จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ แห่ง กำลังใจ (ชัยวัฒน์) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ แห่ง กำลังใจ (ชัยวัฒน์) แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แง่คิดสอนชีวิต เรื่อง ของเรา

แง่คิด เรื่อง ของเรา
ภาพในหลวงตอนบวช และสมเด็จย่า ทรงใส่บาตร ภูมิพโลภิกขุ.นี้คือตัวอย่างของคนไทยผู้ตระหนักถึงคุณค่า


1.เราไม่มีสิทธิที่จะทำลายสิทธิคนอื่นในเมื่อเราก็ไม่ชอบให้เขาทำกับเราเช่นนั้น
2.เราต้องเรียนรู้พัฒนาจิตใจด้านปัญญามากกว่าพัฒนากิเลศตัณหา
3.เราต้องรู้จักมองตนเองมากกว่ามองคนอื่น เพาระรู้จักตัวตนอย่างลึก(มองจิตใจ)แล้วเราจะมองเห็นคนอื่นเช่นกัน
4.เราก็ยังมีความรู้สึกอารมณ์ ภาษาปุถุชน เขาก็มีความรู้สึก เช่นเรา อย่างนั้นอย่าเล่นกับความรู้สึกในทางไม่ดีกับใคร ในแง่เอากิเลศใส่กัน
5.เราต้องหัดมองอะไรทั้งหลายในโลกนี้ ในแง่ที่มองเป็นธรรมะเพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจโลก ที่จะเป็นอุปกรณ์ให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย
6.เราต้องเรียนรู้วิชาทางธรรมที่น้อมมาปฏิบัติมากกว่ารู้เพื่อเบ่งอวดข่มผู้อื่น หรือเพิ่มอัตตาให้กับตน
7.เราต้องรู้จักเข้าหาบัณฑิต เพื่อสนทนาธรรม เพิ่มความเข้าใจชีวิต สละซึ่งความทุกข์ มากกว่าสนทนาเรื่อง ภาษาโลก กิน กาม เกิยรติ  เพิ่มพูนกิเลศความทุกข์มากขึ้น
8.เราต้องพูดกับตนเสมอว่า เราต้องมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก
9.เราต้องมีศิลปะในการยอม สละ ปล่อยวาง ข่มกิเลศ  และลดความมีตัวตนเสีย.
10.เราต้องระลึกบุญคุณบารมีของผู้อื่นเสมอที่ทำให้เราอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
11.เราควรมีศิลปะในการเลือกคบคนที่เป็นบัณฑิต มากกว่าเป็นคนพาล
12.เราควรใช้ชิวิตอย่างสันโดษในการเห็นคุณค่าแท้จริงของทุกสิ่งมากกว่าเห็นคุณค่าทางมายา
13.เราควรเคารพคนในความดีในทางคุณประโยชน์หน้าที่มากกว่าเคารพยศถาบรรดาศักดิ์ ที่ไม่มีจิตวิญญาณ
14.เราควรยิ้มให้กันมากกว่าสรรหาแต่งคำมาพูดหลอกกัน
15.เราควรรับฟังคำคนอื่นบ้างอย่างมีเหตุผล และนึกตรึกตรองถ้ามีประโยชน์ในทางฝ่ายดีฝ่ายกุศลก็ยินดีน้อมด้วยความเคารพ
16.เราควรนึกถึงคำสอนอาจารย์แล้วน้อมเข้ามาใส่ใจปฏิบัตินี้คือการเคารพ
17.เราควรตรวจสอบตัวเองทุกครั้งว่าเราเดินทางถูกต้องตามเส้นทางบรมครู(พระพุทธเจ้า)ของเราหรือไม่
18.เราควรลด ทิฏฐิและมานะ เพื่อน้อมให้ เกิยจติคนอื่น
19.เราควรดูตัวเองสำรวจจิตใจตัวเองว่า เราพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น หรือ เลวลง  ดูว่ากิเลศมันลดลงหรือมากขึ้น
20.เราโชคดีที่เกิดเป็นมนุษย์ โชคดีที่พบพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ โชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงธรรม  โชคดีที่เกิดบนแผ่นดินไทย จะโชคดีอย่างแท้จริงถ้าเราตระหนักเห็นคุณค่าสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม
เรามีอะไรตั้งมากมายที่ต้องใช้สติปัญญาที่มีอยู่และพัฒนาปัญญาให้มากขึ้นที่จะเรียนรู้สู่การเข้าใจชีวิต และลดความทุกข์ทรมาณนี้ให้น้อยลงจนกระทั้งเห็นหนทางที่เดินสะดวกในการที่เลือกเดินอย่างมั่นใจ สนิทใจ สู่เส้นทางความพ้นจากทุกข์สิ้นเชิง  อริยมรรค คือ สิ่งที่ควรเดินตามทางนั้น มากกว่าทางใดๆทั้งสิ้น ที่เป็นมายาหลอกเราให้เพลินไปท่ามกลางไฟนรกอุ่นๆ ที่เผาเราจนเราไม่รู้ว่าสิ่งนั้น คือ ความทุกข์ สิ่งมายาความเพลินนั้นเผาอยู่ แต่เรานั้นแยกไม่ออกเสียแล้ว ว่าสิ่งใด คือทุกข์และสิ่งใดคือความสุข
    โดย อุตฺตมสาโร ภิกขุ.

