จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สาเหตุของความฝันจากพระไตรปิฎก คนเราทำไมจึงฝัน

เหตุแห่งความฝัน



ในคัมภีร์ทางศาสนา  ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราฝันไว้  ๔  ประการ  คือ

              ๏ ธาตุโขภะ  คือ ธาตุในร่างกายกำเริบปั่นป่วน หรือเกิดจากความผิดปกติทางร่างกาย  อันมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของธาตุในร่างกาย ความฝันเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อนอนผิดท่าหรือป่วยเป็นไข้ไม่สบาย จนบางครั้งทำให้นอนละเมอเพ้อพกจับไม่ได้ศัพท์เหมือนคนขาดสติ เรื่องที่ฝันมักเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความน่ากลัวต่างๆ   อย่างฝันว่าตกจากภูเขาหรือตกจากที่สูงลอยไปในอากาศเหมือนเหาะได้  ถูกภูตผีปีศาจ ยักษ์มารวิ่งไล่  ถูกสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หรือโจรผู้ร้ายวิ่งไล่ฆ่าฟัน เป็นต้น ในขณะที่วิ่งหนีมีความรู้สึกว่าวิ่งได้ช้ามาก ช้าจนบางครั้งเราต้องกระโดดสองขาแทนวิ่งเพื่อหนีจากสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวนั้น พอตื่นก็เหนื่อยแทบขาดใจ  เหมือนวิ่งมาด้วยความเร็วหลายสิบกิโลเมตร

              ๏ อนุภูตปุพพะ   คือ  ฝันเนื่องมาจากอารมณ์ที่ได้ประสบมา  ความฝันชนิดนี้น่าจะเกิดจากจิตที่หมกมุ่นครุ่นคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ประสบมาในชีวิตประจำวัน     เช่น   ประสบเหตุการณ์บางอย่างมา   จิตจะเก็บเหตุการณ์นั้นไว้  แล้วกลายเป็นความฝันแม้บางครั้งเรามีความรู้สึกว่าลืมเหตุการณ์นั้นไปนานแล้ว แต่จิตยังคงเก็บเหตุการณ์นั้นไว้ในจิตใต้สำนึก เพียงแต่รอเวลาแสดงออกเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์นั้นมาปรากฏในความฝันจึงทำให้นึกขึ้นได้ทันที อารมณ์นั้นอาจเป็นอารมณ์ที่เราประสบมาช้านานหรือเพิ่งจะผ่านไปในวันนั้นแล้วเก็บเอามาคิดรำพึงจนหลับไปก็ได้

              ๏ เทวตูปสังหรณ์  คือ ความฝันที่เทวดานำมาเป็นสาเหตุที่จะบอกเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์บางอย่างให้ผู้ฝันรับรู้  

ความฝันนั้นอาจเป็นต่างๆ ตามอำนาจการบันดาลของเทวดา  ถ้าเทวดารักใคร่ปรารถนาจะให้การคุ้มครองรักษาและหวังประโยชน์  จะบันดาลให้ฝันดีและเป็นผลในทางที่ดี  การที่จะฝันดีและเป็นผลดีตามอำนาจของเทวดานั้น ผู้ฝันต้องเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วย 

การจะเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ต้องเป็นผู้มีทาน คือการให้ปันสิ่งของตามโอกาส  มีศีล คือความสะอาดกายสะอาดวาจา ความสงบเสงี่ยมอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่หยาบกระด้างก้าวร้าว  อวดดื้อถือดี ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น และมีธรรมอันงาม คือหมั่นฝึกหัดขัดเกลาจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว

คัมภีร์ทางศาสนากล่าวว่า ผู้มีศีลมีธรรมอันงามย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ผู้มีศีลมีธรรมงามอย่าว่าแต่มนุษย์เลยที่รัก  แม้เทพเทวาทั้งหลายก็ชื่นชมต่อการปรากฏตัวของเขา

