จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ปณิธานของสามเณรน้อย ความตั้งใจจริงที่จะทำ


 ปณิธานของสามเณรน้อย ความตั้งใจจริงที่จะทำ
          มีพระภิกษุผู้สำเร็จอภิญญารูปหนึ่ง ได้พาสามเณรน้อยออกเดินทางไกล ขณะที่สามเณรแบกห่อสัมภาระเดินตามหลังพระอาจารย์อยู่นั้น พลันก็เกิดความคิดขึ้นว่าในอนาคตฉันจะต้องโปรดสัตว์อย่างกว้างขวางถึงจะไม่เสียชาติเกิดอาจารย์ที่เดินนำหน้าหยั่งรู้ว่าสามเณรน้อยเกิดมีปณิธานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็รู้สึกเลื่อมใสและละอายใจที่ตนเองยังไม่เคยมีปณิธานเช่นนี้มาก่อน จึงรีบบอกสามเณรให้ส่งห่อสัมภาระมาให้ตนเองแบกแทน แล้วเชิญให้สามเณรเดินนำหน้าสามเณรได้แต่ปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์ โดยไม่ถามถึงเหตุผลแต่อย่างใด
           สามเณรน้อยเดินนำหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็เกิดความคิดอีกว่า การมีปณิธานโปรดสัตว์นั้นเป็นเรื่องดีมาก แต่ว่าทำยาก แล้วผู้คนนั้นก็ใช่ว่าจะโปรดง่าย ๆ ฉันนี่ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ฉันว่าเป็นปัจเจกบุคคลเอาตัวเองให้หลุดพ้นก่อนดีกว่า เพิ่งจะคิดเช่นนี้ อาจารย์ก็ส่งห่อสัมภาระมาให้พร้อมกับบอกว่า เอาห่อสัมภาระคืนไปแล้วตามหลังมา สามเณรน้อยรับห่อสัมภาระมาแบกไว้บนบ่าแล้วเดินตามหลังอาจารย์อย่างงุนงง .. 
     การที่เราจะคิดตั้งใจใฝ่ฝันอะไรก็แล้วแต่นั้นไม่มีปัญหาหรอก นั้นเป็นสิทธิ์ของเรา  ที่จะคิด จะฝัน และตั้งเป็าหมาย สำคัญที่สุดจะคิดทำอะไร หรือมีเป้าหมายอันใดแล้ว ควรนึกสูงเขาไว้ คือ เอาความเจริญถูกต้องของเป้าหมายนั้นเป็นหลักชัย แม้เราจะเดินเส้นทางชีวิต ผลิกผันไปอย่างไร แต่เป้าหมายปณิธานที่เราตั้งไว้นั้นยังคงอยู่ และต้อง หาโอกาสเดินสู่เส้นทางนั้นให้ได้ คือ ตั้งปณิธานเอาไว้ คือ ไม่ได้คาดหวัง แต่เดินทางด้วยสติปัญญานี้แหละ เราจะใช้วิธีนี้ คือ ถ้าเรายึดในความคาดหวังแล้วความผิดหวังก็จะตามมา แต่เดินด้วยสติปํญญาอันถูกต้อง เดินไปเรื่อยๆตามเหตุผล ปัจจัย สักวันความฝัน ปณิธานนั้นก็จะใกล้เข้ามาหาเราเองเป็นอย่างแน่นอน  แต่สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์แล้ว ตามหลักพุทธศาสนา คือ เราชาวพุทธที่ถูกต้องแท้จริง ควรตั้งไว้ที่สุด ของปณิธาน นั้น คือ นิพพาน การพ้นจากสังสารวัฎของความทุกข์นี้ให้สิ้นเชิง       อธิฐาน และบำเพ็ญ ให้ทุกๆภพทุกชาติ เราก็จะเดินสละทิ้งความทุกข์ไปเรื่อย เหมือนเคาะสนิมที่เกาะมีดดาบที่เเหลมคมอยู่ทุกๆวัน สักวันเราคงจะใช้มีดดาบที่เเหลมคมนี้เป็นหนทางการกำจัดกิเลศทุกอย่างโดยสิ้นเชิง .