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มองแง่ดี คลายทุึกข์ เข้าใจธรรม ในสถานการณ์น้ำท่วม

 เพลง กำลังใจ 
มองแง่ดี  ในสถานการณ์น้ำท่วม มองให้ลึก คิดให้ไกล มองเห็นความจริง

        1.เห็นคนไทยสามัคคีกัน ช่วยเหลือ ในด้านกรุณา แบ่งเบาความทุกข์
  เห็นคนไทยในต่างจังหวัดและทั้งผู้เดือดร้อน และไม่เดือดร้อน มีความเมตตา  แม้บางคนไม่ได้ช่วยด้วยเงิน แต่ให้กำลังใจ ส่งจิตใจ ที่เห็นใจต่อกัน
   2.หน่วยงานต่างๆได้มาร่วมมือ ร่วมใจ กันทำงาน อย่างไม่มีอคติ แบ่งพรรคแบ่งพวก และทำกันอย่างเต็มกำลัง แม้ตัวเจ้าหน้าที่เอง จะประสบภัย เดือดร้อน เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ(อยากให้เป็นอย่างนี้ ในทุกกรณี ในเหตุการณ์ต่างๆ เป็นภาพที่เราไม่ได้เห็นนานแล้ว)
  
3.เห็นความเสียสละ ของคนไทยหลายๆกลุ่ม หลายบทบาท ทั้ง นักเรียน นักศึกษา ดารา ศิลปิน และคนไทยที่มีจิตอาสา ยอมสละเวลา ลดความเห็นแก่ตัว เพิ่ม จิตใจที่ประเสริฐ มากขึ้น ช่วยแรง ช่วยทรัพย์ ช่วยน้ำใจ หลายอย่างๆ

4.ได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาล่วงหน้า และเฉพาะหน้า เรียนรู้ใช้การมีประสิทธิภาพของตนเอง ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ให้อยู่ได้ในเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน  ความสามารถคุณ สติปัญญา ความรู้ ความฉลาด ได้เอาออกมาใช้บ้าง

5.ได้ร่วมกันตระหนักถึงอนาคตล่วงหน้าหลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป ว่าควรจะแก้ปัญหาระยะยาวอย่างไร ที่ไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้ซ้ำรอยอีก

6.ได้หวลคิดถึงทรัพยากรป่าไม้ อากาศ ดิน น้ำ ที่ครั้งก่อน เคยมีอย่างสมบูรณ์ สมดุลกับระบบธรรมชาติฤดูกาล ก่อนที่จะไม่ถูกทำลาย ด้วยฝีมือมนุษย์ และสิ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ (มีคนคิดบ้างล่ะ ว่าภัยธรรมชาติเกิกจาก ต้นเหตุอะไร) และตระหนักเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมา

7.ได้เรียนรู้เวทนา จากความทุกข์ที่ประสบ เศร้าโศก ห่วง ยึด เครียด สับสน  ล่องลอย  บางคนก็มีโกรธ เกลียด แค้น พูดง่ายว่า มีอารมณ์ ที่ทำให้ใจ ทนสภาพไม่ได้  จะเห็นมองลึกว่า ความยึดมั่น ถือมั่น ที่มีมากมาย ถึงคราวมันหายไป มันทำให้เราทุกข์กับมันขนาดไหน ยึดมากมีมาก ทุกข์มาก   ยึดน้อย มีน้อย ทุกข์น้อย เห็นความทุกข์ว่านี้มันเกิดจากสาเหตุใด
8.ทำให้คนไทยได้เห็นความสำคัญ ของ คนไทยด้วยกัน ในการช่วยเหลือ แม้แต่ผู้สูงอายุ แม้คนพิการ จนกระทั้ง พวกสัตว์เลี้ยง เขาก็มองว่า มีชีวิต จิตใจ ที่ต้องช่วย เช่นกัน คนไทยไม่ทิ้งกัน
9.ได้มองเห็น กิเลศ ความเห็นแก่ตัวของคน ที่คอยซ้ำเติม ผู้เดือดนร้อน เช่น พวกโจร  พวกแย่งอาหาร พวกฉวยโอกาสกอบโกยสิ่งของเพื่อตัวเอง  พวกด่าทอ ด้วยความเกลี้ยวกลาดในการแย่งอาหาร เราจะได้เห็นว่า เราจะไม่ทำอย่างนั้น และกลัว กิเลศ     สิ่งแบบนั้น จะได้ห่างไกล ไม่กระทำการเห็นแก่ตัว ในการเบียดเบียนคนอื่นๆให้เดือดร้อน ใจเขา ใจเรา เขาเกลียดการเอาเปรียบจากคนอื่น  เช่นเดียวกับเรา ที่ไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ ในยามกรณีใดๆ
10.ได้มองเห็นสัจธรรมความจริงว่า สิ่งใดๆที่เรามีอยู่  และสร้างขึ้นมา นั้น ซักวันหนึ่ง หรือ วันนี้ วันนั้น ที่ผ่านมา มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป เปลี่ยนแปลง ไม่ใช้ของเรา ได้ เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ จะได้ตอบต่อไปได้ ว่า สิ่งทั้งหลายที่ฉันมีอยู่สักวันหนึ่ง มันจะไม่ใช่ของเรา มันต้องหาย ต้องจาก กับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง เผื่อใจไว้ข้างหน้าในทุกสิ่ง เมื่อประสบกับความจริงในเหตุการณ์ที่มาถึงจะทำใจได้ ไม่ทุกข์ ไม่รำพึง เสียใจ คร่ำครวญกับมันมาก เกินไป จะได้สะสมสิ่งที่ถูกต้อง คือ บุญกุศล สิ่งนี้มันจะอยู่กับเรา ดั่งเงาตามตัว สู้ภพชาติหน้า ด้วย
11.เราจะได้มองเห็นว่า เราทุกคนที่เป็นคนไทย สมควรจะรักกันให้มากๆ แม้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นธรรมดา แต่เราจะไม่ทะเลาะและใช้กำลังและคำ ด่าทอกัน ลองคิดดูเมื่อพวกเราที่ใดประสบภัย คนไทยในที่ต่างๆ ที่ทั้งไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ เขายังมีใจช่วย สิ่งของบริจาค ไปมากมาย ทั้งเป็นเงินบริจาค สิ่งของเครื่องใช้ กระทั้งความรู้สึกกำลังใจที่ไปด้วยกระแสเมตตา ใต้น้ำท่วม ชาวเหนือ และภาคอื่นช่วย  ภาคอื่นประสบ พวกเรา ภาคนี้ก็ช่วย สิ่งเหล่านั้น พวกเราอาจไม่รู้ แต่เชื่อว่า ถ้าคนไทยมีเหตุการณ์ดังนี้แล้ว เราช่วยกัน เราหันมารักกันไม่เสียดีกว่าเหรอ ประเทศอื่นๆมันจะได้เกรงกลัว ความสามัคคีของคนไทยบ้าง มากกว่าที่เป็นอยู่   (สิ่งที่คิดนี้อาจเป็นได้ยาก แต่มีคนหลายกลุ่ม ที่เขาคิดแล้วกระทำ ดั่งคนที่เขาช่วยเหลือกัน ดั่งปัจจุบัน)
12.เราหนีสิ่งที่เผชิญไม่ได้ มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกสิ่งเสียหายไปแล้ว เราสูญเสียไปแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ชีวิตเรายังอยู่ ชีวิตคนที่เรารักยังอยู่ ให้เรายอมรับความจริง และสู้ต่อไป เพราะสิ่งที่เรารักที่สุด มันคือชีวิตเราไม่ใช้หรือ และเราจะไปนอนทุกข์ เสียดาย ให้กับสิ่งภายนอกนั้นทำไมกัน เพราะ สิ่งๆนั้น มันเป็นแค่ส่วนประกอบที่ทำให้เรามาตอบสนองพื้นฐานความรักชีวิตของเรา ด้วยไม่ใช้หรือ แสดงว่าชีวิตเรานี้สำคัญที่สุด   (พูดถึงทรัพย์ สิน ที่เป็นของนอกกาย ที่คนยอมตาย ไปกับมัน)