               ๏ บุพนิมิต  คือ  ลางที่บอกเหตุขึ้นก่อน  เป็นความฝันที่เกิดด้วยอำนาจบุญกุศล  และอำนาจบาปกรรม  หรือเป็นบุพนิมิตแห่งการที่จะต้องเสวยผลแห่งบุญกุศลซึ่งเป็นฝ่ายดี  และเป็นบุพนิมิตแห่งการที่จะต้องเสวยผลแห่งบาปกรรมซึ่งเป็นฝ่ายชั่ว   

ความฝันที่เรียกว่าบุพนิมิตเป็นผลสืบเนื่องมาจากอำนาจบุญ    และบาปที่คนๆ    นั้นได้สั่งสมอบรมและกระทำไว้มาบันดาลให้ปรากฏเป็นลางบอกเหตุ พูดง่ายๆ ถึงเวลาที่บุญหรือกรรมจะให้ผลก็จะนิมิตให้รู้ล่วงหน้า ทั้งสองอย่างล้วนเป็นนิมิตที่ปรากฏให้ทราบล่วงหน้า

ท่านกล่าวว่า ความฝันชนิดธาตุโขภะและอนุภูตปุพพะ ไม่ควรเชื่อถือ ท่านปฏิเสธว่าไม่เป็นจริง เพราะสติไม่อยู่ในสภาพปกติ  ความฝันชนิดเทวตูปสังหรณ์เป็นจริงบ้างไม่จริงบ้าง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทวดาผู้มาเข้าฝันเป็นตัวแปร

               ส่วนบุพนิมิตนั้น ท่านยืนยันอย่างแน่นอนลงไปเลยว่าเป็นความจริงตามที่ฝันทุกประการไม่คลาดเคลื่อน  และท่านให้ข้อสังเกตว่า ความฝันที่จัดว่าเป็นบุพนิมิตนั้นต้องปรากฏเฉพาะในเวลาค่อนรุ่งเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเวลาหัวค่ำ เวลาเที่ยงคืนและเวลาปัจฉิมยามนั้น  เป็นเวลาที่ร่างกายกำลังเผาผลาญอาหาร ธาตุในร่างกายคนเราไม่ปกติเพราะต้องทำงาน จึงมีผลทำให้ความฝันคลาดเคลื่อนไม่แน่นอน ความฝันนั้นอาจจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้  พูดง่ายๆ  ก็คือตั้งแต่หัวค่ำจนถึงหลังเที่ยงคืนธาตุในร่างกายยังทำงานอยู่  แต่เวลาค่อนรุ่งเป็นเวลาที่ร่างกายเผาผลาญอาหารเสร็จแล้วร่างกายอยู่ในสภาพปกติ ความฝันที่ปรากฏในช่วงนี้จึงเป็นจริงอย่างแน่นอน เพราะเป็นความฝันที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของร่างกาย   แต่เป็นความฝันที่ปรากฏเพราะอำนาจบุญกุศล และอำนาจบาปกรรมของผู้นั้น ถ้าด้วยอำนาจบุญกุศลก็จะฝันดีและมีผลดี  ถ้าด้วยอำนาจบาปกรรมก็จะฝันร้ายและมีผลร้ายด้วย   ความฝันชนิดบุพพนิมิตจะไม่มี  "ฝันร้ายกลายเป็นดี" หรือ "ฝันดีกลายเป็นร้าย"  ถ้าฝันร้ายก็จะมีผลร้าย ฝันดีก็จะมีผลดี  ท่านจึงให้ข้อสังเกตไว้ว่า  ถ้าฝันในเวลาค่อนรุ่งให้พึงสันนิษฐานว่าเป็น "บุพนิมิต"  แห่งอำนาจบุญ หรือบาปที่ปรากฏแก่เราล่วงหน้า

