรคทั้งหลายนั้นยังเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาด  ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราจะฝืนมัน การขอความช่วยเหลือด้วยการเป็นมิตรนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ เลือกว่าจะให้ใครช่วยเหลือเรา ชี้เเนะเรา เตือนเรา สอนเรา สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นสัตว์สังคม ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว  แต่สิ่งที่สำคัญหากตอนนี้เรายังไม่พบอุปสรรค จงไม่ปฏิเสธกับการที่จะช่วยเหลือคนอื่น อย่างถูกต้องในศีลธรรม อย่างจริงใจ ให้เขาคนนั้นที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องที่สมเหตุสมผลที่เราช่วยได้ เพราะสักวันหนึ่งตัวเราเองอาจจะเป็นฝ่ายที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่นกัน                               
โดย อุตฺตมสาโร

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ น้ำผึ้งหยดเดียวแท้ๆ

            

    ยังมีชายผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า  ทุก ๆ วันเขาจะเข้าป่าไปหาน้ำผึ้งมาขายหรือแลกเปลี่ยนกับของอื่น ๆ ที่ภายในหมู่บ้าน  วันนี้เขาโชคดี  เขาสามารถหาน้ำผึ้งจากในป่าได้มากจึงคิดจะนำน้ำผึ้ง    เข้าไปขายในเมืองใหญ่  ครั้นเมื่อชายชาวป่าคนนี้เข้าไปถึงในตัวเมือง  เขาแลเห็นพระราชวังมีความสวยงามมากสิ่งก่อสร้างทั้งหลายล้วนสีทองอร่ามตา  และ ประดับประดาด้วยกระจกแก้วสีต่าง ๆ จึงเดิน   เข้าไปดูใกล้ ๆ ทันใดนั้นเอง  ทหารก็ออกมาตีฆ้องตีกลองร้องป่าวประกาศ  ชายชาวป่าได้ยินเสียงดังก็ตกใจรีบวิ่งหนีกลับบ้าน  ระหว่างที่วิ่งหนีกลับบ้านนั้นเขาได้ทำน้ำผึ้งหยดลงบนพื้นทางเดินหนึ่งหยด  แมลงวันตัวหนึ่งได้กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งก็บินมาตอม  แมงมุมตัวหนึ่งเห็นแมลงวันก็ย่องเข้าไปจะจับกิน  จิ้งจกตัวหนึ่งมาเห็นแมงมุมก็ย่องเข้าไปจะจับแมงมุม  แมวตัวหนึ่งเห็นจิ้งจกก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปหมายจะจับจิ้งจกกิน  พอดีขณะนั้นสุนัขของพระราชาผ่านมาเห็นแมว  สุนัขก็กระโจนเข้ากัดแมว  เจ้าของแมวเห็นแมวของตนโดนสุนัขกัดก็โกรธ  คว้าไม้มาตีสุนัขของพระราชาจนตาย  ด้วยไม่รู้ว่าเป็นสุนัขของใคร  มหาดเล็กผู้ดูแลสุนัขของพระราชาก็โกรธ  ตรงเข้าตีเจ้าของแมว   พ่อค้าและชาวบ้านเห็นเจ้าของแมวโดนมหาดเล็กตีก็เข้าไปห้าม  แต่พวกมหาดเล็กเข้าใจผิดคิดว่าพวกชาวบ้านจะรุมทำร้ายตนจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น  แล้วการต่อสู้ก็ขยายวงกว้างออกไป  ทั้งพ่อค้า  มหาดเล็ก  และชาวบ้านเข้าต่อสู้กันเป็นจำนวนมาก  เสียงการต่อสู้ดังสนั่นจนพระราชาออกมาดู  เมื่อชาวบ้านเห็นพระราชาออกมาก็จะเข้าไปร้องทุกข์  แต่พระราชาเข้าใจผิดคิดว่าชาวบ้านถืออาวุธจะมาทำร้ายตนด้วย  จึงสั่งให้ทหารออกสู้ทำให้บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากก่อนที่ทุกฝ่ายจะรู้ความจริง

 อ้างอิงจาก
เสริมสกุล   โทณะวณิก.  (2544).  รวมนิทานพื้นบ้านไทย.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ มีอะไรต้องแบ่งปันกัน

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ  มีอะไรต้องแบ่งปันกัน

คืนที่ฟ้าฉ่ำฝน ..... ตายายคู่หนึ่งจูงมือ ค่อยๆ
พากันเดินเข้าร้าน
McDonalds
แลดูแปลกตาท่ามกลางเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาว

สายตาหลายคู่จ้องมองมาอย่างชื่นชมในความรัก

ที่ยืนยาวมากว่าครึ่งศตวรรษของสองตายาย

ตาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งอาหารชุดและชำระเงินอย่างคุ้นเคย