13.ได้เรียนรู้ว่า  อาหารที่มีตอนนี้ เรากินเพื่อประทังชีวิต ให้อยู่รอด ไม่ใช้เมื่อก่อนครั้งสบาย ที่เราอยู่เพื่อกิน สนองการกินอย่างไม่สิ้นสุด ได้เห็นคุณค่าแท้ของอาหารสักที   ได้เรียนรู้ว่า เสื้อผ้าที่เรานุ่งห่ม ตอนนี้ เป็นสิ่ง ป้องกันความหนาว เหลือบ ยุง ปกปิดร่างกาย ได้เห็นคุณค่าแท้ของเครื่องนุ่งห่ม   ก่อนครั้งที่เราสบาย เราแสวงหาหลงกับการแต่งตัวมากมาย ไม่สิ้นสุด     ได้เรียนรู้ว่า ตอนนี้ที่อยู่ ที่พักพิง ขอให้เป็นที่กำบัง ลม กำบังฝน กำบังน้ำ กำบังแดด เป็นที่ปลอดภัย  ที่หลบพักพิง  คือคุณค่า แท้ของที่อยู่อาศัย   ก่อนที่เราสบาย บ้านหรูหราใหญ่โต อวดมั่งอวดมี  ที่นอนกว้างใหญ่ นุ่มนวลสบาย  ติดความสบาย อยู่ที่ไหนได้อยาก เพราะยึด คุณค่าเทียม มากว่าคุณค่าแท้    เห็นไหมว่าทุกคนรักชีวิต แม้ถึงคราวป่วย พวกยาต่างๆที่บรรเทา เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น นี้ คือคุณค่าแท้ ของยา เมื่อก่อนครั้งเราสบาย เราหาสารพิษ สุรา บุหรี่ ยาเสพติด สิ่งอื่นๆมากมาย เพื่อทำร้ายตัวเราเอง พอถึงยามป่วยจริงเราทนไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพายารักษาโรคจริงๆ
14.  ได้มองเห็นคุณค่า แท้ของ หลักธรรมที่ว่า สติ สัมปชัญญะ กันเสียที เวลาเดิน เวลากระทำอะไร จะไม่เสี่ยงในสิ่งหลายๆอย่าง  คือ ไม่ประมาท ในชีวิตนั้นเอง รู้ตัว รอบคอบ รู้ความรู้สึกตน รู้สึกตัว ตื่นตัว ไม่ใจลอย ระวังสติ ไม่ให้ ความทุกข์มาครอบงำจิตซ้ำเติมให้ใจเราทุกข์มากกว่าเดิมอีก
(ข้อสุดท้ายมีกี่คนที่มีศักยภาพพอที่ทำได้ หวังว่าคุณทำได้)


