จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ แห่งความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ แห่งความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หลักในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ๔ วิธี


หลักในการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ๔ วิธี

"หลักในการตอบ ๔ วิธี"
 คนที่เผ้าพระพุทธเจ้านั้นมีทุกระดับฐานะทางสังคม คือจากบุคลระดับพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองแคว้น ลงไปจนถึงจัณฑาลที่เป็นวรรณะต้องห้ามสำหรับคนในสมัยนั้น เจตนารมณ์ในการมาเฝ้าพระบรมศาสดานั้นก็แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะคนที่ถือตนเองว่าเป็นนักปราชญ์มักจะมาเฝ้าเพื่อต้องการทดสอบทำนองลองดีก็มีอยู่ไม่น้อย แต่ในฐานะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้แจงแสดงธรรมให้คนเหล่านั้นเข้าใจเหตุผลที่ถูกต้อง กลายเป็นคนอ่อนน้อมยอมตนนับถือพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก จนถึงกับสร้างความริษยาอาฆาตให้เกิดขึ้นแก่กลุ่มผลประโยชน์ คือคณาจารย์เจ้าลักธิที่มีอยู่ก่อน แม้ว่าคนเหล่านั้นเพียรพยายามทำลายพระบรมศาสดาด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ต้องพ่ายแพ้พุทธานุภาพไปในที่สุด

ในกรณีของคนที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อถามปัญหานั้น พระบรมศาสดาทรงมีหลักในการตอบ ๔ วิธีด้วยกันคือ

     ๑. เอกังสพยากรณ์ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไปโดยส่วนเดียวอย่างเช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น

     ๒. วิภัชพยากรณ์ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกตัวไปตามลักษณะของเรื่องนั้น ๆ อย่างเช่น ปัญหาที่ว่าคนตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ? พระบรมศาสดาจะทรงตอบจำแนกไปตามเหตุผล คือ เมื่อเหตุให้เกิดมี อยู่การเกิดก็ต้องมี เมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มี

     ๓. ปฏิปุจฉาพยากรณ์ พระพุทธเจ้าทรงใช้ปัญหาที่ถามมานั้นเองย้อนถามไปอีกทีแล้วจะออกมาเป็นคำตอบเอง

     ๔. ฐปนียะ ปัญหาบางเรื่องบางอย่าง เป็นเรื่องไร้สาระบ้างตั้งคำถามผิดบ้าง พูดไปแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง พระบรมศาสดาจะทรงนิ่งเสียไม่ตอบ เพราะพระพุทธเจ้าดำรัสทุกคราวของพระพุทธเจ้าวางอยู่บนหลักที่ว่า "ต้องเป็นเรื่องจริง เป็นธรรมมีประโยชน์ เหมาะสมแก่กาล คนฟังอาจจะชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้างก็ได้ แต่ถ้าคุณสมบัติ ๔ ประการข้างต้นมีอยู่จะตรัสพระดำรัสนั้น"

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พุทธประวัติฉบับย่อที่สุด

เพลง พาหุง ฉบับแปล เปิดประกอบบทความ 
ยินดูต้อนรับสู่บล้อกท่องเที่ยวใต้สู่เเดนธรรม
 พระประวัติของพระบรมศาสดา (ฉบับย่อ)

             
สกุลกำเนิดและปฐมวัย

ก่อนพุทธศักราช ๘๐ปีพระนางสิริมายา ราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงค์ผู้ครองกรุงเทวทหะ พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงประสูตรพระโอรส เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ(ปัจจุบัน คือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)


 หลังจากประสูติ

อสิตดาบส เป็นมหาฤษีอยู่ ณ เชิงเขาหิมพานต์เป็นที่เคารพของราชสกุลได้รับ ทราบข่าวการประสูตรของพระกุมารจึงเดินทางมาเยี่ยม และได้ทำนายว่า ถ้าพระกุมารอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ๕ วันหลังประสูติพระเจ้าสุทโธทนะพร้อมทั้งพระนางสิริมหามายา พระประยูรญาติได้จัดพิธีขนาน พระนามพระราชกุมารว่า สิทธัตถะ โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยง แล้วได้คัดเลือก เอาพราหมณ์ชั้นยอด ๘ คนให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระกุมาร เมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็เสด็จทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงมอบให้พระนางประชาบดี ซึ่งเป็นพระขนิษฐา ของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 8 พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักครูวิศวะมิตร พระองค์ทรงศึกษาได้อย่างรวดเร็ว มีความจำดีเลิศ และทรงพระปรีชาสามารถในการกีฬา ขี่ม้า ฟันดาบ และยิงธนู



            อภิเษกสมรส

วัยหนุ่ม พระราชบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวช พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นองค์จักรพรรดิ จึงใช้ควาพยายามทุกวิถีทางเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ 
๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง ให้ประทับใน ๓ ฤดู และทรงสู่ขอพระนางโสธราพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ อยู่ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ

จนพระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระนางยโสาธาราก็ประสูติพระโอรส ทรงพระนามว่าราหุล


           



ออกบรรพชา

เสด็จออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้น พระองค์ก็ยังคงตริตรองถึงชีวิตคน ฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ ที่มนุษย์เรามีมากมาย พระองค์คิดว่า ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส พระองค์คงหาทางแก้ทุกข์ อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่ได้แน่ พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ สู่แม่น้ำอโนมา ณ ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และมอบหมายเครื่องประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉันนะนำกลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์



เข้าศึกษาในสำนักดาบส

การแสวงหาธรรม ระยะแรกหลังจากทรงออกบวชแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงศึกษา ในสำนักอาฬารดาบส ที่กรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากสำนักนี้แล้ว พระองค์ทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางในการหลุดพ้นจากทุกข์ ตามที่พระองค์ได้ทรงมุ่งหวังไว้ พระองค์จึงลาอาฬารดาบสและอุททกดาบสเดินทางไปแถบแม่น้ำคยา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งกรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ





  บำเพ็ญทุกรกิริยา

การบำเพ็ญทุกรกิริยา เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัย ที่จะคิดค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยพระองค์เอง แทนที่จะทรงเล่าเรียนในสำนักอาจารย์แล้ว พระองค์เริ่มด้วยการทรมานพระวรกาย ตามวิธีการของโยคี เรียกว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา บริเวณแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี พระองค์ก็ยังคงมิได้ค้นหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ได้ พระองค์ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหาร เพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง จะได้มีกำลังในการคิดค้นพบวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์มาคอยปรนนิบัติรับใช้ ด้วยความหวังว่า พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการถ่ายทอดบ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษ ล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งมหาบุรุษไปทั้งหมด เป็นผลทำให้พระมหาบุรุษได้อยู่ตามลำพัง ในที่สงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง ปัญจวัคคีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติ และเดินทางกายกลาง คือ การปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร


                                      ตรัสรู้
ตรัสรู้ ตอนเช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕  
นางสุชาดา ได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นไทร ด้วยอาการสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายทอดข้าวมธุปายาสแล้ว เสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตอนเย็นวันนั้นเอง พระองค์ได้กลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ พบคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ คนหาบหญ้าได้ถวายหญ้าให้พระองค์ปูลาด ณ ใต้ต้นโพธิ์ แล้วขึ้นประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ พระองค์เริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต และในที่สุด ทรงชนะความลังเลพระทัย ทรงบรรลุความสำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็พ้นจากกิเลสทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีระกา
 ธรรมสูงส่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค


                          ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
การแสดงปฐมเทศนา วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า ธรรมจักกัปวัตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรมนั้น ท่านโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ พระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินัยของสัมมสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา
 การประกาศพระพุทธศาสนา
เมื่อพระองค์ มีสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ และก็ได้ออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่า จะออกไปประกาศศาสนา ให้เป็นที่แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรียกประชุมสาวกทั้งหมด แล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้อนจากบ่วงทั้งปวงทั้งชนิดที่เป็นทิพย์ และชนิดที่เป็นของมนุษย์แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เราทั้งหลายจงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชนเถิด อย่าไปรวมกันทางเดียวถึงสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เถิด จงประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางนั้นมีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้ถึง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมคงจักมีอยู่ แม้ตัวเราก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเช่นกัน "

พระองค์ทรงส่งสาวกออกประกาศศาสนาพร้อมกันทีเดียว ๖๐ องค์ ไป ๖๐ สาย คือ ไปกันทุกสารทิศทีเดียว แม้พระองค์เองก็ไปเหมือนกัน ไม่ใช่แต่สาวกอย่างเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคคลที่จะเป็นผู้นำทีเดียว

            สาวกทั้ง ๖๐ องค์เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่นนั้น ก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตามจังหวัด อำเภอ และตำบลต่างๆ ทำให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่าง ๆ เหล่านั้น หันมาสนใจมากเลื่อมใสมากขึ้น บางคนขอบวช แต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้ จึงต้องพากุลบุตรเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระองค์บวชให้ ทำให้ได้รับความลำบากในการเดินทางมาก ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต ให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบทกุลบุตรได้ โดยโกนผมและหนวดเคราเสียก่อน แล้วจึงให้นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด นั่งคุกเข่าพนมมือกราบภิกษุแล้วเปล่งว่าจาว่า "ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ" รวม ๓ ครั้ง การอุปสมบทนี้เรียกว่า "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ อุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาณตนเป็นผู้ถึงสรณคมน์

            ตั้งแต่พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ได้สาวกเป็นพระอรหันต์จำนวน ๖๐ องค์แล้ว พระองค์ก็ได้อาศัยพระมหากรุณาคุณ ทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนได้สาวกเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท ๔ ขึ้น อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศศาสนาของพระองค์ ได้ดำเนินการไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้าน ชนบทน้อยใหญ่ ในแคว้นต่าง ๆ ทั่วชมพูทวีปตลอดเวลาอีก ๔๔ พรรษาคือ พรรษาที่ ๒ - ๔๕ ดังนี้

พรรษาที่ ๒ เสด็จไปยังเสนานิคมในตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางได้สาวกกลุ่ม ภัททวคคีย์ ๓๐ คน และที่ตำบลอุรุเวลาได้ ชฎิล ๓ พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ กับศิษย์ ๑,๐๐๐ คน เทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะ เสด็จไปยังราชคฤห์แห่งแควว้นมคธ กษัตริย์เสนิยะพิมพิสาร ทรงถวายสวนเวฬุวัน แด่คณะสงฆ์ ได้สารีบุตร และโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่ นิโครธาราม ได้สาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะเศรษฐี อาราธนาไปยังกรุงสาวัตถี แห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตวันแต่คณะสงฆ์ ทรงจำรรษาที่นี่

            พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่ ๕ โปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่าง พระญาติฝ่ายสักกะ กับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำ ในแม่น้ำ โรหิณี ทรงบรรพชาอุปสมบทพระนางปชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ในกรุงสาวัตถีย์ ทรงจำพรรษาบนภูเขามังกลุบรรพต


พรรษาที่ ๗ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ โปรดพุทธมารดาด้วยพระอภิธรรม
พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน
พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี

พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทรงตกเตือนไม่เชื่อฟัง จึงเสด็จไปประทับ
และจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์ และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ เอกนาลา
พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง
พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต

พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ราหุลขอบรรพชาอุปสมบท
พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่ อาลวี
พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสวัตถี กลับมายังอาลวีและทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยัง อาลวี ทรงจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บน ภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๒๐ โจร องคุลีมาลย์ กลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์ รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่ ๒๑ - ๔๔ ทรงยึดเอาเชตวัน และบุพพารามในกรุงราชคฤห์ เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวก ออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่าง ๆ โดยรอบ
พรรษาที่ ๔๕ และสุดท้าย พระเทวทัต คิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหิน จนเป็นเหตุให้พระบาทห้อโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวก

             
ทรงปรินิพาน
 การเสด็จปรินิพพาน หลังจากพระพุทธเจ้าแสดงปัจฉิมโอวาท ซึ่งวันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ในยามสุดท้ายของวันนั้น ณ ป่าไม้สาละ(สาลวันอุทยาน) ของกษัตริย์มัลละ กรุงกุสินารา พระองค์ได้ประทับใต้ต้นสาละคู่ หลังจากตรัสโอวาทให้แก่พระอริยสงฆ์แล้ว พระองค์มิได้ตรัสอะไรอีกแล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยพระอาการสงบ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก ที่วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกัน คือ วันเพ็ญเดือน ๖


