จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตตฺมสาโร ภิกขุ. สวนโมกข์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตตฺมสาโร ภิกขุ. สวนโมกข์ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ตัวกูกับตัวกู
เรื่อง...ตัวกูกับตัวกู
อัน ตัวกู ตัวสู มิได้มี
แต่พอโง่มันเป็นผีโผล่มาได้
พอหายโง่ กู สู ก็หายไป
พอโง่ใหม่โผล่ใหม่ดูให้ดี
แต่ละข้างต่างยึดว่า ตัวกู
จึงเกิดการต่อสู้กันอย่างผี
ต่างหมายมั่นแก่กันฉันไพรี
ทั้งเปิดเผยลับลี้มีทั่วไป
ที่ด้อยกว่าสู้ว่ากูก็มีดี
ที่เด่นกว่าข่มขี่เขาเข้าไว้
ที่พอกันกันท่าไม่ว่าใคร
ล้วนแต่ใคร่โด่งเด่นเป็นธรรมดา
เอาพระธรรมกวาดล้างอย่างไม้กวาด
สำหรับฟาดหัวสัตว์ที่ข้างฝา
ตกกระเด็นเป็นเหยื่อแก่ไก่กา
ที่เก่งกว่าคืออย่าโง่ให้โผล่เอยฯ
ปัญหาของโลก, ปัญหาของชาติ และปัญหาของบุคคล อยู่ที่ ความไม่ยอมกัน เพราะอหังการ มมังการ เพียงประการเดียว. เหมือนจิ้งจก ๒ ตัว ที่ต่างตัวต่างไม่ยอมแพ้ จึงต้องกัดกันไม่มีที่สิ้นสุด.
ธรรมะ ไม้กวาด เท่านั้นที่จะกวาด, ฟาด ให้ สัตว์ หรือ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ ชนิดนั้นสิ้นไปจากสันดาน.
โลกทั้งโลกจะสิ้นปัญหา ชาติทุกชาติก็จะผาสุก บุคคลก็จะได้ชีวิตแท้เต็มเปี่ยม และนิรันดร หากทุกคน ยอม และ หยุด ความมีอหังการ มมังการ กันเสียที.
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...พ้นแล้วโว้ย
เรื่อง...พ้นแล้วโว้ย
บัดนี้เมฆลอยพ้นยอดเจดีย์
ทั้งโรงโบสถ์มากมีและวิหาร
เมฆรวมตัวเป็นภาพพิสดาร
บอกอาการพ้นแล้วโว้ย!โปรยยิ้มมา
ตะโกนร้องบอกสหายสิ้นทั้งผอง
ตะโกนร้องบอกสหายสิ้นทั้งผอง
ว่าไม่ต้องเสียเที่ยวเที่ยวค้นหา
อนันตสุขในโลกนี้ที่หวังมา
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าแล
สุขแท้จริงไม่วิ่งไปตามโลก
อยู่เหนือความทุกข์โศกทุกกระแส
อยู่เหนือความทุกข์โศกทุกกระแส
มือเท้าเหนียวเหนี่ยวขึ้นไปคล้ายตุ๊กแก
ไม่อยู่แค่พื้นโบสถ์โปรดคิดดู
ลอยเหนือยอดโบสถ์ไปในเวหา
ลอดพ้นไปเหนือฟ้าที่เทพอยู่
ถึงความว่างห่างพ้นจากตัวกู
ไม่มีอยู่ไม่มีตายสบายเอยฯ
คนรักสุข ขยะแขยงทุกข์ จึงแสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป จึงยึดติดสุขทุกระดับ โดยเฉพาะผู้เมาสุขในสวรรค์ทีฝันเอาเอง.
ส่วนธรรมะแท้นั้นเป็นเรื่อง ปล่อยวาง ทั้งสุขและทุกข์ เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์อันมีเหตุใหญ่อยู่ที่ความยึดมั่นในความสุข.