เป็นเรื่องที่ใครไม่อยากให้เกิด น้ำท่วม จนทำลายทรัพย์สิน ที่เราอุตส่าห์หามาตลอดชีวิตหรอก แต่นี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และเราได้เผชิญ   หลายคน ต้องใช้เวลาทำใจไม่น้อย และคงต้องมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้คิดมาก ว่าต่อไป ตัวฉัน และครอบครัว จะดำเนินชีวิตกันต่อไปเช่นไร แต่ตราบใดที่เราเป็นมนุษย์ ที่ เราไม่เคยว่าตัวเอง โง่ ไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ และความรู้ เราหลายคนเคยคิดกันอย่างนั้น ขอให้ความคิดนี้จงกลับมา กลับมาเพราะมันเป็นสมบัติ ของเราที่มันไม่ได้จมไปกับน้ำ จงยกศักยภาพ เหล่านี้ ให้เป็นกำลังของพวกเราเถิด เพราะเราที่เคยมีหลายสิ่งหลายอย่างเมื่อก่อน เพราะศักยภาพเหล่านี้ไม่ใช้หรือ         ชีวิต นี้มันยังมีอยู่ ลมหายใจ เรายังมีถ้าจะยอมแพ้สิ้นหวัง ในการที่จะไม่คิด สู้ใหม่ เราสมควรอายคนที่เรารัก และคนอีกหลายคน ที่เขาประสบปัญหาบางอย่างที่เลวร้ายกว่าเราด้วยซ้ำ ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่เลวร้าย มากกว่า ใจเราที่ทำร้ายใจตัวเอง ขอให้นึกตอนนี้ว่า เราทำร้ายจิตใจตัวเองหรือเปล่า กำลังเศร้า เสียใจ กังวล เครียด หรือ ความรู้สึกใดๆที่ทำให้เราทุกข์ หรือ สิ้นหวัง จงถอนตัวออกมา และเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ ที่จะทำให้เราปล่อยวางความยึดมั่นในอารมณ์นั้นได้  สิ่งของมันหายไป เสียไป จากไป มันไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิด จิตวิญญาณของมันที่จะต้องมาใส่ใจ เสียใจกับเราหรอก สิ่งที่เสียใจ คือ ตัวเราที่โง่ ให้กับสิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณกับสิ่งนั้นต่างหาก ขอให้คิด ว่า อย่าไปนอนโง่ ให้กับสิ่งไม่มีหัวจิตหัวใจอย่างนั้น เรามันจะบ้า ปราสาทเสียก่อน   ขอให้คิดว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง  ขอให้คิดว่า สักวันมันต้องผ่านไป ขอให้คิดว่า คนอื่นเขาก็เดือดร้อนเช่นเดียวกับเรา อาจเดือดร้อนกว่าเราด้วยซ้ำ  ขอให้คิดว่า เรายังมีเพื่อนมนุษย์ที่เขาไม่ทิ้งเรา เราก็ไม่ทิ้งเขาเช่นกัน   ขอให้คิดว่า ไม่ตายก็หาใหม่ได้     ขอให้คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันคือสิ่งไม่แน่นอน ไม่จีรังยั่งยืน ทั้งสิ้น มีมาและมีจากไป
ขอให้คิดว่า คนที่ฉลาดอย่างเรา จะไม่ยอมเสียใจให้กับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว  มีหลายสิ่งที่เราต้องคิดในทางแง่ดีเพื่อปลอบใจตัวเอง และคนรอบข้างเข้าไว้ สิ่งที่เราคิดนี้แหละ ถ้าคิดไม่ฉลาดมันจะฆ่าเราทั้งวันทั้งคืน ถ้าคิดฉลาดในแง่คนมีปัญญา แง่ดี มันจะเยียวยาหัวใจเราเอง ไม่มีใครทำร้ายเราเท่ากับเราคิดแง่ร้ายและซ้ำเติมจิตใจตัวเอง     ขอเป็นกำลังใจให้    สิ่งใดที่เขียนผิด กล่าวผิด ในที่นี้ ขัดกับความรู้สึกของผู้อ่าน ขออภัยด้วย ไม่ได้มีเจตนาร้าย.
โดย ชัยวัฒน์ ทองพริก

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

สาระบทความแง่คิดสอนใจ 10 ข้อความแตกต่างระหว่างผู้แพ้และผู้ชนะ

ผู้แพ้ และ ผู้ชนะ


1. ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาดจะพูดว่า "ฉันทำผิดเอง" / ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาดจะพูดว่า "ไม่ใช่ความผิดฉัน"

2. ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติและมีเวลามากกว่าผู้แพ้ / ผู้แพ้ : จะทำงานแบบยุ่งๆ ทั้งวันโดยที่ไม่คิดว่างานไหนควรทำก่อนทำหลัง

3. ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น / ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงกันข้ามคือหลีกเลี่ยงปัญหา

4. ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฏชิ้นผลงาน / ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญาคือมีแต่ลมปากแต่ไม่ลงมือทำ

5. ผู้ชนะ : จะพูดว่า "ฉันทำได้ดีแต่ยังดีไม่พอเท่ากับที่ฉันต้องการ" / ผู้แพ้ : จะพูดว่า "ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าเขา"

6. ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟังแล้วทำความเข้าใจและสามารถตอบสนองได้/  ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียวโดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
รอจนกว่าจะถึงเวลาที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง

7. ผู้ชนะ : จะยอมรับนับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่าและจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น / ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงกันข้ามและจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่า

8. ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นแต่จะช่วยคิดให้องกรณ์ประสบความสำเร็จ

               (ไม่ใช่ไปก้าวก่ายงานคนอื่น) / ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่นและมักจะพูดว่า "ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่"

9. ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ / ผู้แพ้ : จะพูดว่า "นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้"

10. ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆ ของเขา / ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้ไว้เพราะว่าเขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันคนอื่น

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รวมประโยคเด็ดๆเจ่งๆของความรัก ความรักเป็นจังใดหนอ

รวมประโยคเด็ดๆเจ่งๆของความรัก ความรักเป็นจังใดหนอ


"หลายคนชอบฟังเพลงรักไม่ต้องการเวลา แต่ถ้าแฟนไม่มีเวลาให้ ก็บอกแฟนไม่รัก"


"ความสุขง่ายๆ บางทีเกิดจากการได้มองดูคนรักกัน และจินตนาการไปเองว่า เราจะได้มีคู่รักแบบเขาบ้างไหม??"