นิพพานต้อนรับและรอคอยผู้ต้องการจะขวนขวายความพ้นทุกข์เสมอ
พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน  พระธรรมวินัย คือ ศาสดา แทนพุทธองค์


อุตฺตมสาโร ภิกขุ




























วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

รวมคำขวัญ 77 จังหวัด ในประเทศไทย


ภาคเหนือ

จังหวัดเชียงราย
เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง

จังหวัดเชียงใหม่
ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์

จังหวัดน่าน
 แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง[1]

จังหวัดพะเยา
 กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม

จังหวัดแพร่
 หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม

จังหวัดแม่ฮ่องสอน
หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง

จังหวัดลำปาง
ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก

จังหวัดลำพูน
 พระธาตุเด่น พระรอดขลัง ลำไยดัง กระเทียมดี ประเพณีงาม จามเทวีศรีหริภุญไชย

จังหวัดอุตรดิตถ์
เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัดกาฬสินธุ์
เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไท ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี[2]

จังหวัดขอนแก่น
พระธาตุขามแก่น เสียงแคนดอกคูน ศูนย์รวมผ้าไหม ร่วมใจผูกเสี่ยว เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่ ไดโนเสาร์สิรินธรเน่ สุดเท่เหรียญทองมวยโอลิมปิก

จังหวัดชัยภูมิ
  ชัยภูมิ เมืองผู้กล้า พญาแล

จังหวัดนครพนม
พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูผู้ไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง

จังหวัดนครราชสีมา
 เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน

จังหวัดบึงกาฬ
สองนางศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่ แหลงน้ำใสหนองกุดทิง สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาวหาดทรายขาวเป็นสง่า น่าทัศนาแก่งอาฮง งามน้ำโขงที่บึงกาฬ สุขสำราญที่ได้ยล[3]

จังหวัดบุรีรัมย์
เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม

จังหวัดมหาสารคาม
พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักสิลานคร

จังหวัดมุกดาหาร
 หอแก้วสูงเสียดฟ้า ภูผาเทิบแก่งกะเบา แปดเผ่าชนพื้นเมือง ลือเลื่องมะขามหวาน กลองโบราณล้ำเลิศ ถิ่นกำเนิดลำผญา ตระการตาชายโขง เชื่อมโยงอินโดจีน

จังหวัดยโสธร
เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

จังหวัดร้อยเอ็ด
สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ[4]

จังหวัดเลย
 เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม[5]

จังหวัดศรีสะเกษ
 หลวงพ่อโตคู่บ้าน ถิ่นฐานปราสาทขอม ข้าว หอม กระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี

จังหวัดสกลนคร
พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม

จังหวัดสุรินทร์
สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม

จังหวัดหนองคาย
วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทย-ลาว[6]

จังหวัดหนองบัวลำภู
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุทยานแห่งชาติภูเก้า ภูพานคำ แผ่นดินธรรมหลวงปู่ขาว เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน

จังหวัดอำนาจเจริญ
พระมงคลมิ่งเมือง แหล่งรุ่งเรืองเจ็ดลุ่มน้ำ งามล้ำถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เทพนิมิตพระเหลา เกาะแก่งเขาแสนสวย เลอค่าด้วยผ้าไหม ราษฎร์เลื่อมใสใฝ่ธรรม

จังหวัดอุดรธานี
 น้ำตกจากสันภูพาน อุทยานแห่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด แดนเนรมิตหนองประจักษ์ เลิศลักษณ์กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์

จังหวัดอุบลราชธานี
 อุบลเมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์ ฉลาดภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินแดนอนุสาวรีย์คนดีศรีอุบล


ภาคกลาง

กรุงเทพมหานคร
ยังรอประกวดคำขวัญกรุงเทพมหานคร

จังหวัดกำแพงเพชร
กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง ศิลาแลงใหญ่ กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ เลื่องลือมรดกโลก[7]

จังหวัดชัยนาท
หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาลือชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา

จังหวัดนครนายก
นครนายก เมืองในฝันที่ใกล้กรุง ภูเขางาม น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ

จังหวัดนครปฐม
 ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน

จังหวัดนครสวรรค์
เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบรเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ

จังหวัดนนทบุรี
พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ เลื่องลือทุเรียนนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ

จังหวัดปทุมธานี
ถิ่นบัวหลวง เมืองรวงข้าว เชื้อชาวมอญ นครธรรมะ พระตำหนักรวมใจ สดใสเจ้าพระยา ก้าวหน้าอุตสาหกรรม[8]

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา

จังหวัดพิจิตร
ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน[9]

จังหวัดพิษณุโลก
พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา

จังหวัดเพชรบูรณ์
 เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง

จังหวัดลพบุรี
วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์

จังหวัดสมุทรปราการ
 ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม

จังหวัดสมุทรสงคราม 
เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม

จังหวัดสมุทรสาคร
เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์

จังหวัดสระบุรี
พระพุทธบาทสูงค่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฐานผลิตอุตสาหกรรม เกษตรนำล้ำแหล่งเที่ยว หนึ่งเดียว...ปั๊บนมดี ประเพณีตักบาตรดอกไม้งาม เหลืองอร่ามทุ่งทานตะวัน ลือลั่นเมืองชุมทาง

จังหวัดสิงห์บุรี
 ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี

จังหวัดสุโขทัย
มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข

จังหวัดสุพรรณบุรี
สุพรรณบุรี เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง

จังหวัดอ่างทอง
พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน

จังหวัดอุทัยธานี
อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ

ภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี
น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี

จังหวัดฉะเชิงเทรา
แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤๅไนป่าสมบูรณ์

จังหวัดชลบุรี
ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย

จังหวัดตราด
เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา

จังหวัดปราจีนบุรี
ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี

จังหวัดระยอง
ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก

จังหวัดสระแก้ว
ชายแดนเบื้องบูรพา ป่างามน้ำตกสวย มากด้วยรอยอารยธรรมโบราณ ย่านการค้าไทย-เขมร


ภาคตะวันตก

จังหวัดกาญจนบุรี
แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก

จังหวัดตาก
 ธรรมชาติน่ายล ภูมิพลเขื่อนใหญ่ พระเจ้าตากเกรียงไกร เมืองไม้และป่างาม

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เมืองทองเนื้อเก้า มะพร้าวสับปะรด สวยสด หาด เขา ถ้ำ งามล้ำน้ำใจ