             นอกจากนั้น ท่านยังได้แสดงอาการที่จิตของคนเราจะเข้าสู่ภาวะความฝันไว้ว่า   ถ้านอนหลับสนิทจะไม่ฝัน  ตื่นอยู่ก็ไม่ฝัน  แต่เวลาที่ฝันเป็นเวลาที่จิตกำลังอยู่ในช่วงหลับเหมือนการหลับของลิง   คือหลับๆ ตื่นๆ  หรือครึ่งหลับครึ่งตื่นนั่นเอง



ที่มาจากหนังสือ ลูกผู้ชายต้องบวช ผู้แต่ง ญาณวชิระ

แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

 
แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องคู่คุณธรรม ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ คือ เป็นผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี

แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระภิกษุสงฆ์นักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก  ท่านได้แสดงแนวความคิดปรัชญาการศึกษาไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่สำคัญคือ ทางสายกลางของการศึกษาไทย  ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓  ตอน ๆ ที่ ๑ ว่าด้วยการศึกษา เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องความคิด แหล่งสำคัญของการศึกษาและตอนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ต้องแก้ไขยิ่งกว่าขยายโอกาสทางการศึกษา  และยังได้แบ่งเนื้อหาย่อยออกเป็น  ๔  บท ๆ ที่ถือว่าสำคัญคือบทที่  ๓  ซึ่งว่าด้วยสารัตถะของการศึกษา  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทั้งระบบออกเป็น ๓  องค์ประกอบ กล่าวคือ

องค์ประกอบที่ ๑ ภารกิจของการศึกษา  โดยแบ่งหน้าที่ของนักการศึกษาทั้งระดับผู้บริหารและผู้สอนออกเป็น ๒  ประการคือ หน้าที่ประการแรกคือเรียกว่า สิปปทายก คือผู้ให้วิชาการความรู้  ด้วยการทำ หน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาให้อย่างสิ้นเชิง  หน้าที่ประการที่สองเรียกว่ากัลยาณมิตร คือทำหน้าที่ชี้แนะให้ดำเนินชีวิตถูกต้องดีงาม เพื่อเป็นปูชนียบุคคลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่มารับจ้างสอนเท่านั้น

องค์ประกอบที่ ๒ คือกระบวนการศึกษา  ท่านได้กล่าวเปรียบเทียบการศึกษาทางโลกกับการศึกษาทางธรรมไว้อย่างน่าฟังว่า  การศึกษาในระดับอุดมศึกษาทางโลกแบ่งออกเป็น  ๓ ขั้นคือ ๑) ปริญญาตรี ในระดับนี้ศึกษาอย่างกว้างๆ ไม่เจาะจงอะไร และเป็นการศึกษาพื้นฐานของทุกวิชา ๒) ปริญญาโท เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของวิชา และไม่ได้ศึกษาหลายวิชาเหมือนระดับปริญญาตรี และ ๓) ปริญญาเอก เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปเฉพาะเรื่อง เป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่องในสาขาวิชานั้นๆ

ในทำนองเดียวกันพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทางธรรมหรือทางพระพุทธศาสนาออกเป็น ๓ คือ ๑) ขั้นญาตปริญญา คือขั้นรู้จักวิชานั้นๆ  ๒) ขั้น ตีรณปริญญา คือ รู้ตรองเห็นหรือรู้จำได้ และขั้นที่ ๓ คือขั้นปหานปริญญา คือรู้แจ้งหรือรู้ขั้นปฏิบัติการแก้ปัญหาได้สำเร็จ ท่านได้ทำการประสานแนวการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมเข้าด้วยกันอย่างประสานสอดคล้อง โดยจัดปริญญา ๓  ขั้นของทางโลกวิสัยเป็นกลุ่มวิชาการหรือวิทยาการ และจัดปริญญาทางธรรมหรือพระพุทธศาสนาเป็นกลุ่มแห่งความประพฤติหรือจริยธรรม ท่านได้อธิบายสรุปว่า ระบบปริญญาการศึกษาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมนั้นต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ผู้วิจัยเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เพราะว่า วิชาการทางโลกล้วนๆ นั้นเปรียบเสมือนอาวุธที่คมกริบ ถ้าไม่มีฝักคือวิชาทางธรรมมาเป็นเครื่องป้องกันไว้ มีดที่ไร้ฝักก็รังแต่จะบาดหรือทิ่มแทงเจ้าของที่พกพาศาสตรานั้นไป  คนที่มีความรู้แต่อย่างเดียวแต่ไร้คุณธรรมก็รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับสังคม  เป็นการทำร้ายตนเองและทำร้ายผู้อื่นด้วย