"งานแต่งงาน คือ จุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความรัก"


"บาง ทีเวลาถูกเพื่อนทำร้ายความรู้สึก เราก็อยากจะทำร้ายเขากลับไปบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่กล้าหาญ แค่รู้สึกว่าตัวเองหน้า.ด้านไม่พอ"


"การแอบมองคนที่ชอบผ่านเงาสะท้อนในกระจก บางทีก็ทำให้มีความสุขแบบตลกๆ"


"การจะวัดว่าใครรักคุณแค่ไหน ให้ดูว่าเขาพรัอมเคียงข้างและสนับสนุนให้คุณทำในสิ่งที่รักมากเพียงใด"


"วันเกิดเรา ลองไม่ถามว่าต้องได้อะไร จากใคร แต่ลองถามตัวเองว่าเราเกิดมาเพื่อใคร เพื่อทำอะไร และได้ใช้ชีวิตคุ้มที่เกิดมาหรือยัง"


"ผู้ใหญ่ บางคนมีค่านิยมแย่ๆ ถ้าเด็กทำดีจะไม่ชมเพราะกลัวเหลิง แต่พอเขาทำไม่ดีจะดุด่า เลิกเหอะนิสัยแบบนี้ เขาทำดีก็ให้กำลังใจเขา ชมคนไม่เห็นจะยาก เป็นสิ่งที่มีค่ามากด้วยซ้ำ ถ้ามัวแต่ดุด่าว่ากล่าว แต่ไม่เคยชมอะไรเลย ท้ายที่สุดเด็กอาจหมดกำลังใจ ไม่กล้าทำอะไรดีๆ ถึงเวลานั้นอย่าบอกว่า "ทำไมไม่รู้จักทำอะไรดีๆ บ้าง" อย่าโทษเด็ก"


"หนึ่งในคนที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จ คือ คนที่ดูถูก เหยียดหยาม อิจฉา และไม่เคยยอมรับในความสำเร็จของคนอื่น"


"บาง คนชอบจ้องจับผิดเรื่องแย่ๆ และพูดถึงแต่เรื่องแย่ๆ ของเรา นั่นเพราะชีวิตเขาแย่ เป็นพวกจมปรักกับเรื่องแย่ๆ เขาคือคนแย่ๆ ที่มีแต่ความคิดแย่ๆ ดังนั้น อย่าแยแสคนแบบนี้ให้เปลืองตัว"


"แค่เพราะเราใจซื่อ และไร้เดียงสา ไม่ได้หมายความว่าเราโ.ง่"


"สิ่งที่ดี ใช่ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาด และสิ่งที่มีข้อผิดพลาด ใช่ว่าจะไม่ดี"


"เมื่อมีใครเสนอทางเลือกให้เรา แล้วเราใช้คำว่า "แล้วแต่" บางครั้งมันหมายถึงการปฏิเสธและไม่เห็นด้วยอ้อมๆ แต่ขอถนอมน้ำใจ ไม่อยากทำให้เสียความรู้สึก"


"มันไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร มาจากไหน แต่มันสำคัญที่เราทำอะไร และทำเพื่อใคร"


"ถ้ารักใคร คุณควรตั้งความหวังในสิ่งที่เขาอยากทำและทำได้ ไม่ใช่ตั้งความหวังในสิ่งที่คุณอยากให้เขาทำ"


"เราไม่จำเป็นต้องชนะใจคนทุกคน แค่ชนะใจคนที่เขาเห็นค่าของเราก็มากพอ"


"เราอาจเลิกรักใครบางคนได้ แต่เราไม่มีทางลืมเขาได้"


"Social Network เช่น Facebook หรือ Twitter ทำให้คนไกลๆ ได้ชิดใกล้ แต่บางครั้งก็ทำให้คนใกล้ๆ ยิ่งห่างไกล..."


"บางครั้งเราไม่ได้โ.ง่ที่รักใคร แต่เราโ.ง่ที่เลิกรักเขาไม่ลง"


"คน บางคนสามารถทำร้ายหรือทำเรื่องเลวๆ กับคนอื่น แต่พอโดนเรื่องร้ายๆ ในชีิวิตกลับโวยวายจะเป็นจะตาย สิ่งที่เราทำได้คือนั่งเท้าคาง จ้องมอง หรี่ตา ส่งเสียงฮึฮึ และบอกว่า 'สมควร'"


"คำว่า 'ผู้ดี' มันไม่ได้วัดกันที่ ชื่อเสียง บรรดาศักดิ์ การศึกษา หน้าตา หรือฐานะ แต่มันวัดกันที่การกระทำ"


"ร้ายได้ แรงได้ แต่อย่าเลว"


"ถ้าต้องรักกับคนไม่ 'ซื่อสัตย์' ก็สู้ 'ซื้อสัตว์' ที่มัน 'ซื่อสัตย์' มาเลี้ยงดีกว่า"


'คนน่ารัก' มีเสน่ห์มากกว่า 'คนหน้าตาดี' เพราะ 'คนหน้าตาดี' ไม่ช้าก็จะโรยราไปตามกาลเวลา แต่ 'คนน่ารัก' จะไม่มีทางโดนเวลาทำร้าย ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไหร่ เขาจะทำให้โลกของเราสดใสได้จริงๆ


iphone ipod ipad imac ibook ยังไงก็ไม่เจ๋งเท่า "I Love U" เอ๊ยยยยยย เสี่ยวซะ 555


iphone ipod ipad imac ibook เมื่อซื้อแล้วจะทำให้เราสังกัดชมรม " iจน "