จังหวัดเพชรบุรี
เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม

จังหวัดราชบุรี
คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนินฯ เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี


ภาคใต้

จังหวัดกระบี่
กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก[10]

จังหวัดชุมพร
ประตูภาคใต้ ไหว้เสด็จในกรมฯ ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดีกล้วยเล็บมือ ขึ้นชื่อรังนก

จังหวัดตรัง
เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

จังหวัดนครศรีธรรมราช
เมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชื่นฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปู

จังหวัดนราธิวาส
ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน

จังหวัดปัตตานี
  บูดูสะอาด หาดทรายสวย รวยน้ำตก นกเขาดี ลูกหยีอร่อย หอยแครงสด

จังหวัดพังงา
แร่หมื่นล้าน บ้านกลางน้ำ ถ้ำงามตา ภูผาแปลก แมกไม้จำปูน บริบูรณ์ด้วยทรัพยากร

จังหวัดพัทลุง
เมืองหนังโนราห์ อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน

จังหวัดภูเก็ต
ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม

จังหวัดยะลา
ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน[11]

จังหวัดระนอง
คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง

จังหวัดสงขลา
นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้[12]

จังหวัดสตูล
สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์[13]

จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดงแหล่งธรรมะ



ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คุณสมบัติของพระอาจารย์สอนกรรมฐาน

คุณสมบัติของพระอาจารย์สอนกรรมฐาน

คุณสมบัติของกัลยาณมิตร
ครูบาอาจารย์ผู้ที่สามารถสอนกัมมัฏฐาน และคอยเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ผู้เจริญสมาธิได้
ต้องประกอบด้วย กัลยาณมิตตธรรม 7 ประการ คือ

1. ปิโย หมายถึง บุคคลผู้มีความน่ารักน่าเลื่อมใส เป็นที่ชื่นชมของทุกคน
เพราะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นนักให้ ให้ทั้งปัจจัย 4 ความรู้และความปลอดภัย
เป็นผู้มีปกติยิ้มแย้มแจ่มใสและอารมณ์ดีอยู่เสมอ มีมารยาทงาม ทำให้ใครๆ
เห็นก็รู้สึกรัก ประดุจพระจันทร์วันเพ็ญ ชุ่มเย็นชวนมอง

2.ครุ หมายถึง บุคคลผู้ที่น่าเคารพ น่าเกรงใจ เพราะมีศีล สมาธิและการถือธุดงค์
มีความอ่อนน้อมถ่อมตน วางตัวได้เหมาะสม เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ทุกเมื่อ
ประดุจขุนเขาตระหง่านมั่นคง

3.ภาวนีโย หมายถึง บุคคลผู้น่าสรรเสริญเทิดทูน เพราะมีจิตใจเที่ยงธรรม
ปราศจากอคติ 4 คือ ไม่มีความลำเอียงในบรรดาสหธรรมิกและลูกศิษย์
เหมือนดวงอาทิตย์เป็นใหญ่ในท้องฟ้า

4.วตฺตา หมายถึง บุคคลผู้ฉลาดพร่ำสอน สามารถอบรมลูกศิษย์ให้ดีได้
และคอยปกป้อง ลูกน้อยให้ปลอดภัย อุปมาเหมือนแม่ไก่สอนลูกให้หาอาหาร

5.วจนกฺขโม หมายถึง บุคคลผู้อดทนต่อถ้อยคำ ยอมรับคำตักเตือนจากสหธรรมิกและ
ลูกศิษย์ มีนิสัยไม่เอาเรื่องใคร
อุปมาดั่งแผ่นดินไม่สะทกสะท้านหวั่นไหวในของหอม
และของเหม็นที่ ราดรด

6.คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา หมายถึง บุคคลผู้สามารถแถลงเรื่องล้ำลึก
คือสามารถถ่ายทอดธรรมะที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจให้เป็นเรื่องง่ายเข้าใจได้
ชัดเจน เช่น ขันธ์ 5 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 อุปมาเหมือนจุดไฟในที่มืด
หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง

7.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย หมายถึง บุคคลผู้ไม่ชักนำไปในทางเสื่อม
เพราะมีความมั่นคงสม่ำเสมอในธรรม ไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
แม้เพียงครั้งเดียว อุปมาเหมือนตาชั่งมาตรฐาน คงเส้นคงวา

คุณธรรมทั้ง 7 ประการดังกล่าวนี้ สำคัญมากต่ออาจารย์ผู้สอนภาวนา
หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ไม่อาจจะได้ชื่อว่ากัลยาณมิตรที่สมบูรณ์



ความสำคัญของกัลยาณมิตร

ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความสำคัญของกัลยาณมิตรไว้ เป็นต้นว่า

ภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้
อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรดี”3)

ในทุติยอัปปมาทสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า
ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

ความเป็นผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์
พระพุทธองค์ตรัสว่า

ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์”4)

มีตัวอย่างการได้กัลยาณมิตรที่ดีที่จะช่วยให้การปฏิบัติธรรมดี คือ ในครั้งหนึ่ง
พระเมฆิยซึ่งกำลังทำหน้าที่อุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับพุทธานุญาตให้ไป
บิณฑบาตที่มีหมู่บ้านชันตุ ในขณะเดินทางกลับ ได้พบสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ใกล้ๆ
กับแม่น้ำแห่งหนึ่ง จึงทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะไปเจริญสมาธิที่นั่นได้หรือไม่
พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้รอจนกว่าจะมีพระภิกษุมาดูแลพระองค์แทน แต่หลังจาก
พระเมฆิยะทูลขอ 3 ครั้ง พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต พระเมฆิยะไปที่นั้นและ
นั่งเจริญสมาธิใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง แต่พระ- เมฆิยะรู้สึกประหลาดใจที่พบ
อกุศลวิตกขึ้นในจิตอย่างไม่ขาดสาย จึงกลับไปเฝ้าพระพุทธองค์และ
กราบทูลถึงความล้มเหลวในการทำสมาธิ พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงเหตุ
ให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังมีสมาธิิ ไม่แก่กล้า จะสามารถบรรลุธรรมจนหลุดพ้นได้
จะต้องประกอบด้วยธรรม 5 ประการคือ5)