ก่อนพายายไปเลือกหาที่นั่งริมในสุดของร้าน

ตายายช่วยกันนำอาหารออกจากถาด

ตาค่อยๆ แบ่งแฮมเบอร์เกอร์ออกเป็น
2 ส่วน
เอาเฟรนช์ไฟร์ออกมานับครึ่ง

และจัดวางไว้ดูน่ารับประทานข้างหน้ายาย

คว้าแก้วโค้กมาจิบหนึ่งอึก

ส่งให้ยายรับไปจิบหนึ่งอึกก่อนจะวางไว้ตรงกลางเบื้องหน้าทั้งคู่

ขณะที่ตาเริ่มกินแฮมเบอร์เกอร์ส่วนของตนอยู่

บรรดาลูกค้าในร้านที่จับตาดูคู่ตายายมาตั้งแต่ต้นเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย

หลายคนสะกิดกันพลางกระซิบ

" น่าสงสารจังแกคงมีเงินพอซื้อได้แค่ชุดเดียวมาแบ่งกันมั้ง"

ชายหนุ่มโต๊ะข้างๆถึงกับเดินเข้ามาหาพร้อมเสนอตัวขอเป็นเจ้ามือซื้อให้อีกชุดอย่างสุภาพ

ตายิ้มรับความมีน้ำใจ

แต่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า

" ไม่เป็นไรหรอกมีอะไรเราก็ต้องเอามาแบ่งกันอยู่แล้ว"

เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มสังเกตว่า

ยายได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองตากินแฮมเบอร์เกอร์อย่างเอร็ดอร่อยไม่ยอมแตะต้องส่วนของตน

นอกจากหยิบโค้กขึ้นมาจิบ

ชายหนุ่มคนเดิมตัดสินใจเข้ามาหาอีกครั้ง

เอ่ยขอร้องให้เขาได้เลี้ยงคู่ตายายที่น่ารักนี้เถอะ

คราวนี้ยายเป็นฝ่ายปฏิเสธอย่างอ่อนหวาน

ยืนยันเหมือนเดิมว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกัน

เมื่อตารับประทานเสร็จ

ขณะหยิบกระดาษมาเช็ดปาก

ยายก็ยังคงนั่งนิ่งดูสามีสุดที่รักอยู่อย่างนั้นราวกับกลัวว่าเขาจะไม่อิ่มจริงๆ


ชายหนุ่มคนเดิมก็อดรนทนไม่ได้อีก

เอ่ยปากอย่างจริงจังขอตายายอนุญาตให้เขาเลี้ยงสักครั้ง

แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพอีก .....

ชายหนุ่มนึกสงสัย

" ทำไมคุณยายไม่รับประทานบ้างเลยครับ

ก็ไหนบอกว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกันไง

คุณตาก็ทานเสร็จแล้ว

ยังรออะไรอยู่หรือครับ
?"

............................
คุณยายตอบเนิบๆ ........
" รอฟันปลอมจากตาน่ะหลาน"

ในสุดท้ายอาจจะฟังเเล้วตลก แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่ชีวิตคู่ ของใครต่อหลายคนคงปรารถนา และเราก็คำนึง ว่าชีวิตเรานี้ มันเป็นสิ่งทนสภาพร่างกายนี้ไม่ได้ ย่อมแปรเลี่ยนไปในทางเสื่อม และก็คืนสู่ธรรมชาติ นี้คนที่ไม่ประมาทต้องคิดให้ดี เเต่ระหว่างที่เราอยู่ด้วยกันนั้นก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะจากกัน เราควรจะทำให้ดีกันอย่างไร ปฏิบัติให้ดีกันอย่างไร พูดให้ดี คิดให้ดี อย่าโกรธ อย่าด่า อย่าตะคอกใส่ อย่าดูถูกเหยียดหยามกัน นี้สำคัญ คือ รักษาน้ำใจ นี้จะขอบอกอะไรสักอย่าง ชีวิต คู่จะยืนยาว เป็นไปได้ด้วยดี เราทั้งคู่ต้อง แต่งงานกับธรรมะเสียก่อน คือต้องเขาไปเรียนรู้เรื่องชีวิตนี้ให้ดี ให้ถูกต้อง ให้เข้าใจ ว่าชีวิตนี้ คือ อะไร ควรจะเป็นอย่างไร เราเกิดมาเพื่ออะไร สิ่งที่สุดของชีวิตคืิออะไร
ถ้าเราทั้งคู่ แต่งงานกับคำตอบที่ได้จากธรรมะ เราจะมีชีวิตที่สันติสุข ตลอดยามชรา ลาโลกเลยทีเดียว 
โดย อุตฺตมสาโร

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ ตากับยายปลูกถั่วปลูกงา ให้หลานเฝ้า