"เชื่อไหม? คนบางคนเสีย 'คนรัก' ไป เพราะเรียกร้อง 'ความรัก' มากเกินไป"


"เราไม่จำเป็นต้องดูดีในสายตาคนทุกคน แค่ดูดีในสายตาของคนที่รักเราและเชื่อในตัวเราก็พอ"


"หลายครั้งที่อยากพิมพ์ด่าใครแรงๆ แต่ไม่ทำ เพราะว่ามีมารยาท ความละอายในสำนึก ด่าในใจเงียบๆ ดีกว่ากร่างแบบถ่อยๆ"


ดิท เพิ่ม

"สนิทกันมากไปอาจนำไปสู่การลามปาม และถ้าลามปามมากๆ จากคนสนิท อาจกลายเป็นคนที่เราไม่คิดอยากจะรู้จักอีกต่อไป"


"เวลาทะเลาะกัน ต่างฝ่ายก็ต่างขุดเรื่องแย่ๆ ของอีกฝ่ายมาแย้งกัน จนลืมว่าส่ิงดีๆ ที่มีให้กันมาตลอดมันมากมายขนาดไหน"


"คนบางคนเวลาอยู่ไกลๆ เราอยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ แต่พอได้ใกล้ เรากลับรู้สึกว่า ชาตินี้อย่าได้ใกล้กันอีกเลย


"อย่าแคร์สายตาของคนที่เขาตัดสินเราเพียงมองผ่าน คนที่เขาตัดสินใจเราเพราะฟังคำคนอื่นมา หรือว่าคนที่ดีแต่จะมองเราในแง่ร้าย แต่จงแคร์สายตาของคนที่เขารู้จักเราจริง คนที่เห็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีในตัวเรา หรือคนที่มองเราอย่างเป็นธรรม"


"เวลา ถูกคนที่รักทำให้เสียความมั่นใจ ความเจ็บปวดจะยิ่งใหญ่จนบรรยายไม่ได้ รักใครชอบใคร อย่าทำให้เขาเสียความมั่นใจ ถ้าคิดว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราไม่ได้ก็อย่ารักกันเลย"


"ประสบการณ์จะสอนให้คุณรู้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ แต่ถ้ามัวแต่กลัวและไม่กล้าจะลองจะทำอะไร ก็จงไม่รู้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ต่อไป


ผู้ใหญ่มากมายชอบตั้งความหวังว่าเด็กต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเคยถามพวกเขาไหมว่าอยากเป็นแบบสิ่งที่ถูกตั้งความหวังหรือเปล่า? ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ การแบกรับความหวังมันทำให้เขาหลงทาง บางครั้งมันมากไปจนเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไง โปรดเถอะ...ให้โอกาสเขาได้เลือก ให้เขาได้ทำตามความฝัน เชื่อในตัวเขา คอยแนะนำอยู่ห่างๆ ด้วยคว...ามรัก การบังคับและกดดันไม่ใช่นิยามของความรักเลย....


"อย่าพยายามทำให้คนที่เกลียดเรามารักเรา แต่จงพยายามรักษาคนที่รักเราไม่ให้เกลียดเรา"


"ถ้าไม่มีดี แล้วอวดดี คือไม่รู้จักตัวเองดี - ถ้ามีดี แล้วอวดดี คือโ.ง่สิ้นดี - จะมีดี หรือไม่มีดี ถ้าไม่อวดดี จะได้ดี"





วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำสอนจากท่าน ว.วชิรเมธี เรื่อง ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว

ถูกชมคือธรรมดา ถูกด่าก็ไม่เลว


โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย


หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” กันมาบ้างแล้ว
คำกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจิต
หรืออีกนัยหนึ่งของความคิดได้เป็นอย่างดีว่า
จิตกำหนดวัตถุ หรือกายเป็นไปตามอำนาจของจิต
ผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของจิต หรือความคิดไว้ว่า


“เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ

เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย

เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก

เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ”


ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า
เรามีความคิดหรือวิธีคิดอย่างไร
ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นอันมาก
พระนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประมวลวิธีคิดในพุทธศาสนาไว้ว่ามีมากกว่า ๑๐ วิธี


วิธีคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตก็คือ วิธีคิดเชิงบวก


วิธีคิดเชิงบวก หมายถึง การรู้จักเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ
ซึ่งโดยมากมักแสดงตัวให้เราได้สัมผัสในแง่ลบ
แต่พอเราพลิกมุมมองใหม่ เราจะได้อะไรดีๆ จากเรื่องลบๆ เหล่านั้น
เช่น ในชีวิตจริงของผู้เขียนซึ่งทำงานกับคนหมู่มาก
มักจะพบกับคำชมและคำด่าอยู่เสมอ ๆ
เมื่อแรกเผชิญกับคำชม ผู้เขียนก็ฟู ครั้นพบกับคำด่าก็แฟบ
แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมและคำด่า
ก็รู้สึกว่า ได้คุณค่าจากคำด่าคำชมเป็นอันมาก


คำชมนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก
ดูเหมือนว่า ไม่ลำบากใจเลยที่จะน้อมรับ
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำชมนั่นแหละคืออันตรายยิ่งกว่าคำด่า
เพราะหากเรารู้ไม่ทัน คำชมจะทำให้เราหลงตัวเองและมีโอกาสลืมตัวสูง
ส่วนคำด่า ถ้าพิจารณาไม่ดีก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ
แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี
บางทีคำด่ากลับมีค่ามากกว่าคำชม


คำด่ามีค่ามากอย่างไร ?