1.ได้กัลยาณมิตร คือ มิตรดี สหายดี

2.ความบริสุทธิ์แห่งศีล

3.เป็นผู้ได้การพูดคุยที่สมควร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมักน้อย สันโดษ
ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เป็นต้น

4.เป็นผู้ปรารภความเพียร บากบั่น ไม่ทอดธุระเพื่อละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม

5.การได้รับความรู้ที่จะนำไปสู่วิปัสสนา

พระพุทธองค์ทรงอธิบายต่อว่า ผู้ที่มีข้อแรก คือ กัลยาณมิตร จะสามารถมี 4 ข้อที่เหลือ 
นไม่ช้าในเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบุคคลที่จะเจริญสมาธิ
จำต้องอาศัยอาจารย์ ที่เป็นกัลยาณมิตรที่จะสามารถพิจารณาสภาพจิตและนิสัยของตน
 เพื่อจะได้อธิบายเทคนิควิธีการปฏิบัติ ให้เหมาะสมกับตน

 การเข้าหากัลยาณมิตร
ดังได้กล่าวแล้วว่า กัลยาณมิตรมีความสำคัญต่อผู้เจริญสมาธิ บุคคลผู้จะเจริญสมาธิ
ควรเข้าไปหากัลยาณมิตร ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านได้ให้หลักในการเข้าหากัลยาณมิตร
ไว้ว่า ในช่วงเวลาที่พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระกัมมัฏฐานที่ได้
รับจากอาจารย์นั้นถือว่าได้รับมาอย่างดี แต่เพราะ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เราจึง
ควรรับพระกัมมัฏฐานจากพระอรหันต์ และจากพระอรหันต์ผู้ได้บรรลุฌานที่ 4 และ
ฌานที่ 5 โดยวิธีเจริญพระกัมมัฏฐาน และจากผู้ได้บรรลุพระอรหันต์โดยการ
เจริญวิปัสสนาบนพื้นฐานคือฌาน ถ้าไม่มีบุคคลเช่นนั้น เราควรไปหาบุคคล
ต่อไปนี้ตามลำดับ คือ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน เมื่อไม่มีบุคคล
เหล่านี้เราควรไปหาผู้ที่ได้บรรลุฌานแล้ว หรือไปหาอาจารย์ผู้รู้พระไตรปิฎก สองปิฎก
หรือแม้ปิฎกเดียว เมื่อไม่สามารถพบบุคคลเช่นนั้น เราควรไปหาบุคคลผู้สามารถท่อง
จำนิกายหนึ่งในบรรดานิกายทั้งหลายพร้อมด้วยอรรถกถาของนิกายนั้น และบุคคลผู้คู่
ควรแก่ความนับถือ ผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความเจริญ

ถ้าบุคคลเช่นนั้นอยู่ในอารามเดียวกัน โดยบังเอิญก็เป็นการดียิ่ง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น
เราควรไป แสวงหาเขา ศิษย์ควรใช้ชีวิตอยู่ในอารามที่พบอาจารย์นั้นเป็นเวลาหลายวัน
 และหลังจากทำหน้าที่ของ ศิษย์ต่ออาจารย์แล้ว ควรขอพระกัมมัฏฐานจาก
อาจารย์ผู้มีลักษณะและนิสัยที่เหมาะสมที่สุด

หลวงพ่อทัตตชีโว


แนวทางการเลือกอาจารย์สอนกัมมัฏฐาน

ในการหาครูบาอาจารย์ที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวแล้ว อาจจะต้องอาศัยเวลาและ
การพิจารณา อย่างมาก พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)
 ให้แนวทางในการเลือก
พระอาจารย์ หรือสำนักในการ ปฏิบัติธรรม พอเป็นหลักง่ายๆ ไว้ว่า

ก่อนที่จะเลือกสำนักปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าจะให้ดีควรจะหาความรู้จากพระไตรปิฎก
เสียก่อน เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติต่อไปในวันข้างหน้า และเป็นหลักในการเลือก
สำนักด้วย เพราะว่าพระไตรปิฎกนั้น ได้รวบรวมคำสอนภาคทฤษฎีเอาไว้อย่าง
เรียบร้อยบริบูรณ์ เมื่อมีความรู้ขั้นพื้นฐานจากพระไตรปิฎกแล้ว จากนั้นจึงค่อยไป
เลือกสำนักปฏิบัติ

คราวนี้ ในการเลือกสำนักปฏิบัตินั้น ก็มีวิธีเลือกง่ายๆ ให้ดูเจ้าสำนักเป็นเกณฑ์ว่า
เจ้าสำนักนั้น มีความประพฤติ มีข้อปฏิบัติถูกต้องตามพระไตรปิฎกที่เราเรียนมา
หรือไม่ ถ้าท่านมีความประพฤติมีการปฏิบัติเรียบร้อยบริบูรณ์ดีงาม สมกับที่เราได้
อ่านมาจากพระไตรปิฎกแล้วก็เลือกสำนักนั้นแหละเป็นสำนักที่เราควรจะมอบ
กายถวายชีวิต ให้ท่านอบรมเป็นกัลยาณมิตรเคี่ยวเข็ญกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วโอกาสที่เราจะได้เข้าไปสนทนา ได้เข้าไปใกล้ชิด
กับเจ้าสำนักต่างๆ บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เพราะยิ่งเป็นสำนักใหญ่
เจ้าสำนักท่านก็มีงานมีภาระรับผิดชอบมาก หลวงพ่อขอแนะนำวิธีเลือกสำนักอีก
วิธีหนึ่ง คือ ลองศึกษาความประพฤติ การปฏิบัติจากลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของท่าน
จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ 6 ประการนี้แล้ว
ก็มอบกายถวายชีวิตเข้าไปเป็นลูกศิษย์ได้เลย

คุณสมบัติ 6 ประการ ซึ่งสำนักที่ได้มาตรฐานจริงๆ จะต้องมี คือ

1.เจ้าสำนักเองรวมทั้งลูกศิษย์ในสำนักนั้น ไม่มีนิสัยชอบว่าร้ายหรือโจมตี
การปฏิบัติธรรมของสำนักอื่น ถ้าท่านยังมีนิสัยชอบว่าร้ายอยู่ แสดงว่า
คุณธรรมของท่านก็ยังไม่พอ แล้วท่านจะมาสอนเราได้อย่างไร