องค์ประกอบที่ ๓  คือวัตถุประสงค์ของการศึกษา  ดังที่กล่าวแล้วว่าความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องคู่คุณธรรม  ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ คือ เป็นผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี  ท่านได้อธิบายว่า คนที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วจะต้องประกอบพร้อมไปด้วยกายที่พัฒนาแล้ว  ศีลที่พัฒนาหรืออบรมดีแล้ว จิตที่อบรบดีแล้ว และปัญญาที่อบรมดีแล้ว[2] 

โดยสรุป พระพรหมคุณาภรณ์เน้นการบูรณาการจริยธรรมเข้ากับวิชาการ  ซึ่งถือเป็นแนวปรัชญาการศึกษาที่ว่าด้วยการพัฒนา และการพัฒนาในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์จะต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาตามทัศนะของท่านหมายถึง      

          การพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปตลอด จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายคือ  อิสรภาพและสันติสุข  การศึกษาจึงมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิตให้จุดหมายอันสูงสุดในส่วนที่จะพึงได้  เมื่อการศึกษาคือการพัฒนาชีวิตเช่นนี้ การศึกษาจึงต้องมีบทบาทและหน้าที่อันสำคัญหน้าที่ของการศึกษานี้เองที่เป็นตัวหล่อหลอมชีวิตของมนุษย์ให้ประสบอิสรภาพและสันติสุขได้”[3]

มนุษย์ที่สมบูรณ์คืออะไร  พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวว่า  มนุษย์หรือชีวิตที่สมบูรณ์นั้น  คือการมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา  อยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  อยู่อย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ”[4] 

     
ความมุ่งหมายของการศึกษา ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์อีกแง่หนึ่งคือ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวตั้ง และจุดหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตตามแนวตั้งนี้จัดเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองโดยตรง ได้แก่ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวราบ[5] และท่านยังได้อธิบายถึงแนวคิดทางการศึกษาในประเด็นอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้ คือ ด้านกระบวนการศึกษานั้น การศึกษาส่วนแรกคือการถ่ายทอดความรู้จากผู้อื่นที่เรียกว่าปรโตโฆสะ  ในที่นี้ก็คือครูเป็นผู้ให้ความรู้โดยตรงและดำรงฐานะเป็นกัลยาณมิตร ผู้คอยแนะนำให้ผู้ได้รับการศึกษารู้จักวิถีทางแห่งการดำเนินที่ถูกต้องดีงาม กัลยาณมิตรหรือสิปปทายกนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นครูเท่านั้น แต่หากเป็นการศึกษาที่ได้รับจากสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย  เช่น  บิดามารดา หนังสือ  ตลอดถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ การถ่ายทอดโดยวิธีนี้แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อผู้ได้รับการศึกษาก็ตาม  แต่ก็ยังไม่สามารถให้ผู้ได้รับการศึกษาบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตได้  ก็เนื่องมาจากว่าการศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาชีวิตของตนเอง เพื่อให้รู้จักตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการพัฒนาภายในหรือการศึกษาที่ก่อให้เกิดความรู้ภายในเรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือ  การศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจอันแยบคาย  มีการคิดถูกวิธี  ความรู้จักคิดหรือคิดเป็น”[6] การคิดแบบนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลซึ่งทำให้จุดหมายของการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ได้  ซึ่งมีอยู่ ๑๐ วิธีด้วยกันคือมีวิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัยเป็นต้น[7] การคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงสรุปลงได้เป็น  ๒ คือ