ในที่สุดเมื่อค้นพบว่า ที่แท้ สุข เป็นเพียงลมๆแล้งๆ เป็นเพียงมายาที่ไม่มีอยู่จริง จึงพบความหรรษา ร่าเริง เหมือนเมฆที่ลอยพ้นโบสถ์ เจดีย์, ตลอดถึงสวรรค์; พ้นสวรรค์ พุ่งขึ้นสู่ความว่าง อันปราศจากขอบเขตของขนาดและเวลา.
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ไส้เดือนเขียนจดหมายถึงมนุษย์
เรื่อง...ไส้เดือนเขียนจดหมายถึงมนุษย์
รอยไส้เดือนเกลื่อนไปในผิวดิน
เป็นลวดลายหลายระบิลหลายท่วงท่า
มีความหมายว่ากระไรใครสงกา
หรือเห็นว่าไร้สิ่งน่าสนใจ
คือจดหมายไส้เดือนเตือนมนุษย์
ไม่รู้สิ้นรู้สุดมาแต่ไหน
ทั้งคืนวันขยันเขียนเวียนทำไป
มนุษย์อ่านหรือไม่ไม่อาวรณ์
มันพร่ำบอกพร่ำสอนพร่ำวอนว่า
พร่ำพรรณนาให้ระวังให้สังหรณ์
ทุกตอนอนิจจังอนัตตา
ว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนไปไม่ถาวร
อุทาหรณ์ต่างต่างครบทุกท่า
มันให้อัตถาธิบายหลายแสนอย่าง
รอยไส้เดือนเกลื่อนทั่วพสุธา
ก็เพราะว่าไส้เดือนรักคนนักเอยฯ
เป็นลวดลายหลายระบิลหลายท่วงท่า
มีความหมายว่ากระไรใครสงกา
หรือเห็นว่าไร้สิ่งน่าสนใจ
คือจดหมายไส้เดือนเตือนมนุษย์
ไม่รู้สิ้นรู้สุดมาแต่ไหน
ทั้งคืนวันขยันเขียนเวียนทำไป
มนุษย์อ่านหรือไม่ไม่อาวรณ์
มันพร่ำบอกพร่ำสอนพร่ำวอนว่า
พร่ำพรรณนาให้ระวังให้สังหรณ์
ทุกตอนอนิจจังอนัตตา
ว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนไปไม่ถาวร
อุทาหรณ์ต่างต่างครบทุกท่า
มันให้อัตถาธิบายหลายแสนอย่าง
รอยไส้เดือนเกลื่อนทั่วพสุธา
ก็เพราะว่าไส้เดือนรักคนนักเอยฯ
คนเรารังเกียจขยะแขยงไส้เดือน ทั้งๆที่มันเขียนจดหมายถึงมนุษย์ ในจดหมายที่เขียนเป็นรอยบนดิน แสดงถึงความแปรปรวน ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสิ่งทั้งหลาย อันแสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นของไส้เดือน.
แต่คนนั้นช่างเกลียดชัง ต่อต้าน และขยะแขยงเรื่อยไป จนกว่าจะ อ่านจดหมายของไส้เดือน เข้าใจ ก็จะเข้าถึงเจตนารมณ์ของธรรมนั้นได้อย่างไม่ลังเลอีกเลย.
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ทะเลไฟ
เรื่อง...ทะเลไฟ
เรื่อง...ทะเลไฟ
เรือทองแล่นฝ่าทะเลไฟ
เรือของคนอย่างไรยังไม่แน่
เห็นทีจะขี้ขลาดและอ่อนแอ
จึงต้องแพ้แก่เนื้อหนังนั่งเฝ้าดู
จะออกไปนอกโลกต้องฝ่าไฟ
จะหมดทุกข์ต้องไปเหนือสิ่งคู่
จะพ้นตายต้องพรากจากตัวกู
เผากิเลสต้องอยู่ใจกลางไฟ
คนเขลาเขลาเหมาเหมาไปตามเขลา
คนเขลาเขลาเหมาเหมาไปตามเขลา
ไม่อยากเข้าใกล้ไฟเพราะกลัวไหม้
ไฟของธรรมมีไว้เพื่อดับไฟ
ที่ไหม้ใจของสัตว์ในบัดดล
ตะบะธรรมกรรมฐานเปรียบปานไฟ
เผากิเลสสิ้นไปเหลือมรรคผล
อันไฟธรรมมีไว้ดับไฟคน
ดับแล้วพ้นทะเลไฟฝ่าไปเอยฯ
ภาพ ทะเล เรือ และ ฝั่งแผ่นดิน เป็นอุปมาธรรมที่สะท้อน ฉากมหัศจรรย์ของท้องทะเลธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แก่พระพุทธสาวก พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความมหัศจรรย์ของ พระธรรมวินัย เปรียบได้กับ มหาสมุทร ๘ ประการ และ ทะเล ยังหมายรวมถึง ทะเลแห่งกิเลส.