(๑)คำด่า คือ กระจกเงาสะท้อนความบกพร่องของงานที่เราทำ

(๒)คำด่า มักแฝงคำแนะนำมาด้วยเสมอ


(๓)คำด่า บอกเราว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้น
หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราเขามองดูอยู่
เขาเห็นอะไรในสิ่งที่เรามองไม่เห็นบ้าง


(๔)คำด่า คือ กระดาษทรายอย่างดี
ที่คอยขัดสีฉวีวรรณให้เรามีความกลมกล่อมลงตัว
เหมือนพระประธานที่ต้องถูกกระดาษทราย ขัดสีฉวีวรรณจนผุดผ่อง


(๕)คำด่า ทำให้เราไม่ประมาทผลีผลาม
ทำอะไรด้วยความเชื่อมั่นมากเกินไป


(๖)คำด่า ทำให้รู้ว่า มีคนรักหรือเกลียดเรามากน้อยแค่ไหน


(๗)คำด่า ทำให้รู้ว่า อย่างน้อยก็มีคนสนใจในสิ่งที่เราทำ
หรืออย่างน้อย สิ่งที่เราทำมันกำลังส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
จึงมีคนอุทิศตนมาสนใจและด่าอย่างเป็นงานเป็นการ


(๘)คำด่า จะทำให้เราได้หันกลับมาดูภูมิธรรมของตนเองว่า
เข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เมื่อทุกข์กระทบแล้วธรรมกระเทือน
หรือกิเลสกระเทือน ถ้า ธรรมกระเทือนแสดงว่าเราฝึกตนเองมาดี
แต่ถ้ากิเลสกระเทือนแสดงว่า
ต้องกลับไปฝึกจิตตัวเองใหม่ให้เข้มแข็งกว่านี้


(๙)คำด่า ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ ได้
(ได้ลาภ เสื่อมลาภ,ได้ยศ เสื่อมยศ,สรรเสริญ นินทา,สุข ทุกข์)


(๑๐)คำด่า คือ บทเรียนเรื่องการปล่อยวางตัวกูหรืออัตตาที่ดีที่สุด
เพราะหากเรายังปล่อยวางตัวกูไม่ได้ เราก็จะต้องหาวิธีด่าคืนอยู่ไม่สิ้นสุด



ที่มา... http://www.tamdee.net/main/read.php?tid-1790.html

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ดารากับธรรมมะ บางส่วนกับชีวิต สรพงศ์ ชาตรี


ดารากับธรรมมะ บางส่วนกับชีวิต สรพงศ์ ชาตรี

ไม่เพียงแต่จะเป็นดาวที่ไม่เคยอับแสง แม้จะผ่านการแสดงภาพยนตร์มาแล้วเกือบ 500 เรื่อง สำหรับ‘สรพงศ์ ชาตรี’ หรือ ‘กรีพงศ์ เทียมเศวต’ อดีตพระเอกยอดนิยมและนักแสดง ผู้ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2551 สาขาศิลปะการแสดง ประเภทนักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์

เพราะชีวิตในวัยย่างเข้า 60 ปีของเขา ยังเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยพลัง พร้อมจะทำสิ่งที่ตั้งใจให้บรรลุเป้าหมาย และปฏิญาณตนว่าจะขอทำหน้าที่นักแสดงผู้ซื่อสัตย์ต่อผู้ชมต่อไป ดังเช่นที่เขากล่าวไว้ในวันที่ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติว่า

“ผมเป็นเด็กท้องทุ่ง พ่อแม่ปู่ย่า ตายาย ไม่เคยมีใครเป็นดารา ไม่เคยได้เรียนมหาวิทยาลัยที่สอนการเป็นดารา ดังนั้นสิ่งที่ได้มาต้องอาศัยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ทำความดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่หวังผลตอบแทน”

ภายหลังว่างเว้นจากการเตรียมงานเพื่อทำบุญ 7 วัน 7 คืน ณ บ้านโนนกุ่ม ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา อันเป็นสถานที่ซึ่งเขาได้เป็นโต้โผ สร้างอุทยานและรูปปั้นหลวงปู่โต องค์ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นที่นั่น

นักแสดงผู้เป็นลูกหลานชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเวลานี้ทำหน้าที่เป็นประธาน ‘มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี’ ได้บอกเล่าถึงสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการสานต่อและทำให้สำเร็จภายใน 20 ปี เพื่อเป็น การตอบแทนพระพุทธศาสนา และเป็นสัญญลักษณ์ให้ ชาวพุทธได้กราบไหว้ คือการสร้างพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

ชีวิตของนักแสดงผู้นี้ไม่ได้มาข้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเอาในวัยที่สังขารของชีวิตเริ่มร่วงโรย เพราะนับแต่วัยเด็กเขามักติดตามพ่อแม่ไปทำบุญที่วัดอยู่เป็นประจำ

“จำความได้ก็ตามพ่อแม่ไปวัดแล้ว พ่อแม่ชอบไปทำบุญ ถึงวันโกนก็ต้องไปนอนวัด ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องช่วยทางวัดล้างถ้วยล้างชาม ขัดกระถางธูป ล้างคณโฑมาใส่น้ำใส่ยาอุทัย ใส่ดอกมะลิ และยกตะลุ่ม (สำรับอาหารของชาวอยุธยา)ไปถวายพระ เหลือจากพระฉันเราก็ทาน แล้วก็ช่วยล้างเก็บ”

กิจวัตรดีงามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาบอกว่าได้รับการปลูกฝังไว้ในวิถีชีวิต

“เป็นเรื่องปกติของคนอยุธยา และคนบ้านนอกทุกบ้าน ที่ถึงวันพระต้องไปทำบุญ และวันธรรมดาต้องใส่บาตร จัดเตรียมอาหารและขนมสารพัด”

ในวัย 11 ขวบ เขาได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร กระทั่งอายุ 19 ปี จึงได้สึกออกมา และได้รับการชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิงและมีชื่อเสียงในที่สุด

จากชีวิตสามเณรที่ต้องรักษาศีล 10 ไม่บกพร่อง ส่งผลให้ชีวิตฆราวาสของนักแสดงผู้นี้ เป็นชีวิตที่พยายามประคองตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมเรื่อยมา

“เวลาไปถ่ายหนัง หรือถูกเชิญไปร้องเพลงที่ไหนก็ต้องแวะไปวัด เวลาพักกองถ่าย คนอื่นเขาจะกินเหล้ากันเราก็ไปวัด หรือตกเย็นถ่ายหนังเสร็จ ก็ไปคุยกับ พระ ติดนิสัยมาตั้งแต่ตอนเป็นเณร อยู่กับพระมาตั้งแต่อายุ 11-19 ปี จึงทำให้คุยกับคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเราไม่กินเหล้ากับเขา ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นสนุ้ก ไม่เล่นม้า ไม่เล่นหวย ชอบคุยกับพระมากกว่า ได้ถามปัญหาเกี่ยวกับธรรมะ มันได้ประโยชน์กับชีวิต”

เขาได้ยกตัวอย่างให้ฟังเกี่ยวกับช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ แต่เมื่อนำธรรมะมาปรับใช้แก้ปัญหา ทุกข์ก้อนใหญ่ที่เคยแบกไว้และทำให้ต้องหนักอกหนักใจ ในที่สุดกลับสามารถปล่อยวางได้

“ประมาณปี 2530-2532 ช่วงนั้นวิดีโอเข้ามาใหม่ๆ หนังก็มีน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายมันไม่น้อยตาม เผลอเอาเช็คที่เราเซ็นแล้วหนึ่งเล่มให้เพื่อนไปกรอกตัวเลขเอง ปรากฏว่า คนโทรมาทวงเช็คเราเต็มเลย ตอนนั้นมีบ้านอยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ที่ลาดพร้าว ก็ต้องขายบ้านที่อยู่ ลูกก็ยังเล็ก เป็นทุกข์มาก ต้องขายบ้าน ถ้าไม่ขายบ้านไม่มีทางใช้หนี้ได้เลย เพราะหนี้ประมาณ 10 ล้าน”

จึงไปหาหลวงพ่อรูปหนึ่ง เล่าให้ท่านฟังว่าผมจะต้องย้ายบ้าน ผมจะต้องขายบ้าน ซึ่งผมเพิ่งสร้าง และอยู่มาได้ไม่กี่ปีเอง ท่านจึงถามว่า ย้ายบ้านมากี่ครั้งแล้ว ผมบอกว่า หลายครั้งเหมือนกัน ท่านจึงถามว่าแล้วบ้านใหญ่ไหม ...ใหญ่ แล้วมีความสุขไหม... ไม่สุขครับ มันทุกข์

หลวงพ่อบอกว่า ถ้า เราอยู่ในแม่น้ำใหญ่ แต่ไม่มีปลาให้กิน มันทุกข์ไหม.. ทุกข์ และถ้าอยู่ในคลองเล็กๆแต่มีปลาชุกชุม จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะปลามีอยู่เต็มหัวบันได มีความสุขไหม...สุข แค่นี้ ผมก็สว่างแล้ว จึงขายบ้าน 2 ไร่ มาอยู่บ้าน 120 ตารางวา และมีความสุข เพราะเมื่อก่อน บ้าน 2 ไร่ อยู่ลาดพร้าว ลูกๆ เรียนสาธิตเกษตร รถติด ทะเลาะกันทุกวันเลย เพราะต้องตื่นเช้า แต่พอมาอยู่บ้านเล็กแถวถนนวิภาวดี ใกล้โรงเรียนลูก ทุกคนก็แฮปปี้กัน”

การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยมีเคยเป็น คือสิ่งที่เขาหาคำตอบให้กับตัวเองได้จากปัญหาครั้งดังกล่าว

บางครั้งศักดิ์ศรีหรือการยึดติด มันทำให้เราทุกข์ ถ้ามีคนชี้ทางออกให้เรา และมีธรรมะ เราจะรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันตั้งอยู่ และดับไป เคยย้ายบ้านมาหลายครั้ง จะย้ายอีกครั้งก็ไม่เห็นเป็นไร ถึงตอนนี้ชีวิตผมจะอยู่ที่ไหนก็ได้ อยู่ในห้องแคบๆก็ได้ เพราะคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก เชื่อแบบนั้นจิตใจก็สบาย ชีวิตก็เป็นสุขfont เราจะได้มีคำตอบไปบอกกับยมบาลไง ถ้าท่านถามว่า ตอนเป็นมนุษย์ได้ทำความดีอะไรมาบ้าง ผมจะตอบว่าผมสร้างหลวงปู่โต ผมสร้างพระพุทธเจ้า ผมทอดผ้าป่า ผมทอดกฐิน ผมสร้างกุศล ผมเคยทำชั่วมาบ้าง แต่ทำดีมากกว่าครับ(หัวเราะ)”

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น