๑. โยนิโสมนสิการประเภทพัฒนาปัญญาโดยตรง    มุ่งให้เกิดความเข้าใจตามเป็นจริงตรงกับสภาวะแท้ ๆ เป็นโยนิโสมนสิการ ระดับสังคม

๒. โยนิโสมนสิการประเภทสร้างเสริมคุณภาพจิต   มุ่งปลุกเร้าให้เกิดคุณธรรมหรือกุศลธรรมต่างๆ  เน้นการสกัดหรือข่มตัณหา เป็นเครื่องนำไปสู่โลกิยสัมมาทิฎฐิโยนิโสมนสิการระดับจริยธรรม พระพุทธศาสนาถือว่าการศึกษานั้นคือชีวิตและต้องเป็นชีวิตที่ดำเนินอย่างถูกต้องมีการเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาจึงจะเป็นการศึกษา[8]

ในด้านองค์ประกอบของการจัดการศึกษา พระพรหมคุณาภรณ์เสนอว่า  โรงเรียนและสังคมชุมชนนั้น  ไม่ควรแยกออกไปจากกัน  ซึ่งตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างโรงเรียนกับสังคมชุมชนตลอดถึงครอบครัวนั้นคือ  จริยศึกษา ท่านกล่าวว่าการบูรณาการ (intregation) สถาบันการศึกษาเข้าในระบบจริยศึกษาของชุมชนหรือบูรณาการจริยศึกษาของโรงเรียนให้เข้ากับระบบจริยศึกษาของชุมชน โดยที่โรงเรียน วัด และบ้านมีส่วนร่วมอยู่ในระบบจริยศึกษา อย่างกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน[9] ดังจะเห็นได้จากท้องถิ่นในชนบทจะมีหมู่บ้าน บวร”  มากมาย (บวร ย่อมาจาก บ. คือบ้าน, ว. คือวัด, และ ร. คือโรงเรียน) สิ่งนี้ย่อมเป็นหลักประกันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับ สังคมชุมชนนั้นๆ ในโรงเรียนบุคคลที่มีความสำคัญก็คือครูและนักเรียน ในโรงเรียน  ครูนับว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด  ครูในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์  ก็คือ  บุคคลที่สามารถถ่ายทอดความรู้และช่วยชี้แนะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของนักเรียน ครูมีหน้าที่ ๒  ประการคือ สิปปทายก  คือผู้ให้หรือถ่ายทอดศิลปวิทยาและกัยาณมิตรคือ  ผู้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนแท้   ช่วยชี้นำศิษย์มีปัญญาและคุณธรรม”[10] หน้าที่ครูในการถ่ายทอดคุณธรรมนี้จัดเป็นปัจจัยภายนอกของครูในแง่ของกัลยาณมิตรคือผู้แนะนำอบรมให้นักเรียนดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง คุณธรรม หรือ  คุณสมบัติเบื้องต้นของครูที่ก่อให้เกิดศรัทธาแก่นักเรียนมีอยู่  ๗  ประการที่เรียกว่าคุรุธรรม