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง


        
 เรื่อง แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง
        แม่หม้ายตัวอย่าง ที่หาได้ยากยิ่ง นางชุยซึ่งเป็นแม่ม้ายแต่เป็นคนสวยและอายุยังน้อยอยู่ เราลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเป็นเราๆสามารถทำได้แบบนางหรือเปล่าหนอลองอ่าน เรื่องสั้นตอนนี้ดูซิ
 ในสมัยราชวงศ์ซ้อง เปาบุ้นจิ้น เป็นเจ้าเมืองไคฟง มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในความซื่อสัตย์ยุติธรรมตราบจนบัดนี้ เปาอี้บุตรชายของท่านได้ป่วยตายตั้งแต่ยังหนุ่ม นางชุยภรรยาของเป่าอี้มีชื่อเสียงในความกตัญญู นางมีบุตรชายเพียงคนเดียว
      เปาบุ้นจิ้นเห็นว่านางชุยเป็นคนสวยและอายุยังน้อย ไม่อาจทนเห็นนางต้องครองหม้ายอยู่อย่างเดียวดาย จึงสั่งให้ลูกน้องผู้ใกล้ชิด ไปพูดจาหว่านล้อมให้นางแต่งงานใหม่ เพื่อนางจะได้มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ เมื่อนางชุยทราบดังนั้น ก็เอาขี้โคลนทาหน้าแล้วไปคุกเข่าต่อหน้าเปาบุ้นจิ้น ร้องไห้สะอื้นกล่าวว่า "ท่านพ่อเป็นขุนนางมีชื่อเสียงในแผ่นดิน ข้าน้อยได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้ดูแล บ้านเรือนก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากเหลือที่จะกล่าวแล้ว ไหนเลยจะกล้าทำให้ตระกูลเปาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แม้ข้าน้อยจะเป็นคนโง่ไร้การศึกษา แต่ก็พอจะรู้หลักการว่า เมื่อเกิดมาเป็นคนของตระกูลเปา ตายแล้วก็ขอเป็นผีตระกูลเปา ข้าน้อยได้ตั้งใจแต่แรกแล้วว่า จะครองหม้ายตลอดไปไม่เแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเด็ดขาด" นางพูดจนเปาบุ้นจิ้นรู้สึกตื้นตันใจ จนน้ำตาซึมพูดอะไรไม่ออก
แล้วความโชคร้ายก็เกิดขึ้นอีก ลูกน้อยของนางชุยได้เสียชีวิตระหว่างเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ แม่ของนางชุยเมื่อทราบข่าวลูกสาวสิ้นสามีและลูกหมดแล้วก็รีบเดินทางมาหา เพื่อจะให้นางชุยแต่งงานใหม่ โดยบอกกับบุตรสาวว่า "สิ้นสามีอยู่กับลูก ลูกตายจะอยู่กับใครอีก ควรแต่งงานใหม่ได้แล้วนะ" นางชุยกล่าวอย่างจริงจังว่า ที่ฉันตัดสินใจอยู่บ้านตระกูลเปา มิใช่เพื่อลูกเพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์เพื่อคอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ของสามี ที่ทำงานเหนื่อยยากมาตลอดชีวิต ตอนนี้ท่านทั้งสองก็ชราแล้ว เป็นเวลาที่ต้องการให้ฉันช่วยเหลือ แล้วฉันจะถือโอกาสนี้ทอดทิ้งท่านไปได้อย่างไร? แม่ของนางชุยได้ฟังดังนั้นก็โมโหกล่าวว่า "แม่อุตส่าห์เดินทางมาจากทางไกล จะไม่ยอมเสียเที่ยวเปล่าเด็ดขาดถึงตายก็จะไม่ยอมปล่อยให้ลูกต้องมาทนลำบากอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตหรอก ว่าแล้วนางก็ทั้งดึงทั้งลากจะให้ลูกสาวไปด้วยกัน นางชุยคุกเข่าอ้อนวอนมารดาของตนว่า ท่านแม่เดินทางมาไกล ที่ถูกก็ไม่ควรให้แม่กลับไปคนเดียว แต่ถ้าจะให้ฉันแต่งงานใหม่จริง วันใดที่ถูกบังคับ ฉันจะขอผูกคอตาย เพียงแต่ขอร้องคุณแม่ให้ส่งศพคืนตระกูลเปาฉันก็จะกลับไปพร้อมกับคุณแม่ แม่ของนางชุยรู้สึกประทับใจในความดีของบุตรสาวมาก จึงไม่บังคับนางชุยอีก อ่านมาถึงบทนี้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กับความประทับใจในเรื่องราวของนางชุยไม่ทราบว่าในสมัยนี้ยังมีวีรสตรีเช่นนี้อีกไหมหนอ?