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ  ตากับยายปลูกถั่วปลูกงา
    
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มียายกับตาปลูกถั่วปลูกงาอยู่บนเชิงเขา  วันหนึ่งตากับยายต้องไปตลาดจึงฝากถั่วฝากงาเจ็ดทะนานให้หลานเฝ้า  แต่ด้วยความเป็นเด็ก  หลานจึงไม่เฝ้าเอาแต่เล่นและนอนหลับ  กาจึงมากินถั่วกินงาเจ็ดทะนานจนหมด  ยายกลับมายายก็ด่า  ตามาตาก็ตี  หลานร้องไห้ด้วยความเจ็บที่โดนตาตี  คิดโทษพวกอีกาที่มากินถั่วกินงาจนหมด  ทำให้ตนถูกตี  จะต้องหาคนมาจัดการกับพวกอีกาให้ได้ 

อีกากินถั่วกินงา นายพรานช่วยหน่อย
             
 หลานจึงวิ่งร้องไห้ไปหานายพรานขอให้ช่วยไปยิงอีกาให้ที  เพราะอีกามากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  ตนจึงโดนยายด่าและโดนตาตี  นายพรานได้ฟังแล้วจึงตอบว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาหนู  ขอให้หนูช่วยไปกัดสายธนูของนายพรานให้ขาด  เพราะนายพรานไม่ช่วยไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  หนูได้ฟังแล้วจึงตอบว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาแมว  ขอให้แมวช่วยไปกัดหนูให้ที  เพราะหนูไม่ช่วยไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ช่วยไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  แมวได้ฟังแล้วก็ตอบว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาหมา  ขอให้หมาช่วยไปกัดแมว  เพราะแมวไม่ยอมไปกัดหนู  หนูไม่ไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  หมาได้ฟังแล้วก็ตอบเหมือนกันว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาค้อนให้ช่วยทุบหัวหมา  เพราะหมาไม่ยอมไปกัดแมว  แมวไม่ยอมไปกัดหนู  หนูไม่ยอมไปกัดสานธนูของนายพราน  นายพรานไม่ยอมไปยิงอีกา  เพราะอีกามากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  ค้อนได้ฟังแล้วก็ตอบไปว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาไฟให้ช่วยไหม้ค้อน  เพราะค้อนไม่ยอมไปทุบหัวหมา  หมาไม่ยอมไปกัดแมว  แมวไม่ยอมไปกัดหนู  หนูไม่ยอมไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ยอมไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  ไฟได้ฟังก็ตอบไปว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไปอีก  หลานจึงไปหาน้ำให้ช่วยดับไฟ  เพราะไฟไม่ไปไหม้ค้อน  ค้อนไม่ยอมไปทุบหัวหมา  หมาไม่ยอมไปกัดแมว  แมวไม่ยอมไปกัดหนู  หนูไม่ยอมไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ยอมไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  น้ำได้ฟังแล้วก็ตอบไปว่า  “มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาตลิ่งให้มาพังทับน้ำ  เพราะน้ำไม่ยอมไปราดรดไฟ  ไฟไม่ยอมไปไหม้ค้อน  ค้อนไม่ยอมไปทุบหัวหมา  หมาไม่ยอมไปกัดแมว  แมวไม่ยอมไปกัดหนู  หนูไม่ยอมไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ยอมไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  ตลิ่งได้ฟังแล้วก็ตอบว่า  ”มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไป  หลานจึงไปหาช้างให้ช่วยมาถล่มตลิ่ง  เพราะตลิ่งไม่พังทับน้ำ  น้ำไม่ไปดับไฟ  ไฟไม่ไปไหม้ค้อน  ค้อนไม่ไปทุบหัวหมา  หมาไม่ไปกัดแมว  แมวไม่ไปกัดหนู  หนูไม่ไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด  ช้างได้ฟังแล้วก็ตอบว่า  ”มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าสักหน่อย”  หลานจึงเดินร้องไห้ต่อไปอีก  หลานจึงไปหาแมลงหวี่ให้ช่วยไปตอมตาช้าง  เพราะช้างไม่ช่วยถล่มตลิ่งไม่พังทับน้ำ  น้ำไม่ช่วยไปดับไฟ  ไฟไม่ไปไหม้ค้อน  ค้อนไม่ไปทุบหัวหมา  หมาไม่ไปกัดแมว  แมวไม่ไปกัดหนู  หนูไม่ไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานไม่ไปยิงอีกาที่มากินถั่วกินงาของยายกับตาจนหมด 

          แมลงหวี่ได้ฟังแล้วก็ตอบว่า  “พวกเราจะช่วยไปตอมตาช้างให้เอง  ของชอบอยู่แล้ว  กำลังอยู่ว่าง ๆ จะตอมตาช้างให้เน่าทั้งสองข้างเลย”  ช้างเห็นดังนั้นแล้วตกใจกลัว  จึงรีบไปถล่มตลิ่ง  ตลิ่งก็กลัวช้างจึงรีบไปพังทับน้ำ  น้ำก็กลัวตลิ่งพังจึงรีบไปดับไฟ  ไฟก็กลัวน้ำจึงรีบไปไหม้ค้อน  ค้อนก็กลัวไฟจึงรีบไปทุบหัวหมา  หมาก็กลัวค้อนจึงรีบไปกัดแมว  แมวก็กลัวหมาจึงรีบไปกัดหนู  หนูก็กลัวแมวจึงรีบไปกัดสายธนูของนายพราน  นายพรานกลัวหนูมากัดสายธนูจึงรีบไปยิงอีกา  อีกากลัวจะถูกนายพรานยิงจึงรีบเอาถั่วเอางามาคืน  หลานก็เอาถั่วเอางาไปคืนให้ยายกับตา  ยายก็เลิกด่า  ตาก็เลิกตีหลานตั้งแต่นั้นมา
 จาหหนังสือ
อนุสร   รอดสุข.  (2550).  20 นิทานพื้นบ้านแสนสนุก.  กรุงเทพมหานคร :  สิปประภา.