ส่วนที่เกี่ยวกับหลักสูตร พระพรหมคุณาภรณ์ยอมรับความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนซึ่งเน้นพุทธิศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพอันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้โดยเฉพาะหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้เป็นที่ทราบกันดีว่า การศึกษาคือการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญงอกงามทั้งในด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา การศึกษาจึงไม่ได้แยกออกไปจากวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลย การจัดหลักสูตรก็ควรที่จะเน้นให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งการดำเนินชีวิต ไม่ใช่จะมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  การจัดหลักสูตรควรที่จะให้เป็นไปในลักษณะบูรณาการกับสาขาวิชาการอื่น ๆ  ให้เป็นไปในลักษณะจริยศึกษาที่สากลกับทุกสาขาวิชาที่ถ่ายทอด  พระพรหมคุณาภรณ์จึงเสนอให้มีการผสมผสานความรู้ต่าง ๆ  ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งภายนอกและภายใน และได้เสนอให้นำพุทธธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาการนำพุทธธรรมที่เป็นแกนกลางของพระพุทธศาสนา มาบรรจุลงในหลักสูตรนั้นท่านกล่าวว่ามีมากมายเริ่มตั้งแต่  หลักขันธ์  ๕  หลักปฏิจจสมุปบาท  หลักไตรลักษณ์  มรรคมีองค์  ๘  และอริยสัจ  ๔ หลักธรรมที่ท่านเสนอนั้นล้วนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อจะย่อลงก็สามารถจัดลงในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมที่ครอบคลุมกว่าข้ออื่น ๆ อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมสำคัญที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา”[11]

 ในส่วนของการเรียนการสอนนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคล  ๒  กลุ่มคือ  กลุ่มผู้ให้การศึกษาได้แก่ครู  และกลุ่มผู้รับการศึกษา  ได้แก่นักเรียน  การเรียนการสอนก็แบ่งออกเป็น  ๒  เช่นเดียวกันประการแรกคือ  การสอนแบบสะสมข้อมูลโดยครูถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทางด้านวิชาการและทักษะต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดความชำนาญการสอนแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้นักเรียนได้คิด แต่หากช่วยให้เกิดสัญญาคือความจำมากกว่าและ  ประการที่สองการสอนโดยไม่มีการสะสมข้อมูลโดยศึกษาจากภายในของผู้เรียนเอง  ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำ  ชี้แนะแนวทางเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติจริงโดยการนำไปคิดพิจารณาด้วยตนเองเป็นหน้าที่โดยตรงของนักเรียน[12]

องค์ประกอบของการศึกษานั้นแบ่งออกเป็น ๔ อย่าง โรงเรียนเป็นองค์ประกอบอันดับแรกเพื่อเป้าหมายคือให้การศึกษาแก่นักเรียน  ซึ่งการเรียนการสอนนั้นมิได้แยกออกไปจากวิถีชีวิต  โรงเรียนจึงมีหน้าที่ ๒ ประการคือ  การถ่ายทอดความรู้และสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดการพัฒนาภายในแก่นักเรียน          โรงเรียนจึงเป็นสถาบันที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ  เช่น  บ้าน  วัดเพื่อจัดการศึกษาให้เกิดสารัตถะมากขึ้น  ครูและนักเรียนต่างก็มีบทบาทด้วยกันทั้ง  ๒ ฝ่าย  คือครูมีหน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาและทำตนให้เป็นกัลยาณมิตรที่ดี  คอยแนะนำชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่นักเรียน  ในขณะที่นักเรียนก็มีหน้าที่รับเอาความรู้และสร้างคุณธรรมปัญญาให้เกิดแก่ตนเอง  ครูและนักเรียนจึงสัมพันธ์กันอยู่เสมอ

ส่วนด้านหลักสูตรนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอให้ใช้พระพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาของชีวิตภายใน แต่ประสานสอดคล้องกับวิชาการทางโลกที่ทันสมัยในยุคเทคโนโลยีอันเป็นวิชาการที่ส่งเสริมให้ความสะดวกสบายภายนอกต่อบุคคล ในด้านการเรียนการสอนนั้นทั้งครูและนักเรียนต่างก็ทำหน้าที่ของตนโดยความระมัดระวัง ครูก็ไม่ควรสอนแบบยัดเยียดถือตัวเองเป็นใหญ่ แต่หากคอยดูแลแนะนำนักเรียนในทางที่ถูกที่ควร  ในขณะที่นักเรียนก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมคุณธรรมปัญญาด้วยตนเอง  นอกจากนั้น  การเรียนการสอนตามหลักอริยสัจ ๔ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีในสังคมปัจจุบันทำให้เกิดความชัดเจนว่าองค์ประกอบของการศึกษานั้น ได้ถูกจัดขึ้นมาดูจะสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดหมายของการศึกษาตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์