 ฟังเรื่องเล่านี้แล้ว พูดคำเดียวว่า สุดยอด เธอคือผู้หญิงที่หาได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน แม้เมื่อก่อนก็นับว่าหายากเต็มทีเเล้ว คืนในเรื่อง ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี การรักษาวงค์ตระกูล การมีจิตใจที่มั่นคงไม่คลอนเเคลน หวังว่าพวกเรา ควรน่าจะได้สักคุณธรรมหนึ่งของเธอก็ถือว่า ประเสริฐ สมกับผู้หญิงที่ดี ที่ควรจะเป็น.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง เคล็ดลัีบความสามัคคี ผมพระไม่ดีเอง

เรื่อง เคล็ดลัีบความสามัคคี ผมพระไม่ดีเอง
       เคล็ดลับความสามัคคี คนที่ล้วนแต่เป็นคนไม่ดี คติสอนใจสั้น ๆ วัดเหนือและวัดใต้ แต่ละแห่งมีพระและเณรอาศัยอยู่ 10 กว่ารูป พระเณรในวัดเหนือสามัคคีกันมาก การปฏิบัติบำเพ็ญก็ค่อนข้างก้าวหน้า ส่วนพระเณรในวัดใต้ต่างก็อิจฉากัน ไม่มีความสามัคคี พระอาจารย์ฉือหยินเจ้าอาวาสวัดใต้ รู้สึกอัปยศกับเรื่องนี้มาก และนึกชมเชยวัดเหนืออยู่ในใจ ท่านอยากจะทราบถึงสาเหตุแต่จนแล้วจนรอดก็หาสาเหตุไม่พบ วันหนึ่งเมื่อท่านไปเยี่ยมเยียนวัดเหนือ เลยถือโอกาสถามถึงปัญหานี้

เจ้าอาวาสฝั่งตรงข้ามตอบเรียบ ๆ ว่า ก็ไม่มีอะไรหรอก    เพียงแต่พระเณรที่นี่ล้วนแต่เป็นคนไม่ดีต่างก็ให้กำลังใจกันสามัคคีกัน คำตอบสั้น ๆเช่นนี้ แม้จะเป็นการถ่อมตน แต่ก็ไม่กระจ่างอยู่ดี ต่อมาขณะที่เจ้าอาวาสวัดใต้ไปเยี่ยมเยียนวัดฝั่งตรงข้ามอีกก็ได้ยินคำพูดตำหนิตนเองดังมาจากในโบสถ์อย่างไม่ตั้งใจ เป็น เพราะผมไม่ดีเอง ถ้าหากผมถูพื้นเร็วกว่านี้หน่อย หลวงพี่ก็คงไม่ลื่นหกล้ม พระคนแรกกล่าว        ไม่  ผมสะเพร่าเอง ใจร้อนเดินเร็วเกินไปถึงได้เดินหกล้ม พระที่ลื่นหกล้มกล่าว ก่อนที่หลวงพี่จะเข้ามาในโบสถ์ ถ้าผมเตือนสักคำ ก็คงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เป็นเพราะผมไม่ดีเอง พระคนที่ 2กล่าว เอาละ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ต้องโทษตัวผมเองที่ไม่ระมัดระวัง พระที่หกล้มกล่าว เจ้าอาวาสวัดใต้ตอนนี้จึงเข้าใจความหมายอันแท้จริงของคำว่า ล้วนแต่เป็นคนไม่ดี
เป็นไงครับผู้อ่านเข้าใจแล้วยัง เดี่ยวนี้คนในสังคมส่วนใหญ่แม้เเต่ว่าตัวของเราเอง คำพูดที่ไม่กล้าออกจากปาก คือ คำว่า ขอโทษ ดังนี้เเล้วเราจึงทะเลาะวิวาทบาดหมางกันมากไง  เรามักจะเห็นตัวเองถูกเสมอ คนอื่นนั้นผิดตลอด ไอ้สิ่งที่ต่างคนต่างว่าตัวเองถูก แล้วมาโต้เถียงกัน อย่างนี้ก็ไม่มีจบ สงครามเช่นกัน ดังนั้นผู้ฉลาด ควรคิดเสียใหม่ว่า เป็นฝ่ายวางทิฐฐิ มานะ เสียบ้าง นั้น คือ หนทางของนักปราชญ์ เพื่อมองเห็นสิ่งหลายอย่างที่จะเกิดผลตามมาหากเราไม่เป็น ฝ่ายยอม ลองคิดดูเเล้วกันในชีวิตประจำวันของพวกคุณ ถ้าคุณจะเอาชนะคนอื่นเสียหมด ถามว่าคุณจะมีความสุขหรือความสงบที่เเท้จริงหรือไม่ ความรักความสามัคคีจะอยู่ที่ไหน.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ไม่รู้หนังสือแต่บรรลุอรหันต์