 อีกส่วนในเเง่ธรรมมะของสวนโมกข์
นิทานเรื่องนี้เป็นอุบายในเบื้องโบราณที่สั่งสอนเรื่องคติธรรม โดยเฉพาะ “อิทัปปัจจยตา” และ การดูแลสภาวะจิต

 “อิทัปปัจจยตา” เป็นหลักการทางพุทธศาสนากล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อมมีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับ คือเมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ย่อมไม่มีเพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

 อธิบายในรูปแบบปรัชญา ใช้อธิบายสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง เช่น เสาเป็นปัจจัยของหลังคา ถ้าไม่มีเสา หลังคาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีหลังคา เสาก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งเสาและหลังคาเป็นปัจจัยของกันและกัน คือ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีเหตุผล
บางเหตุการณ์ประกอบด้วยหลายเหตุปัจจัย เช่น ร้องไห้เพราะเจ็บ เจ็บเพราะหัวแตก หัวแตกเพราะหกล้ม หกล้มเพราะถนนลื่น ถนนลื่นเพราะฝนตก

 แต่เมื่อผันแปรมาเป็นนิทาน ย่อมมีการแต่งเติมรายละเอียดและรสชาติให้แตกต่างกันไป

 ๑. ยายกับตา ยายกับตา ปลูกถั่วปลูกงา ประสายากจน
ยังมีหลานชาย วุ่นวายซุกซน ตายายจำทน พร่ำบ่นอุ้มชู

 ๒. วันหนึ่งตายาย จะไปในเมือง แต่ยังมีเรื่อง ที่เป็นห่วงอยู่
ถั่วงาสุกงาม เหลืองอร่ามน่าดู กาอาจโจมจู่ จิกกินสิ้นไป

 ๓. เรียกหลานมาสั่ง คอยระวังกา หากเผลอแล้วหนา ลักถั่วงาได้
จะตีจะด่า กลับมาเมื่อไร จงจำคำไว้ เหลวไหลไม่ดี

 ๔. เจ้าหลานจอมซน ไม่สนคำเตือน มัวเที่ยวแชเชือน เล่นโน่นเล่นนี่
อีกาบินมา ลักถัวงาที่- นาตายายนี้ เจ็ดเม็ดเจ็ดทะนาน

 ๕. เมื่อหลานรู้ความ นึกคร้ามคำสั่ง ให้คอยระวัง อีการังควาน
ตายายคงกลับ มาอีกไม่นาน ไม่แคล้วโดนอาน หวาดหวั่นอุรา

 ๖. ไปหานายพราน ไหว้วานขอร้อง เล่าเรื่องขัดข้อง ช่วยฉันเถิดหนา
โปรดเอาหน้าไม้ ไปยิงอีกา ยายมายายด่า ตามาตาตี

๗. นายพรานได้ฟัง กลับนั่งเมินเฉย เจ้าเด็กซนเอ๋ย เรื่องทั้งหมดนี้
ไม่เกี่ยวกับข้า ธุระใช่ที่ อย่าได้ถือดี จู้จี้กวนใจ

 ๘. ไปหาหนูน้อย ไขถ้อยร้อยเรื่อง ที่แสนขุ่นเคือง กากับพรานใหญ่
หนูเอ๋ยจงช่วย กัดสายหน้าไม้ ของพรานใจร้าย จะได้ช่วยเรา

 ๙. หนูน้อยได้ฟัง ความหลังของหลาน ให้แสนรำคาญ ไขขานเรื่องเล่าข้าไม่อยากยุ่ง นังนุงเหนื่อยเปล่า กลับไปเถิดเจ้า แล้วหนีเข้ารู

 ๑๐. ไปหาเจ้าแมว แล้วเล่าเรื่องขม ที่ต้องตรอมตรม ระทมเพราะหนู
จงช่วยจับกิน ให้สิ้นทั้งหมู่ แมวเหลือบตาดู แล้วเมินเดินไป

 ๑๑. ไปหาเจ้าหมา ช่วยกัดแมวด้วย หาไม่คงม้วย เพราะมีเรื่องใหญ่
บอกเล่าความหลัง ทั้งหมดนั่นไซร้ หมานอนหลับไหล ไม่ยลไม่ยิน