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...จากอนันตะสู่อนันตะ
เรื่อง...จากอนันตะสู่อนันตะ
เรื่อง...จากอนันตะสู่อนันตะ
จาก อนันต์ สู่ อนันต์ นั้นเห็นยาก
คนโดยมากงันงงตรงความหมาย
ไม่สิ้นสุดทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายตาย
ภาษาคนไม่ขวนขวายมาฟังยิน
จึงต้องเทียบเปรียบกับเสียงระฆัง
คือมันดังออกมาได้ไม่รู้สิ้น
และออกมาเรื่อยๆไปได้อาจิณ
คือไม่รู้เต็มถิ่นอากาศกาล
เหมือนสังขตะ ธรรมธาตุ ปรุงแต่งกัน
เนืองอนันต์มิรู้สิ้นกองสังขาร
ปรุงออกมานานนับกี่กัปวาร
อวสานนั้นไม่มีที่เหตุมูล
แม้ธรรมธาตุ อสังขตะ สุญญตา
เป็นอนันต์เสมอมาไม่ขาดสูญ
เป็นที่ดับแห่งสังขารแต่กาลบูรพ์
ไม่เต็มนูนเพราะอนันต์นั่นแหละเอยฯ
การเกิดขึ้น แห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ มีออกมาเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่รู้จักหมดสิ้น;
การดับลง แห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ มีออกมาเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่รู้จักเต็มแดนเป็นที่ดับของมัน.
เช่นเดียวกับเสียงของระฆัง ดังออกมาได้จากตัวระฆัง ไม่รู้จักหมดจักสิ้น, และเสียงนั้นก็ไม่เต็มในอวกาศ อันไม่มีที่สิ้นสุด, เช่นเดียวกัน; ดังนั้นจึงกล่าวว่า
จากอนันตะสู่อนันตะ ดังนี้
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ในโลกนี้มีพุทธศาสนาเพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ
เรื่อง...ในโลกนี้มีพุทธศาสนาเพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ
ภาพนี้เป็นภาพแท่นวัชระอาสน์ ธรรมจักร และตรีรัตนะ ใต้ต้นโพธิ์ อันแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีล้อธรรมจักร หมายถึงธรรมะของพระองค์ กำลังแล่นตัดหรือทำลาย ซึ่ง การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา เมาอาจารย์ และเมาอัตตา ตัวตน.
มีคำบรรยายประกอบภาพว่า ในโลกนี้มีพุทธศาสนา เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ นั่นคือทำลายสิ่งดังกล่าวนั่นเอง.
สิ่งดังกล่าวมีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัว ที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคนๆนี่เอง. ดังนั้น หากทำลายความเห็นแก่ตัวลงไปด้วยเครื่องมือธรรมะของพระพุทธองค์ สิ่งดังกล่าวจะถูกทำลายพร้อมกันไปในตัว. สิ่งดังกล่าวหมดไปจากจิตใจของเราได้เพียงใด ความเป็น ชาวพุทธ ของเรา (ความไม่ทุกข์) จะสมบูรณ์ขึ้นเพียงนั้น ตรงกันข้าม หากสิ่งดังกล่าวยังเต็มอัดอยู่ในจิตใจ ก็พึงรู้ตัวเถิดว่า เราเป็นชาวพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือเพียงทะเบียนเท่านั้น.
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ฉากหนึ่งที่เด็กเขามีดีกว่าผู้ใหญ่
เรื่อง...ฉากหนึ่งที่เด็กเขามีดีกว่าผู้ใหญ่
เป็นภาพเด็กล้อผู้ใหญ่ เด็กทุกคนในภาพต่างมีใบหน้าสุขสันต์สดชื่น
มีคำบรรยายภาพว่า :
สันติภาพของเราไซร้ เซ็นกันบทเพลงหฤหรรษ์
เด็กๆ ล้อ ผู้ใหญ่อย่างไร? เด็กนั้นแม้เขาจะมีเรื่องขัดใจกัน โกรธกัน แต่ก็เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ดีกัน คืนสู่ความสนุกสนาน แช่มชื่น ดีกันด้วยหัวใจจริงอย่างง่ายดาย ทั้งนี้เพราะเด็กๆไม่มีอะไรที่เป็นการไว้เหลี่ยมซ่อนไว้ในใจ มีตัวตนชนิดที่ไม่ได้พอกเอา กูมี กูเป็น อะไรกี่มากน้อย ความเห็นแก่ตัวมีน้อย ส่วนผู้ใหญ่นั้นตรงกันข้าม มีตัวตนใหญ่และจัด มีเรื่องขัดผลประโยชน์กันแม้เล็กน้อยก็โกรธกันจริงจัง ชนิดไม่มองหน้ากันตลอดชีวิต หรือถึงฆ่าเอาชีวิตกันทีเดียว. เด็กกับผู้ใหญ่ใครมีความเห็นแก่ตัวจัดกว่ากัน? ดังนั้นใครควรจะขายหน้ากว่ากันเล่า!
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...ไม่มีใครฟังศาสดาของตนๆ
เรื่อง...ไม่มีใครฟังศาสดาของตนๆ
เป็นภาพพระเยซูคริสต์ ทรงทอดพระเนตรผลของสงคราม ซึ่งชาวโลกกำลังเข่นฆ่ากันตายอย่างพินาศ ระเนระนาดเกลื่อนไป
มีคำบรรยายภาพว่า:
พระยีซัส สอนลัทธิ อหิงสา เสด็จมา ดูผลได้ ก็ใจหาย
ภาพนี้แสดงอย่างชัดเจนว่า พระศาสดาของทุกศาสนาสอนเรื่องไม่ให้เบียดเบียนกัน
ปัญหาต่อไปจึงมีว่า ทำไมคนจึงต้องเบียดเบียนกัน รบราฆ่าฟันกัน? ทั้งนี้ก็เพราะคนเราไม่เคยรู้มาก่อนกว่า การที่ไปเบียดเบียนคนอื่นนั้น ก็เพราะตนเองได้เบียดเบียนตนเองมาก่อน ด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว. ไม่เคยมีใครรู้สึกตัวว่า เมื่อใดขณะใดจิตประกอบด้วยความเห็นแก่ตัว ขณะนั้นแหละเขาได้ประกอบกรรมชั่วทางมโนกรรมอย่างเอกอุตม์ มันจึงเป็นบาปที่ใหญ่หลวงที่สุด
ทำไมคนจึงเห็นแก่ตัว? ก็เพราะความรู้สึกยึดถือว่ามีตัวตนนี่เอง. ความรู้สึกว่ามีตัวตนของตนอย่างนี้เกิดมาจากอะไร? ก็เพราะมีความเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า ความสุข คือเข้าใจไปว่าการได้รับรสสนุกสนานเอร็ดอร่อย มันหาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่ เพราะเมื่อมัวเมาหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ ขณะนั้นเขากำลังเบียดเบียนตนเอง และเพื่อให้สำเร็จตามประสงค์ของตัว เขาจึงแสวงหาทรัพย์สะสมวัตถุกันอย่างไม่รู้สึกอิ่ม ไม่รู้สึกพอ จนในที่สุดก็ต้องรบราฆ่าฟันกัน อย่างที่เห็นๆกันอยู่ในภาพนี้ และก็เป็นอยู่แล้วในปัจจุบันนี้.
เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความจริงดั่งภาพล้อเหล่านี้หรือไม่?
วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน เรื่อง...เสียงตบมือข้างเดียว
เรื่อง...เสียงตบมือข้างเดียว
เมื่อจิตรับอารมณ์ภายนอกแล้วไม่ยึดถือปรุงแต่งเป็นเราเป็นของเรา มีแต่สติปัญญาที่จะจัดการกับอารมณ์นั้นๆอย่างถูกต้อง จิตก็สงัดจากอารมณ์ทั้งปวง เสมือนเสียงแห่งความเงียบของมือที่ตบข้างเดียว ที่ปราศจากมืออื่นมาตบด้วย. ความเงียบสงัดชนิดนี้จึงดังก้องอยู่ในใจ กลบเสียงของโลกแห่งการตบมือสองข้างเสียสิ้น นี่คือความระงับดับทุกข์ที่แท้จริง; และอาจประมวลมาเป็นคำกลอนดังนี้
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน
เรื่อง...เสียงตบมือข้างเดียว
เมื่อจิตรับอารมณ์ภายนอกแล้วไม่ยึดถือปรุงแต่งเป็นเราเป็นของเรา มีแต่สติปัญญาที่จะจัดการกับอารมณ์นั้นๆอย่างถูกต้อง จิตก็สงัดจากอารมณ์ทั้งปวง เสมือนเสียงแห่งความเงียบของมือที่ตบข้างเดียว ที่ปราศจากมืออื่นมาตบด้วย. ความเงียบสงัดชนิดนี้จึงดังก้องอยู่ในใจ กลบเสียงของโลกแห่งการตบมือสองข้างเสียสิ้น นี่คือความระงับดับทุกข์ที่แท้จริง; และอาจประมวลมาเป็นคำกลอนดังนี้
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน
เรื่อง...เสียงตบมือข้างเดียว
มือฉันตบข้างเดียวส่งเสียงลั่น มือท่านตบสองข้างจึงดังได้
เสียงมือฉันดังก้องทั้งโลกัย เสียงมือท่านดังไกลไม่กี่วาฯ
เสียงความว่างดังกลบเสียงความวุ่น ทั้งมีคุณกว่ากันทางหรรษา
เสียงสงบกลบเสียงทั้งโลกา หูของข้าได้ยินแต่เสียงนั้นฯ
เสียงของโลกดังเท่าไรไม่ได้ยิน เพราะเหตุวิญญาณรับแต่เสียงนั่น
เป็นเสียงซึ่งผิดเสียงอย่างสามัญ เป็นเสียงอันดังสุดจะพรรณนาฯ
มือข้างเดียวตบดังฟังดูเถิด แสนประเสริฐคือจิตไม่ใฝ่หา
ไม่ยึดมั่นอารมณ์ใดไม่นำพา มันร้องท้าเย้ยทุกข์ทุกเมื่อเอยฯ
เรื่อง...เจ้าหน้าที่ทางพุทธศาสนาทำให้เขากลืน ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน
ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาน
เรื่อง...เจ้าหน้าที่ทางพุทธศาสนาทำให้เขากลืน เป็นภาพภิกษุในพระพุทธศาสนา กำลังถูกพวกพราหมณ์กลืน ภาพนี้เป็นภาพล้อ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ในพุทธศตวรรษที่ ๘ ราว พ.ศ. ๗๔๓ ขณะนั้นในอินเดียเกิดการแบ่งชั้นวรรณะกันอย่างขนาดหนัก พวกศูทรหรือพวกกรรมกร ถูกตัดออกจากวงของสังคมด้วยการถูกต้านปฏิเสธให้ออกไป ดังเห็นอยู่ในภาพ