2.ท่านจะต้องไม่มีนิสัยชอบในลักษณะที่เรียกว่า นักเลง หรือชอบข่มขู่คนอื่น
อะไรทำนองนั้น ท่านควรจะมีวิธีการสอนประเภทที่เรียกว่า ชี้แจงเหตุแสดงผล
ได้ลุ่มลึกไปตามลำดับ ไม่ใช่บังคับให้เชื่อ หรือขู่ให้เชื่อ

3.สังเกตดูด้วยว่าศีลของท่าน มารยาทของท่านงามดีไหม สมกับที่จะมาเป็น
พระอาจารย์สอนเรา ได้หรือยัง การจะดูว่ามารยาทงามหรือไม่งาม
ศีลงามหรือไม่งามนั้น เราเทียบจากพระวินัยในพระไตรปิฎกที่เราเรียนมา
อย่าไปถือเอาความถูกใจเราเป็นเกณฑ์ ต้องเอาความถูกต้องเป็นเกณฑ์จึงจะใช้ได้

4.เจาะลึกไปถึงเรื่องอาหารการขบฉันของท่าน คือ ต้องดูว่าวัดนี้ สำนักนี้
จุกจิกจู้จี้ในเรื่องอาหาร บ้างหรือเปล่า หรือบริโภคกันฟุ่มเฟือยสุดโต่ง
เช่น ต้องสั่งจากภัตตาคารมาประเคน ถ้าอย่างนั้นถอย ออกมาดีกว่า

5.ดูสถานที่การปฏิบัติธรรมของเขาจริงๆ ว่าออกในลักษณะไหน ถ้าออกในลักษณะ
โอ่อ่าเกินไป เดี๋ยวจะเกิดนิสัยฟุ้งเฟ้อกลับมา แต่ว่าถ้าซอมซ่อเกินไปปล่อยให้
สกปรกรกรุงรังอย่างนั้นก็ไม่สมควร เพราะในพระศาสนานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเคร่งครัดในเรื่องของความสะอาด ความมีระเบียบ ตลอดจนกระทั่ง
ความร่มรื่นของสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย เราจึงต้องดู

6.เจ้าสำนักเอง ท่านรักการฝึกสมาธิมากแค่ไหน ถ้าฝึกสมาธิกันแค่วันละชั่วโมง
สองชั่วโมง หรือว่าฝึกกันไปตามมีตามเกิด คุณอย่าไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเลย
 ถ้าเป็นสำนักที่ตั้งใจฝึกสมาธิกันอย่าง จริงๆ จังๆ ก็ใช้ได้ ถ้าเป็นสำนักที่ไม่ตั้งใจ
ฝึกสมาธิกันอย่างจริงจัง ย่อมไม่สามารถที่จะรักษาคุณธรรมที่กล่าวไว้แล้ว
ข้างต้นทั้ง 5 ประการได้สมบูรณ์หรอก

คุณสมบัติข้อที่ 6 นี้เป็นข้อที่สำคัญมากที่สุด ที่จะยืนยันว่าสำนักที่เราจะไปปฏิบัตินั้น
 ต้องมีการฝึกการสอน มีการอบรมสมาธิอย่างจริงจัง เจ้าสำนักเอง ก็ทุ่มเทฝึกสมาธิด้วย
เป็นผู้นำในการฝึก และ สมาธินั้นก็เป็นสมาธิในพระพุทธศาสนา ถ้าไปพบสำนักใดมี
คุณธรรม 6 ประการนี้อยู่ครบบริบูรณ์แล้วละก็ เข้าไปสมัครเป็นลูกศิษย์ในสำนัก
นั้นได้เลย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ควรคบเป็นมิตร
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้
แม้ถูกขับไล่ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ
  • ภิกษุเป็นที่รักใคร่พอใจ ๑
  • เป็นที่เคารพ ๑
  • เป็นผู้ควรสรรเสริญ ๑
  • เป็นผู้ฉลาดพูด ๑
  • เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ ๑
  • พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ๑
  • ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ๑

พึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ
เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ
๗ ประการเป็นไฉน คือ
  • มิตรผู้ให้ของที่ให้ได้ยาก ๑
  • รับทำกิจที่ทำได้ยาก ๑
  • อดทนถ้อยคำที่อดใจได้ยาก ๑
  • บอกความลับของตนแก่เพื่อน ๑
  • ปิดความลับของเพื่อน ๑
  • ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑
  • เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ๑
มิตรที่ดีงาม ย่อมให้ของที่ดีงามให้ได้ยาก รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนถ้อยคำหยาบคาย แม้ยากที่จะอดใจไว้ได้ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ปิดบังความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติ ก็ไม่ดูหมิ่น
ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้
ผู้ประสงค์จะคบมิตร ก็ควรคบมิตรเช่นนั้น