๑๒. ไปหาเจ้าฆ้อน โปรดยอนหูหมา ช่วยฉันเถิดหนา ยอนหมาให้ดิ้น
เล่าเรื่องผ่านมา น้ำตาไหลริน ฆ้อนใหญ่ใบ้กิน ไม่ตอบไม่ตาม

๑๓. ไปหาเปลวไฟ ช่วยไหม้ฆ้อนเถิด หาไม่จักเกิด เรื่องร้ายล้นหลาม
แล้วเล่าคดี ที่มาถ้อยความ ไฟลุกวาววาม ไม่เหลียวไม่แล

 ๑๔. ไปหาแม่น้ำ ดับไฟให้ที อับจนเหลือที่ ชีวีท้อแท้
หากน้ำไม่ช่วย คงม้วยเป็นแน่ น้ำไม่แยแส ไม่พูดไม่จา

๑๕. ไปหาตลิ่งดิน ช่วยทับแม่น้ำ ทุกข์ร้อนเหลือล้ำ กรรมซ้ำเติมมา
ตลิ่งนิ่งเงียบงัน ไม่ขานตอบว่า หลานเศร้าอุรา น้ำตาพร่างพราย

๑๖. ไปหาช้างใหญ่ ไขแจ้งแถลงเหตุ จงสำแดงเดช กระทืบทำลาย
ตลิ่งให้พังลง ทับน้ำกระจาย เจ้าช้างเบี่ยงบ่าย ไม่ใช่กงการ

๑๗. พบแมงหวี่น้อย เศร้าสร้อยเล่าความ ที่ผ่านมาตาม ลำดับเนิ่นนาน
อับจนปัญญา จะแก้เหตุการณ์ ไปหาทุกย่าน น้ำใจใครมี

๑๘. ช่วยฉันเถิดหนอ ขอร้องสักนิด ฉันสำนึกผิด ยอมโดนด่าตี
แมงหวี่ฟังหลาน ไขขานถ้อยวจี จะช่วยเธอนี้ ให้รอดปลอดภัย

 ๑๙. จึงแมงหวี่เจ้า เข้าตอมตาช้าง ช้างเจ็บร้องคราง กระทืบดินใหญ่
ตลิ่งจะทับน้ำ น้ำจะดับไฟ ฆ้อนถูกไฟไหม้ ไปยอนหูหมา

 ๒๐. หมามาไล่แมว แมวตามกัดหนู หนูวิ่งเกรียวกรู หน้าไม้หมายล่า
พรานป่าเกรงกริ่ง ไม่นิ่งเนิ่นช้า เล็งยิงอีกา ชีวาวางวาย


๒๑. ได้ถั่วงาคืน เจ็ดเม็ดเจ็ดทะนาน หัวใจเจ้าหลาน วิโยคโศกหาย
เหน็ดเหนื่อยหนักหนา เพราะกลัวตายาย การณ์เกือบจะสาย ไม่โดนด่าตี

 ๒๒. ขอบคุณแมงหวี่ ที่มีน้ำใจ ตัวเล็กแต่ใหญ่ ยิ่งด้วยความดี
ขอบคุณเพื่อนพ้อง ทั้งน้องทั้งพี่ นับตั้งแต่นี้ ฉันจะไม่ซน

 ๒๓. จะเป็นเด็กดี มีวินัยจริง จะทำทุกสิ่ง ที่เป็นเหตุผล
จะช่วยแก้ไข ไม่เห็นแก่ตน จะรักทุกคน ด้วยสันติธรรม

 ๒๔. ตายายกลับมา ไม่ด่าไม่ตี เพราะรักหลานนี้ จึงคอยสอนพร่ำ
โบราณว่าไว้ ให้ได้จดจำ จบถ้อยร้อยคำ เพียงเท่านี้เอยฯ


วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง พ่อ แม่รังแกฉัน โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร


พ่อแม่รังแกฉัน
เรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน
             เพลง เปิดรายการ ทีวี เพลงรักใส ใส เข้าใจลูก
เห็นว่าเพราะดีครับ เลยหามาให้ อ่านนิทานแล้วหวังว่า เราคงได้อะไรกลับไปคิด น่ะครับ
 
             
           นิทานสอนใจ เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน: พ่อแม่ที่ตามใจลูกจนเกินไป เป็นการปลูกฝังในสิ่งที่พ่อแม่ทำให้แบบเกินพอดี ทำให้ลูกติดนิสัยเอาแต่ใจ ไม่มีความอดทน พ่อแม่รังแกฉัน เป็นประโยคเปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ดีต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น ตัวอย่างที่ดีในที่นี้ไม่ใช่สิ่งดีๆอย่างเดียวต้องรวมเรื่องที่ไม่ดีด้วย และอธิบายให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีๆเพราะอะไร ลองมาดูตัวอย่างว่า พ่อแม่รังแกฉัน เป็นยังไง

เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด
พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป
พ่อหันมาพูดกับชัยว่า ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ



เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท
เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท
เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาท คือ 20 บาท
ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด

เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า
ไม่เป็นไรหลาน...ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์
แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง
แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาด และฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู
แล้วพูดว่า ไม่เป็นไรลูก... ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก
ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมย
ได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า
ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน
ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า
ไม่เป็นไรหรอก... ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต
ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้
โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด
จัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า
ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เองแต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย
ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า
ไม่เป็นไรลูก...เป็นโอกาสของเราใครๆ ถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท
ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า
ไม่เป็นไรหรอกชัย...เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ

เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท
และต้องติดคุก พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า
ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ


นิทานสอนใจ เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน: พ่อแม่ที่ตามใจลูกจนเกินไป เป็นการปลูกฝังในสิ่งที่พ่อแม่ทำให้แบบเกินพอดี ทำให้ลูกติดนิสัยเอาแต่ใจ ไม่มีความอดทน พ่อแม่รังแกฉัน เป็นประโยคเปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ดีต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น ตัวอย่างที่ดีในที่นี้ไม่ใช่สิ่งดีๆอย่างเดียวต้องรวมเรื่องที่ไม่ดีด้วย และอธิบายให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีๆเพราะอะไร นิทานสอนใจ พ่อแม่รังแกฉัน
โดย พระยาอุปกิตศิลปสาร
    
   พ่อ แม่ จะไม่รังแกฉัน
ตอนนี้คุณเป็นแม่ที่ดีกับลูก หรือยัง
ตอนนี้คุณเป็นพ่อที่ดีของลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณมีเวลาให้ลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณแนะนำลูกในทางที่ถูกต้องหรือยัง
ตอนนี้คุณให้กำลังใจลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณให้ลูกหัดคิดเป็นหรือยัง
ตอนนี้คุณปลูกฝังศีลธรรมให้ลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณเข้าใจลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณบอกรักลูกหรือยัง
ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน 
ทำไม ทำไม ต้องตอนนี้ ถ้าคุณไม่เริ่มอะไรๆเสียตอนนี้ และวันนี้ และเวลานี้ สักวันมันอาจจะสายเกินไป
คุณเลี้ยงลูก ด้วยเงิน ด้วยคอมพิวเตอร์ ด้วยเกมส์ ด้วยโทรศัพท์ หรือ วัตถุอะไรต่ออะไร สิ่งที่คุณทำจะมีผลสะท้อนกลับมาหาตัวคุณ และคนที่คุณรักในไม่นาน....ขอเถิด พ่อ แม่อย่ารังแกฉัน
  โดย อุตฺตมสาโร