 ไม่รู้หนังสือแต่บรรลุอรหันต์ ได้จริงหรือลองอ่านเรื่องนี้ดู นิทานเซ็น แต่ก่อนมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งอดีตได้ต่อสู้ชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เลยมาออกบวชแต่ท่านไม่รู้หนังสือไม่สามารถศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฏก จึงมักจะถูกพระรูปอื่นดูหมิ่นดูแคลนอยู่เสมอ แต่ท่านก็ไม่เคยท้อแท้น้อยใจ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งใจทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เช่น การปัดกวาดทำความสะอาดห้องหนังสือคัมภีร์ ลานวัด ห้องน้ำ หรือการขุดรอกระบายคูน้ำต่าง ๆ ท่านเหมาทำคนเดียวหมด ท่านปฏิบัติเช่นนี้เป็นเวลา 20-30 ปี ในสายตาของคนทั่วไป ท่านเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาที่ไม่รู้หนังสือรูปหนึ่ง แต่แท้ที่จริงพระที่ไม่รู้หนังสือรูปนี้มีภูมิธรรมลึกล้ำยิ่งนัก เนื่องจากท่านได้ทำความสะอาดทุก ๆ วัน ภายในดวงตาจึงสะอาดหมดจดมานานแล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง พระรูปนี้ได้กราบเรียนกับเจ้าอาวาสว่า

"ในคืนวันนี้ศิษย์จะละสังขารแล้ว คือผมได้บรรลุอรหัตผล ขอให้อาจารย์ถนอมสุขภาพด้วย" และได้กล่าวกับพระอื่น ๆ ว่า การศึกษาพระธรรมคัมภีร์เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าเนื่องเพราะเหตุนี้จนเกิดความเกียจคร้าน ขอให้ทุกท่านก็ถนอมสุขภาพด้วย ครั้นถึงเที่ยงคืน ท่านก็มรณภาพในท่าสั่งสมาธิจริงๆ
มีหลายคนที่เก่งวิชาการมากมาย เก่งรู้ธรรมะ และเบ่งใส่กัน เเข่งกัน ถับถมกัน อย่างนี้ ไม่ได้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าเลย สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ศาสนาที่รู้จริงที่สุด คือ เรื่อง ความทุกข์ของเราเอง คือจากใจเรา นี้ถ้า ศึกษาเรื่องทุกข์อย่างพระพุทธเจ้าแล้ว สิ่งนี้จะทำให้เรารอดพ้นจากกิเลศแห่งวังวนของความทุกข์ที่ซ้ำๆซากๆได้ อริยสัจสี่นั้นแหละ คือ ธรรมมะอันสำคัญยิ่ง  อย่ามัวบ้าติดตำราอย่างเดียว มาเรียนรู้ชีวิตจริงของจริงกันดีกว่า.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ

 เพลง เด็กท้องนา ของละอองดาว(เห็นภาพข้างล่างเลยใส่เพลงนี้เข้าไป)
ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องสั้นซึ้งกินใจ มีพี่น้องคู่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กรักใคร่สามัคคีกันมาก ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากต่างก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พ่อแม่จึงให้พวกเขาแยกบ้านกันอยู่ แยกบ้านไม่แยกนาในสมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องคู่นี้ก็เช่นเดียวกัน
ภาพโดย คุณบุญเสริม สาตราภัย
เรื่อง ข้าวเปลือกสองหาบ เรื่องซึ่งกินใจ
       มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ต่างก็แบ่งข้าวเปลือกกันคนละครึ่ง หาบกลับไปบ้านของตน แล้วกองไว้ที่ลานจากข้าวหน้าบ้าน ตกค่ำผู้เป็นพี่ก็คิดว่า น้องชายอายุยังน้อย ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ เราควรที่ช่วยเหลือเขาให้มากถึงจะถูก เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบ ไปที่บ้านของน้องชายอย่างเงียบ ๆข้างฝ่ายน้องชายก็คิดเช่นเดียวกันว่า พี่ชายมีลูกหลายคน แบ่งข้าวเปลือกได้เพียงไม่กี่หาบจะพอกินได้อย่างไร? คิดแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบส่งไปที่บ้านของพี่ชายอย่างเงียบ ๆ รุ่งเช้าเขาทั้งสองต่างก็ประหลาดใจ ที่ข้าวเปลือกของตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย พอตกค่ำเขาทั้งสองต่างก็เกิดความคิดแบบเดิมขึ้นอีกเมื่อพี่หาบข้าวเปลือกไปถึงหน้าบ้านของน้องชาย เป็นเวลาเดียวกับที่น้องชายก็กำลังหาบข้าวเปลือก เตรียมจะส่งไปให้พี่ชายเช่นกัน เขาทั้งสองเผชิญหน้ากัน เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้สึกตัว
       อ่านแล้วหวังว่าเราควรย้อนนึกถึงสายใย ที่ดีๆต่อกัน ระหว่างพี่ น้องสายเลือดเดียวกันของเรา ที่เรา ลองตั้งคำถามถ้าเรามีน้ำใจอันบริสุทธิ์ต่อกัน ปัญหาการทะเลาะระหว่างสายเลือดคงจะไม่มีดั่งคนในปัจจุบันนี้  เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าวหาบนั้นเป็นพระเอกหรอก แต่หัวใจที่ยิ่งใหญ่ของคนทั้งสองต่างหากคือ สิ่งที่หาสิ่งใดประเมินค่าของความรัก ฉันพี่น้องนี้ไม่ได้.

นิทานสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง ชีวิต ก็แค่นี้เอง




    นิทานแง่คิดสอนใจ เรื่อง ชีวิต ก็แค่นี้เอง
ชีวิตคือความฝัน ที่เรียกว่าดี ๆ ในโลกมนุษย์มันก็แค่นี้เอง เราลองดูซิว่าในชีวิตจริงของคนเราทุกคนนี้จริงๆแล้วมันต่างอะไรกับความฝันลองอ่าน เรื่องสั้นเรื่องนี้ดู
          ในสมัยราชวงศ์ถัง มีนักศึกษายากจนคนหนึ่งชื่อหลูอิง ซึ่งใด้ไปสอบที่เมืองหลวง แต่ปรากฎว่าสอบตก ในระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน ได้พักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ขณะอยู่ในโรงเตี๊ยมได้พบกับนักพรตหลือ คนทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอ ครู่หนึ่งต่อมาหลูอิงหวนคิดถึงชะตาชีวิตตนเอง ที่สอบตกทุกปีเกิดอาการถอนใจ นักพรตเห็นดังนั้นจึงถามด้วยความสงสัยว่า เพิ่งจะสนทนากันอยู่ดี ๆ ทำไมจึงถอนใจเล่า? หลูอิงกล่าวว่า อนาคตของผมจบสิ้นแล้วมีอะไรดีล่ะ? แล้วคุณเห็นว่ายังไงถึงเรียกว่าดี? หลูอิงตอบว่า ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งทีควรเป็นเจ้าคนนายคน มั่งมีศรีสุข มีชื่อเสียงเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แบบนี้ถึงจะเรียกว่าดี แต่ผมพยายามแสวงหาชื่อเสียงลาภยศมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็สอบตกทุกปี จนบัดนี้เป็นหนุ่มแล้ว ก็ยังคงจมปลักอยู่กับท้องไร่ท้องนา แล้วอย่างงี้ยังไม่เรียกว่าแย่อีกหรือ?