ความเป็นผู้มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น
ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว
อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า
จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
  • ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
  • ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น
พึงทราบโดยปริยายแม้นี้
ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ
ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา
ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ
ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสเพราะอาศัยพระพุทธองค์ผู้เป็นกัลยาณมิตร
ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
ท่านพระอานนท์    ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
ความเป็นผู้มีมิตรดี   มีสหายดี   มีเพื่อนดี  นี้   เป็นกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์เทียวนะ
พระเจ้าข้า
        พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า    ดูก่อนอานนท์    เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น  
ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี     มีสหายดี  มีเพื่อนดีนี้      เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว      
ดูก่อนอานนท์      ภิกษุผู้มีมิตรดี   มีสหายดี       มีเพื่อนดี   พึงหวังข้อนี้ได้ว่า  
จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ (มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น)  
จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘
(ข้อความบางตอนจาก  ... พระสุตตันตปิฎก  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรค  อุปัฑฒสูตร)
กัลยาณมิตร หมายถึง มิตรที่ดีงาม  เพื่อนที่ดีงาม  เป็นผู้ที่มีปัญญา
ความรู้ความเข้าใจพระธรรมอย่างถูกต้อง   เป็นผู้อนุเคราะห์ให้ออกจากอกุศลธรรม 
แล้วให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม  ให้เป็นผู้มีความเจริญในกุศลธรรมยิ่งๆขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือความเจริญด้วยปัญญา  ซึ่งเป็นธรรมที่เข้าใจถูกต้อง
ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
          บุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรสูงสุดสำหรับสัตว์โลกทั้งปวง คือ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้ทรงมีพระปัญญาอันเลิศหาผู้เปรียบมิได้    
 ซึ่งเป็นบุคคลที่ประเสริฐสูงสุด เพราะทรงแสดงพระธรรมจากการที่
ทรงตรัสรู้ความจริง ให้สัตว์โลกได้รู้แจ้งธรรม  ได้รู้ความจริงตามพระองค์    
ด้วยการอบรมเจริญปัญญา  ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม    
 และเจริญกุศลทุกประการ เพื่อความพ้นไปจากอกุศลโดยสิ้นเชิง
สำหรับที่ว่า กัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ หรือ เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น
นั้น หมายความว่า เพราะอาศัยกัลยาณมิตรผู้มีปัญญาจึงทำให้เข้าใจถูก
และเจริญในอริยมรรคมีองค์ ๘  
(พรหมจรรย์ในที่นี้หมายถึง มรรคพรหมจรรย์ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง)  
จึงเป็นเหตุให้สามารถดับกิเลสได้ในที่สุด
ซึ่งจะเห็นได้ว่า  เหล่าสัตว์ผู้มีชาติ(ความเกิด)เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ  
ผู้มีชรา(ความแก่)เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะ(ความตาย)เป็นธรรมดา
ย่อมพ้นไปจากมรณะ      ผู้มีโสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ
พิไรรำพัน) ทุกข์ โทมนัส(เสียใจ,ทุกข์ใจ) อุปายาส(ความลำบากใจอย่างหนัก)
เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ   ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส   อุปายาส    
เพราะอาศัยพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้เป็นกัลยาณมิตร  นั่นเอง    
กล่าวคือ  หลุดพ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวง  ไม่ต้องมีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์     
ดังนั้น จึงควรอย่างยิ่งที่ทุกคนจะได้คบกับพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้า   ผู้ทรงเป็นกัลยาณมิตรอย่างสูงสุด   ด้วยการฟังพระธรรมและศึกษา
พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงด้วยความเคารพ    พร้อมทั้งมีความจริงใจ 
 มีความตั้งใจอย่างมั่นคงที่จะน้อมประพฤติปฏิบัติตามด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง.

คุณสมบัติของผู้เป็นครูสอนกรรมฐาน
   การเป็นครูสอนกรรมฐานจำเป็นต้องรู้อารมณ์และอาการจิตที่เข้าถึงกรรมฐาน
๔๐ และสติปัฏฐาน ๔ ตั้งแต่ ..ขณิกฌาณประกอบด้วยวิตก วิจาร ซึ่งเป็นการตรึก
ตรองในกรรมฐานกองใดกองหนึ่งชั่วขณะ ...อุปจารฌาณ ประกอบด้วยวิตก วิจาร
 ปิติ ซึ่งเป็นการตรึก ตรอง ในกรรมฐานจนเกิดความอิ่มกาย อิ่มใจ ...
 อารมณ์ฌาณ ๑ ประกอบด้วยวิตก วิจาร ปิติ สุข - เอกัคตารมณ์ซึ่งเป็นการตรึก
ตรองจนเกิดความสุขกาย สุขใจ  จนจิตเป็นหนึ่งอยู่กับกรรมฐานที่เพ่ง
พิจารณา อย่างต่อเนื่อง ฯลฯ ผู้ปฏิบัติถ้าเป็นพุทธภูมิจะต้องทำกรรมฐานเพื่อเป็น
ครูเขา กรรมฐานที่สำคัญที่สุดที่ต้องประจำไว้ในจิต คือ พุทธานุสสติ
 ( พระนามย่อของพระพุทธเจ้า พุธ โธ ” ) กรรมฐานกองต่อมาคือ
ธรรมานุสสติ อันได้แก่ การเอาจิตจดจ่อกับธรรมชาติของกองลม
และกรรมฐานกองต่อมา คือ สังฆานุสสติ ในขั้นนี้ ถ้าหากเป็น
พุทธภูมิบารมีอ่อนต้องพยายามคิดให้ดี เพราะแม้แต่สงฆ์ในสายดีก็เป็นสัตว์นรก
เกือบหมดแล้ว ทางที่ดีควรทำใจของเราให้เป็นสงฆ์จะเหมาะสมกว่าการ
เคารพสงฆ์ทั่วไป หรือหากเชื่อผู้เขียนก็ขอให้เคารพหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีฯ
( ผู้นำกรรมฐานโบราณมาแสดง )
น่าจะเหมาะสมที่สุด ... การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะการบำเพ็ญ
แห่งตนเองในปัจจุบัน
(  ถ้าหากเป็นฆราวาสทำจิตของเราให้เป็นสงฆ์ เราจะได้พรหมวิหาร ๔
ในจิตด้วย ซึ่งพรหมวิหารธรรมนั้นมีกำลังสูงกว่าศีล พร้อมให้ควบด้วยปัญญาบารมี
 ศรัทธาบารมี วิริยบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เพื่อเข้าถึงธรรม ตรงจุดนี้กำลัง
จิตจะสูงกว่าสมมติสงฆ์ทั่วไปที่รักษาศีล ๒๒๗ ทันที )
   เมื่อทำศีล พร้อมอธิษฐานจิตให้ตนเองถือบวช เราก็ได้ศีลบารมี
อธิษฐานบารมี พรหมวิหารธรรม ( หรือธรรมที่มีองค์ประกอบของเมตตาบารมี )
ปัญญาบารมีเราเห็นตามพระพุทธเจ้าแล้ว
เพราะเห็นทุกข์จึงเข้ามาปฏิบัติธรรม ... ความศรัทธาในพระพุทธเจ้าเราบังเกิดแล้ว
จึงต้องการรู้แจ้งในพุทะประเพณีตาม ... ความเพียรเราบังเกิดแล้ว ... สัจจเราบังเกิดแล้ว
... ความอดทนอดกลั้นในการฝึกวางกายไม่เที่ยง อันเป็นขันติบารมีเราบังเกิดแล้ว
... การวางเฉยในกายไม่เที่ยง ( อุเบกขาบารมี  อันเป็นส่วนผลของ
การบำเพ็ญพุทธบารมีตามพระพุทธเจ้าในอดีต ) จะบังเกิดตามทันที ... ทาบารมี
อันเป็นส่วนผลที่เราบำเพ็ญพุทธบารมีมาแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน
จะส่งผลให้ใจเราคิดวางของนอกกายเป็นทาน สละเลือดเนื้อเป็นทาน
และสละชีวิตเป็นทาน เพื่อแลกกับความรู้ในอารมณ์พระโพธิญาณใน
การรื้อขนสัตว์ให้พ้นจากภัยในวัฏสงสารตามรุ่นพี่ที่เป็นพระพุทธเจ้าได้
กระทำสำเร็จมาแล้ว อารมณ์ธรรมแม้บังเกิดเพียงชั่วขณะจิต
แต่ก็จะมีความหนักแน่นและมั่นคงมาก จะทำให้เราลืมโลก ลืมทรัพย์สมบัติ
 ลืมพ่อลืมแม่ ลืมลูกลืมเมีย ลืมกายไม่เที่ยง การเห็นหมู่สัตว์ผู้ยากไร้ต้องมา
ทนทุกข์ทรมานในวัฏสงสารนั้นนับเป็นเรื่องพิเศษสูงสุดของพุทธภูมิทั้งหลาย
เพราะถ้าว่าเราไม่สงสารหมู่สัตว์จนถึงที่สุดแล้ว เราจะไม่กล้าให้ของนอกกาย
เป็นทาน ... เราจะไม่กล้าให้เลือดเนื้อเป็นทาน ... เราจะไม่กล้าให้ชีวิตเป็นทาน