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง


        
 เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง
        แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง นางชุยซึ่งเป็นแม่ม้ายแต่เป็นคนสวยและอายุยังน้อยอยู่ เราลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเป็นเราๆสามารถทำได้แบบนางหรือเปล่าหนอลองอ่าน เรื่องสั้นตอนนี้ดูซิ
 ในสมัยราชวงศ์ซ้อง เปาบุ้นจิ้น เป็นเจ้าเมืองไคฟง มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในความซื่อสัตย์ยุติธรรมตราบจนบัดนี้ เปาอี้บุตรชายของท่านได้ป่วยตายตั้งแต่ยังหนุ่ม นางชุยภรรยาของเป่าอี้มีชื่อเสียงในความกตัญญู นางมีบุตรชายเพียงคนเดียว
      เปาบุ้นจิ้นเห็นว่านางชุยเป็นคนสวยและอายุยังน้อย ไม่อาจทนเห็นนางต้องครองหม้ายอยู่อย่างเดียวดาย จึงสั่งให้ลูกน้องผู้ใกล้ชิด ไปพูดจาหว่านล้อมให้นางแต่งงานใหม่ เพื่อนางจะได้มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ เมื่อนางชุยทราบดังนั้น ก็เอาขี้โคลนทาหน้าแล้วไปคุกเข่าต่อหน้าเปาบุ้นจิ้น ร้องไห้สะอื้นกล่าวว่า "ท่านพ่อเป็นขุนนางมีชื่อเสียงในแผ่นดิน ข้าน้อยได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้ดูแล บ้านเรือนก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากเหลือที่จะกล่าวแล้ว ไหนเลยจะกล้าทำให้ตระกูลเปาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แม้ข้าน้อยจะเป็นคนโง่ไร้การศึกษา แต่ก็พอจะรู้หลักการว่า เมื่อเกิดมาเป็นคนของตระกูลเปา ตายแล้วก็ขอเป็นผีตระกูลเปา ข้าน้อยได้ตั้งใจแต่แรกแล้วว่า จะครองหม้ายตลอดไปไม่เแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเด็ดขาด" นางพูดจนเปาบุ้นจิ้นรู้สึกตื้นตันใจ จนน้ำตาซึมพูดอะไรไม่ออก
แล้วความโชคร้ายก็เกิดขึ้นอีก ลูกน้อยของนางชุยได้เสียชีวิตระหว่างเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ แม่ของนางชุยเมื่อทราบข่าวลูกสาวสิ้นสามีและลูกหมดแล้วก็รีบเดินทางมาหา เพื่อจะให้นางชุยแต่งงานใหม่ โดยบอกกับบุตรสาวว่า "สิ้นสามีอยู่กับลูก ลูกตายจะอยู่กับใครอีก ควรแต่งงานใหม่ได้แล้วนะ" นางชุยกล่าวอย่างจริงจังว่า ที่ฉันตัดสินใจอยู่บ้านตระกูลเปา มิใช่เพื่อลูกเพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์เพื่อคอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ของสามี ที่ทำงานเหนื่อยยากมาตลอดชีวิต ตอนนี้ท่านทั้งสองก็ชราแล้ว เป็นเวลาที่ต้องการให้ฉันช่วยเหลือ แล้วฉันจะถือโอกาสนี้ทอดทิ้งท่านไปได้อย่างไร? แม่ของนางชุยได้ฟังดังนั้นก็โมโหกล่าวว่า "แม่อุตส่าห์เดินทางมาจากทางไกล จะไม่ยอมเสียเที่ยวเปล่าเด็ดขาดถึงตายก็จะไม่ยอมปล่อยให้ลูกต้องมาทนลำบากอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตหรอก ว่าแล้วนางก็ทั้งดึงทั้งลากจะให้ลูกสาวไปด้วยกัน นางชุยคุกเข่าอ้อนวอนมารดาของตนว่า ท่านแม่เดินทางมาไกล ที่ถูกก็ไม่ควรให้แม่กลับไปคนเดียว แต่ถ้าจะให้ฉันแต่งงานใหม่จริง วันใดที่ถูกบังคับ ฉันจะขอผูกคอตาย เพียงแต่ขอร้องคุณแม่ให้ส่งศพคืนตระกูลเปาฉันก็จะกลับไปพร้อมกับคุณแม่ แม่ของนางชุยรู้สึกประทับใจในความดีของบุตรสาวมาก จึงไม่บังคับนางชุยอีก อ่านมาถึงบทนี้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กับความประทับใจในเรื่องราวของนางชุยไม่ทราบว่าในสมัยนี้ยังมีวีรสตรีเช่นนี้อีกไหมหนอ?
 ฟังเรื่องเล่านี้แล้ว พูดคำเดียวว่า สุดยอด เธอคือผู้หญิงที่หาได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน แม้เมื่อก่อนก็นับว่าหายากเต็มทีเเล้ว คืนในเรื่อง ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี การรักษาวงค์ตระกูล การมีจิตใจที่มั่นคงไม่คลอนเเคลน หวังว่าพวกเรา ควรน่าจะได้สักคุณธรรมหนึ่งของเธอก็ถือว่า ประเสริฐ สมกับผู้หญิงที่ดี ที่ควรจะเป็น.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ

 เพลง เด็กท้องนา ของละอองดาว(เห็นภาพข้างล่างเลยใส่เพลงนี้เข้าไป)
ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องสั้นซึ้งกินใจ มีพี่น้องคู่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กรักใคร่สามัคคีกันมาก ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากต่างก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พ่อแม่จึงให้พวกเขาแยกบ้านกันอยู่ แยกบ้านไม่แยกนาในสมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องคู่นี้ก็เช่นเดียวกัน
ภาพโดย คุณบุญเสริม สาตราภัย
เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ
       มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ต่างก็แบ่งข้าวเปลือกกันคนละครึ่ง หาบกลับไปบ้านของตน แล้วกองไว้ที่ลานจากข้าวหน้าบ้าน ตกค่ำผู้เป็นพี่ก็คิดว่า น้องชายอายุยังน้อย ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ เราควรที่ช่วยเหลือเขาให้มากถึงจะถูก เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบ ไปที่บ้านของน้องชายอย่างเงียบ ๆข้างฝ่ายน้องชายก็คิดเช่นเดียวกันว่า พี่ชายมีลูกหลายคน แบ่งข้าวเปลือกได้เพียงไม่กี่หาบจะพอกินได้อย่างไร? คิดแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบส่งไปที่บ้านของพี่ชายอย่างเงียบ ๆ รุ่งเช้าเขาทั้งสองต่างก็ประหลาดใจ ที่ข้าวเปลือกของตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย พอตกค่ำเขาทั้งสองต่างก็เกิดความคิดแบบเดิมขึ้นอีกเมื่อพี่หาบข้าวเปลือกไปถึงหน้าบ้านของน้องชาย เป็นเวลาเดียวกับที่น้องชายก็กำลังหาบข้าวเปลือก เตรียมจะส่งไปให้พี่ชายเช่นกัน เขาทั้งสองเผชิญหน้ากัน เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้สึกตัว
       อ่านแล้วหวังว่าเราควรย้อนนึกถึงสายใย ที่ดีๆต่อกัน ระหว่างพี่ น้องสายเลือดเดียวกันของเรา ที่เรา ลองตั้งคำถามถ้าเรามีน้ำใจอันบริสุทธิ์ต่อกัน ปัญหาการทะเลาะระหว่างสายเลือดคงจะไม่มีดั่งคนในปัจจุบันนี้  เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าวหาบนั้นเป็นพระเอกหรอก แต่หัวใจที่ยิ่งใหญ่ของคนทั้งสองต่างหากคือ สิ่งที่หาสิ่งใดประเมินค่าของความรัก ฉันพี่น้องนี้ไม่ได้.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ชีวิต ก็แค่นี้เอง