กล่าวจบก็ทำท่าง่วงเหงาหาวนอนนักพรตหยิบหมอนจากในย่ามส่งให้หลูอิง ใช้หมอนใบนี้หนุนนอนก็จะทำให้คุณมั่งมีศรีสุขสมใจหวังทุกอย่าง ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเหนียวอยู่ หลูอิงคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพอหัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ยทันที ในความฝันเขาได้กลับถึงบ้านแล้วและอีกไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้แต่งงานกับสาวสวยในหมู่บ้าน ต่อมาก็สอบได้จอหงวน ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็นแม่ทัพ และได้ไปปราบคนเถื่อนที่ชายแดนได้ชัยชนะ มีความดีความชอบได้เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 กว่าปี ต่อมาได้เป็นเจ้าผู้ครองนคร ลูกชายห้าคนก็ได้เป็นขุนนาง มีหลานสิบกว่าคน กระทั่งตนชรามีอายุถึง 80 ปี ก็เสียชีวิต เมื่อหลูอิงตื่นขึ้นมาเห็นข้าวเหนียวที่เจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งอยู่ยังไม่สุกก็อุทานว่า เป็นความฝันหรือนี่? ท่าทางคล้ายกับว่ายังเสียดายอยู่ นักพรตหัวเราะกล่าวว่า "ที่เรียกว่าดี ๆ ในโลกมนุษย์มันก็แค่นี้เอง" หลูอิงนั่งครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก็กล่าวว่า "สัจธรรมแห่งความเกิดความตาย ได้ลาภเสื่อมลาภ ยากดีมีจน ผมเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณที่ให้ความสว่าง" กล่าวจบก็กราบลานักพรตไป
คุณคิดว่านิทานนี้ให้คุณสะดุดคิดอะไรบ้าง อย่างน้อยในเรื่องที่เราแสวงหากันใน ตามภาษาคนในโลกทั่วไปที่เรียกว่าปุถุชน นั้นมีคำตอบในนิทานเรื่องนี้แล้ว คำตอบนั้น คือ โลกธรรม 8 ประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระสารีบุตร พระอรหันห์ตอบแทนคุณ

 พระสารีบุตร พระอรหันห์ตอบแทนคุณ 

พระสารีบุตรแรกเกิดชื่อว่า อุปติสสะเป็นบุตรของนางพราหมณีชื่อสารีและพราหมณ์ชื่อวันคันตะผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอุปติสคามแห่งตำบลนาลกะหรือนาลันทะ ในวันเดียวกันวันที่นางพราหมณีสารีให้กำเนิดอุปติสสะนั้นมีครอบครัวข้างเคียงให้กำเนิดบุตรชื่อว่า โกลิตะหรือเมื่อต่อมาพระมหาโมคัลลานะเมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็ได้มาเป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งอุปติสสะและโกลิตะได้ช่วนกันไปเที่ยวในงานรื่นเริงประจำปีในกรุงราชคฤห์ ขณะชมมหรสพอยู่นั้นเกิดความสลดใจขึ้นมาอย่างเดียวกันว่ากิจกรรมนี้ชั่งไร้สาระสิ้นดี หาสาระอะไรไม่ได้เลยควรจะหาสิ่งใดเป็นเครื่องยุดเหนี่ยวและหลุดพ้นจากบ่วงเช่นนี้ต่อมาสองสหายได้ไปมอบตัวเป็นศิษย์ของสำนักทางปรัชญาผู้มีชื่อเสียง นามว่า สัญชัย เวลัฏฐบุตรเช้าตรู่วันที่พระอัสสะชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ที่บรรลุพระอรหันต์แล้วห่มจีวรถือบาตรไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาทอุปติสสะเมื่อพบพระอัสสะชิเถระเกิดความประทับใจในพระอิริยาบทที่สำรวมและน่าเลื่อมใสของพระอัสสะชิผู้มีอินทรีย์ฝึกมาดีแล้วจึงเกิดคิดว่าท่านผู้นี้จักต้องเป็นพระอรหันต์ จึงได้ตามพระอัสสะชิไปข้างหลังและรอคอยโอกาสที่เหมาะสม แล้วจึงสอบถามพระเถระพระอัสสะชิเถระได้แสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและความดับแห่งธรรมเหล่านั้นพระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้ครั้นเมื่ออุปติสสะและโกลิตะได้ชวนกันไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิขุอุสัมปทา และทรงบัญญัตินามให้อุปติสสะว่าพระสารีบุตรและโกลิตะว่าพระโมคคัลลานะซึ่งต่อมาพระสารีบุตรได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นพระธรรมเสนาบดีอัครสาวกเบื้องขวาส่วนพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ พระสารีบุตรมีน้องชาย ๓ คน และน้องสาวอีก ๓ คน ภายหลังพระสารีบุตรได้ชวนน้องทั้งหกคนออกบวช คือ พระจุนทะ พระเรวตะ พระอุปเสนะ และน้องสาว คือ พระจาลาเถรี พระอุปจาลาเถรี และพระสีสุปจาลาเถรี การที่พระสารีบุตรชวนน้องทั้งหกคนบวชนั้นเป็นเหตุให้นางพราหมณีสารีผู้เป็นมารดานั้นไม่ค่อยพึงพอใจนัก เพราะคิดว่าทอดทิ้งนางออกไปบวช ประกอบกับนางสารีพราหมณีเป็นผู้ที่มีทิฐิมานะแรงจึงไม่ค่อยชื่นชมและเชื่อถือพระลูกชายนับแต่พระสารีบุตรได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสส-ชิแสดงจนบรรลุโสดาบันแล้วได้มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาท่านก็ได้นับถือพระอัสสชิเป็นพระอาจารย์ทำการเคารพอยู่เสมอแม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ทิศใด เมื่อจะนอน ท่านจะนมัสการไปทิศนั้นก่อนแล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น
อีกตัวอย่างหนึ่งของความกตัญญูของพระสารีบุตรก็คือ พราหมณ์ชื่อ ราธะ มีศรัทธาจะอุปสมบท แต่ไม่มีภิษุรูปใดรับเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ พระตรัสถามในที่ประชุมสงฆ์ว่าผู้ใดระลึกถึงอุปการะของพราหมณ์ผู้นี้ได้บ้างพระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า ระลึกได้ คือครั้งหนึ่งราธพราหมณ์ผู้นี้ได้เคยใส่บาตรด้วยข้าวสุกแก่ข้าพระพุทธเจ้าหนึ่งทัพพี พระพุทธองค์จึงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทให้แก่ราธพราหมณ์
อีกตัวอย่างหนึ่งของความกตัญญูรู้คุณของพระสารีบุตร คือ การไปตอบแทนคุณมารดาด้วยการกลับไปนิพพาน ณ ห้องที่ท่านเกิดที่บ้านของท่าน ตอนแรกที่นางสารีพราหมณีทราบว่าพระลูกชายกลับมาบ้าน โดยนางไม่รู้ว่าพระสารีบุตรมีความต้องการจะตอบแทนคุณมารดาด้วยการเทศนาธรรม และนางไม่เชื่อว่าพระลูกชายเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระสารีบุตรพร้อมด้วยพระจุนทะพระน้องชายพร้อมบริวารเข้าไปในสถานที่ที่โยมมารดาให้คนจัดให้ตามประสงค์แล้วตกดึกพระสารีบุตรก็ป่วยด้วยโรคปักขันทิกาพาท(ถ่ายจนเป็นเลือด)อย่างปัจจุบันทันด่วนท่านได้รับทุกขเวทนาอย่างมากพระจุนทะและบริวารช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิดฝ่ายมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนักตึงเข้ามาดูอาการด้วยความห่วงใยขณะนั้นเทวดาองค์สำคัญๆต่างมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านตามลำดับคือ ท้าวมหาราชทั้งสี่ ได้แก่ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ ท้าววิรุฬหก และท้าวเวสสุวัน ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์)ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสุยามผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นยามา ท้าวสันดุสิตผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสุนิมมิตผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นนิมมานรดีและท้าวปรนิมมิตวสวัตดี เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดีรวมทั้งท้าวมหาพรหมแห่งพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ก็ได้มาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วย เทวดาและท้าวมหาพรหมแต่ละองค์นั้นล้วนมัศมีกายเปล่งปลั่งงดงาม ต่างพามาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วงและเคารพยิ่ง นางสารีเห็นเหตุการณ์นั้นตลอด เมื่ออาการของพระเถระค่อยบรรเทาลง นางได้เข้าไปหาแล้วสนทนาด้วย โดยได้ถามถึงเทวดาองค์สำคัญๆที่มาเยี่ยมซึ่งนางไม่ทราบว่าเป็นใคร ท่านได้บอกให้โยมมารดาทราบตามลำดับจนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหม
อุปติสสะโยมมารดาเรียกชื่อเดิมของท่านด้วยความอัศจรรย์ใจ นี่ลูกของแม่ใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมอีกหรือ
ใช่...โยมแม่ท่านตอบรับ ทันใดนั้นโยมแม่ก็เกิดปีติอย่างใหญ่หลวง สีหน้าอิ่มเอิบเมื่อได้ทราบว่าพระลูกชายยิ่งใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่ตนเคารพ อุปติสสะลูกชายเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของลูกชายเราเล่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนนางนางสารีคิดไปถึงพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นจิตจิตใจเริ่มอ่อนโยนเหมาะจะรับน้ำย้อม คือ คำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรดโดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ อาทิ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนักเมื่อจบฟังธรรมเทศนานางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล พระเถระได้ตอบแทนคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญเช่นนั้น ส่วนโยมมารดารู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมาและไม่ได้สัมผัสอมตธรรม จึงพูดกับพระสารีบุตรเป็นเชิงต่อว่า ลูกรักทำไมจึงเพิ่งมาให้อมตธรรมนี้แก่แม่เหล่าหลังจากโยมมารดาลากลับไปที่พักผ่อนแล้วท่านก็ได้บอกพระจุนทะให้นิมนต์พระบริวารมาประชุมพร้อมกัน ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้สว่างท่านดูอิดโรยเต็มทีแต่ถึงกระนั้นก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยพระจุนทะคอยประคองอยู่ตลอดเวลา ท่านทั้งหลายพระเถระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำแสงแหบพร่า ผมกับท่านอยู่ด้วยกันมานานถึง ๔๔ปี หากกายกรรมและวจีกรรมของผมอันใดไม่เป็นที่พอใจขอได้อภัยให้ผมด้วย ข้าแต่ท่านผู้เจริญบริวารกล่าวตอบ พวกกระผมติดตามท่านมานานยังมองไม่เห็นกายกรรมและวจีกรรมที่ไม่สมควร เมื่อพระเถระกับพระบริวารต่างกล่าวคำขอขมากันและกันแล้ว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้วเช้าวันนั้นเบญจขันธ์เริ่มอ่อนล้าของพระเถระก็ดับลงอย่างสนิท ท่านนิพพานเมื่อวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๑๒ในห้องที่ท่านเกิดเทวดาและมนุษย์ได้พร้อมใจกันฌาปนกิจศพของท่านอย่างสมเกียรติ พระจุนทะนำผ้าขาวมาห่ออัฐิของท่านแล้วนำไปพร้อมทั้งบาตรและจีวร เพื่อมอบให้พระอานนท์นำไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับอัฐิของท่านแล้วโปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้ที่ใกล้ประตูเชตวันมหาวิหารเพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะต่อไป จะสังเกตเห็นว่าพระสารีบุตรนั้นทรงเป็นผู้ที่กตัญญูรู้คุณและปฏิบัติเพื่อตอบแทนคุณด้วยความเคารพและนอบน้อม ทั้งต่อพระอัสสะชิซึ่งเป็นพระอาจารย์ในพระพุทธศาสนาพระองค์แรกของท่านและตอบแทนคุณมารดา ตลอดจนสำนึกรู้คุณและผูกพันต่อบ้านเกิดโดยกลับมาเทศนาธรรมให้มารดาและกลับมานิพพานในห้องที่ท่านเกิด และแม้นิพพานก็ยังสำนึกรู้คุณแก่พระเถระทั้งหลายที่ตามมาร่วมปรนนิบัติ ด้วยการขอขมาหากเคยกระทำล่วงเกินใดๆไว้ทั้งๆที่มิได้กระทำใดเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสำนึกกตัญญูรู้คุณของพระสารีบุตร เป็นปัญญาที่สูงส่งยิ่ง

ที่มา : หนังสือพาลานุภาพแห่งความกตัญญู

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น