ภาพนี้ต้องการเตือนสติผู้ที่อ้างตนว่า นับถือพระพุทธศาสนาให้มั่นอยู่ในความไม่ประมาททุกเวลา เพราะปรากฏอยู่ไม่น้อย ที่เป็นชาวพุทธเพียงปาก แต่การประพฤติกลับไม่ใช่ชาวพุทธเลย. พระพุทธเจ้าสอนให้พึ่งตนเอง แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไปพึ่งพิธีรีตอง พึ่งผีสางนางไม้ หรือพระภูมิ พระพรหม ฯลฯ อันเป็นเรื่องนอกตัวเองออกไป เขาไม่เคยสนใจต่อการดับทุกข์ของตนด้วยตนเอง ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นชาวพุทธ กำลังทำลายพระพุทธศาสนาอยู่อย่างขนาดหนัก ด้วยการเสกเป่าสร้างเครื่องรางของขลัง รดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ ถึงกับกล้าเสกหิน เสกดิน และผงต่างๆ ให้เป็นพระพุทธเจ้า ช่วยให้คนงมงายมากขึ้นๆ วัดเลยกลายเป็นที่ทำมาหากินของคนบางพวก ซึ่งตรงข้ามกับ จุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา ที่มีแต่ต้องการช่วยให้ทุกคนพ้นจากความเชื่อที่งมงาย มีหูตาสว่าง เห็นทุกสิ่งที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง จนกระทั่งเห็นว่า ทุกสิ่งว่างจากตัวตน ของตน ตามหลักธรรมที่ว่าด้วยเรื่อง สุญญตา.
เรื่องสุญญตานี้มีผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบของพุทธบุตรกล้าอ้างว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้านำมาสอนแก่ชาวบ้านชาวเมือง นี่ก็เพราะความเขลาของเขาเอง เพราะหากนำเอาหลักธรรมข้อนี้ออกเสียแล้ว พุทธศาสนาก็หมดความเป็นพระพุทธศาสนา หากใครผู้ใดไม่เข้าใจหลักธรรมข้อนี้ก็คือไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาเลย. ยิ่งอ้างอย่างภาคภูมิด้วยกฎแห่งกรรมว่า ทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว เป็นหลักพระพุทธศาสนา นั่นยิ่งเป็นการลดค่าทอนราคาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นได้ยากทีเดียว เพราะกรรมที่กล่าวถึงนั้นเพียงระบุกรรมทางกาย ทางวาจา เท่านั้น ไม่มีการกล่าวถึงกรรมส่วนข้างใน คือ มโนกรรมเลย.
หากกล่าวถึงมโนกรรม ก็จะต้องกล่าวถึงสุญญตาในที่สุด หนีไม่พ้น เพราะการศึกษาธรรมะ ก็คือการศึกษาชีวิตจิตใจของตนเอง การที่จะรู้จักชีวิตจิตใจของตนเองได้ ก็ต้องด้วยการเฝ้ามอง เฝ้าสังเกต ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นกับจิต : เฝ้ามองไป สังเกตไป พินิจพิจารณาไป ในที่สุดจะพบว่าจิตตามสภาพธรรมดาของธรรมชาตินั้น มันว่างจากความโลภ ความโกรธ ความหลง. สำหรับกิเลส ๓ ตัวนี้ เป็นเพียงแขกที่มาชั่วครั้งคราว ภายหลังที่ตากระทบรูป หูได้ยินเสียงในฐานะเป็นเหยื่ออันยั่วยวนในโลก จนกระทั่งเวทนาปรุงเป็นตัณหา (ความอยากที่เป็นกิเลส)
เพราะฉะนั้น ก่อนที่กิเลสจะเข้ามาครอบงำจิต จิตจึงว่างจากตัวตนของตน อยู่ในภาวะสุญญตาอยู่ตามธรรมชาติธรรมดาของมัน และภาวะของจิตอย่างนี้แหละจึงจะปราศจากทุกข์ ผิดจากนี้แล้วจะปราศจากทุกข์ไม่ได้เลย.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