    นิทานแง่คิดสอนใจ เรื่อง ชีวิต ก็แค่นี้เอง
ชีวิตคือความฝัน ที่เรียกว่าดี ๆ ในโลกมนุษย์มันก็แค่นี้เอง เราลองดูซิว่าในชีวิตจริงของคนเราทุกคนนี้จริงๆแล้วมันต่างอะไรกับความฝันลองอ่าน เรื่องสั้นเรื่องนี้ดู
          ในสมัยราชวงศ์ถัง มีนักศึกษายากจนคนหนึ่งชื่อหลูอิง ซึ่งใด้ไปสอบที่เมืองหลวง แต่ปรากฎว่าสอบตก ในระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน ได้พักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ขณะอยู่ในโรงเตี๊ยมได้พบกับนักพรตหลือ คนทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอ ครู่หนึ่งต่อมาหลูอิงหวนคิดถึงชะตาชีวิตตนเอง ที่สอบตกทุกปีเกิดอาการถอนใจ นักพรตเห็นดังนั้นจึงถามด้วยความสงสัยว่า เพิ่งจะสนทนากันอยู่ดี ๆ ทำไมจึงถอนใจเล่า? หลูอิงกล่าวว่า อนาคตของผมจบสิ้นแล้วมีอะไรดีล่ะ? แล้วคุณเห็นว่ายังไงถึงเรียกว่าดี? หลูอิงตอบว่า ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งทีควรเป็นเจ้าคนนายคน มั่งมีศรีสุข มีชื่อเสียงเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แบบนี้ถึงจะเรียกว่าดี แต่ผมพยายามแสวงหาชื่อเสียงลาภยศมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็สอบตกทุกปี จนบัดนี้เป็นหนุ่มแล้ว ก็ยังคงจมปลักอยู่กับท้องไร่ท้องนา แล้วอย่างงี้ยังไม่เรียกว่าแย่อีกหรือ?
กล่าวจบก็ทำท่าง่วงเหงาหาวนอนนักพรตหยิบหมอนจากในย่ามส่งให้หลูอิง ใช้หมอนใบนี้หนุนนอนก็จะทำให้คุณมั่งมีศรีสุขสมใจหวังทุกอย่าง ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเหนียวอยู่ หลูอิงคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพอหัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ยทันที ในความฝันเขาได้กลับถึงบ้านแล้วและอีกไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้แต่งงานกับสาวสวยในหมู่บ้าน ต่อมาก็สอบได้จอหงวน ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็นแม่ทัพ และได้ไปปราบคนเถื่อนที่ชายแดนได้ชัยชนะ มีความดีความชอบได้เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 กว่าปี ต่อมาได้เป็นเจ้าผู้ครองนคร ลูกชายห้าคนก็ได้เป็นขุนนาง มีหลานสิบกว่าคน กระทั่งตนชรามีอายุถึง 80 ปี ก็เสียชีวิต เมื่อหลูอิงตื่นขึ้นมาเห็นข้าวเหนียวที่เจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งอยู่ยังไม่สุกก็อุทานว่า เป็นความฝันหรือนี่? ท่าทางคล้ายกับว่ายังเสียดายอยู่ นักพรตหัวเราะกล่าวว่า "ที่เรียกว่าดี ๆ ในโลกมนุษย์มันก็แค่นี้เอง" หลูอิงนั่งครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก็กล่าวว่า "สัจธรรมแห่งความเกิดความตาย ได้ลาภเสื่อมลาภ ยากดีมีจน ผมเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณที่ให้ความสว่าง" กล่าวจบก็กราบลานักพรตไป
คุณคิดว่านิทานนี้ให้คุณสะดุดคิดอะไรบ้าง อย่างน้อยในเรื่องที่เราแสวงหากันใน ตามภาษาคนในโลกทั่วไปที่เรียกว่าปุถุชน นั้นมีคำตอบในนิทานเรื่องนี้แล้ว คำตอบนั้น คือ โลกธรรม 8 ประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ


นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร

ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ
ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก
อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มัน
สามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา


หลังจากเวลา 2 ปีที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า 'ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง
ที่กลับไปยังบ้านของท่าน'    คนตักน้ำตอบว่า
'เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า... แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่.... ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้'


คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง



สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น