การรับกัมมัฏฐานจาก พระอาจารย์สอนกรรมฐาน

ผู้ปฏิบัติเมื่อได้กัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน พึงมอบตนแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 หรือแก่พระอาจารย์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และไม่เกิดความสะดุ้งกลัวใดๆ
ในขณะบำเพ็ญกัมมัฏฐาน และเพื่อให้ได้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจาก
อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ไม่ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง
 ผู้ปฏิบัติ พึงมอบตัวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอาจารย์ดังที่กล่าวไว้ใน
คัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้บอกกัมมัฏฐาน
พึงถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าหรืออาจารย์ เป็นผู้มีอัธยาศัยถึงพร้อม
เป็นผู้มีอธิมุตติ (ความตั้งใจ) ถึงพร้อมแล้วจึงขอกัมมัฏฐาน”7)

ในการถวายตนนั้น ควรถวายตนด้วยคำว่า
อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
 ข้าพระพุทธเจ้าขอสละอัตภาพนี้แด่พระองค์
อิมาหํ ภนฺเต อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิข้าแต่อาจารย์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าขอสละอัตภาพนี้แก่ท่านเมื่อได้มอบอัตภาพแด่อาจารย์แล้ว
พึงเป็นผู้ที่อาจารย์ห้ามปรามได้ ไม่เป็นผู้ทำตามอำเภอใจ
เป็นผู้ว่าง่ายและเป็นผู้ใกล้ชิดอาจารย์อยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อม
ได้รับความสงเคราะห์ด้วยอามิสและธรรมะจากอาจารย์
ย่อมบรรลุธรรมสมปรารถนาถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา
 เหมือนดังเรื่องต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์
อันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระ
ครั้งนั้นพระภิกษุ 3 รูป เข้ามากราบพระเถระเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ ภิกษุ
รูปหนี่งกราบเรียนว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็
กระผมสามารถ กระโดดลงในเหวลึก 100 ชั่วคนได้รูปที่สองกราบเรียนว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็ กระผมสามารถ
ถูอัตภาพนี้ เริ่มตั้งแต่ ส้นเท้าเข้าที่ลานหิน จนตัวสึกไปไม่เหลือเลยได้
รูปที่สามกราบเรียนว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็ กระผมสามารถ
กลั้นลมหายใจเข้าออก จนสิ้นชีวิตได้

พระเถระเห็นว่า พระภิกษุทั้ง 3 รูปเป็นผู้สามารถสอนได้ จึงบอกกัมมัฏฐานให้
และทั้ง 3 รูปก็ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
นี้คืออานิสงส์แห่งการมอบตนแด่อาจารย์

การมอบตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและแด่อาจารย์ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
กล่าวตามแนว วิสุทธิมรรค ซึ่งท่านมุ่งถึงพระภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานใน
พระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ แต่ฆราวาสผู้มุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐาน
แม้จะถวายตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน
ก็ย่อมมีผลดีเช่นกัน ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปนานแล้ว
การถวายตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือระลึกนึกถึงพระพุทธองค์
 ก็เป็นการสร้างกำลังใจและป้องกันความสะดุ้งกลัวในการปฏิบัติ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มเจริญสมาธิ แม้ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้ถวายตัว
แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ก็ย่อมปฏิบัติได้ผลเช่นกัน
เพราะหลักสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติจริงและ ปฏิบัติได้ถูกต้อง
แต่ผู้ที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธองค์และแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐานของตน
 ย่อมมีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย ดังได้กล่าวมาแล้ว

หลักเบื้องต้นในการเจริญสมาธิภาวนาดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทุกประการมี
ความสำคัญทุกข้อ ขอให้ นักศึกษาศึกษาให้เข้าใจและฝึกฝนปฏิบัติให้
เกิดขึ้นในตัวให้ได้ จึงจะสามารถปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
เหมือนการตอกเสาเข็มที่ต้องตอกให้ครบทุกต้น แต่ละต้นต้องตอกให้แน่นแข็งแรง
จึงจะรองรับอาคาร ที่จะสร้างขึ้นได้.

เรียนวิปัสสนา เพิ่งมีมา ต่อภายหลัง
ไม่เคยฟัง ในบาลี ที่ตถา
ไม่แยกเป็น คันถะ วิปัสสนา
มีแต่ว่า ตั้งหน้า บำเพ็ญธรรม
เพราะทนอยู่ ไม่ได้ ในกองทุกข์
จึงได้ลุก จากเรือนอยู่ สู่เนกขัม
จัดชีวิต เหมาะแท้ แก่กิจกรรม
เพื่อกระทำ ให้แจ้ง แห่งนิพพาน
ในบัดนี้ มีสำนัก วิปัสสนา
เกิดขึ้นมา เป็นพิเศษ เขตสถาน
ดูเอาจริง ยิ่งกว่าครั้ง พุทธกาล
ขอให้ท่าน จริง,ดี มี วิปัสสนาฯ



อ้างอิง
               พระเทพวิสุทธิกวี, การพัฒนาจิต, (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย), 2543 หน้า 61.
               พระเทพวิสุทธิกวี, 2538 บทอบรมกรรมฐาน, กรุงเทพฯ, หน้า 97.
               สขสูตรที่ ๑ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓
               สขสูตรที่ ๒ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓
               อุปัฑฒสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น