ด้านสัมฤทธิ์ผลในการพัฒนาการศึกษา  การศึกษาเป็นการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  การพัฒนาดังกล่าวจึงแบ่งออกเป็น ๔ ด้านที่เรียกว่าภาวิตัตตะ คือมีตนที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้ว พระธรรมปิฏกให้ทัศนะว่า ในวงการศึกษาและจิตวิทยาตะวันตกนิยมแบ่งพัฒนาการทางการศึกษาของบุคคลไว้  ๔  ด้าน คือ

๑) พัฒนาการด้านร่างกาย

๒) พัฒนาการด้านสังคม

๓) พัฒนาการด้านอารมณ์   และ

๔) พัฒนาการด้านปัญญา

หรือแบ่งออกเป็น ๓  แดน  คือ

๑) พุทธิพิสัย คือ  แดนความรู้และความคิด (cognitive domain),

๒) เจตพิสัย หรือแดนความรู้สึก  อารมณ์ และทัศนคติ (affective domain), และ

๓) ทักษพิสัย  หรือ แดนประสานงานจิตขับเคลื่อนกาย (psychomotor domain)

พระพรหมคุณาภรณ์ยืนยันว่า การแบ่งแดนอย่างนี้มีความใกล้เคียงกับการจำแนกที่มีอยู่ก่อนแล้วในพระพุทธศาสนา  ถ้าดูเพียงแต่ตัวอักษรก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยกับการที่พระพุทธศาสนาจำแนกภาวนาคือการพัฒนาเป็น ๔ ด้าน คือ กายภาวนา ได้แก่การพัฒนาทางกาย  ศีลภาวนา ได้แก่การพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงออกต่อสภาพแวดล้อม  จิตตภาวนา คือการพัฒนาจิตใจ  และปัญญาภาวนาคือการพัฒนาปัญญา  และจำแนกการศึกษาออกเป็น  ๓  คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา  และอธิปัญญาสิกขา  หรือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ในส่วนที่ต่างกันก็มี  พระพรหมคุณาภรณ์ให้ทัศนะว่าจะว่าไม่ต่างกันเลยนั้นคงไม่ใช่  ความจริงแล้วต่างกันในแง่ของขอบเขตและจุดเน้น[13]

โดยสรุปกล่าวได้ว่าพระพรหมคุณาภรณ์มองว่า การศึกษาที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ประสบความล้มเหลวมากกว่า  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ  เป็นต้นว่า  การศึกษาเน้นการเรียนรู้ทางด้านทฤษฎีหรือวิชาการและพัฒนาความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านเท่านั้น (Specialization) การศึกษาในยุคแห่งการแข่งขันจึงเป็นเพียงการสะสมข้อมูลและทักษะความชำนาญอันจะสามารถไปประกอบอาชีพ ทั้งนี้ได้ทิ้งการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านอื่น ๆ ของผู้ที่รับการศึกษาไป  การศึกษาในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมบางอย่างลงไปในสมองของผู้ศึกษาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย  เช่น  ให้การยกย่องผู้ที่เรียนเก่ง  เน้นการศึกษาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตลอดถึงการประสบความสมหวังในอาชีพการงาน  เพื่อความร่ำรวย  มีชื่อเสียงตลอดถึงการมีบารมีอำนาจเหนือคนอื่น  เป็นการสร้างความอยากเพื่อสนองตอบความโลภและความโกรธ  ชอบชิงดีชิงเด่น  เบียดเบียน  ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

นอกจากนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ยังได้วิจารณ์ต่อไปอีกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ทัศนคติเช่นนี้คือการศึกษาที่มีตัวอวิชชาครอบงำอยู่  คือไม่เข้าใจการศึกษาที่แท้จริง  ขาดเป้าหมาย  เป็นการศึกษาเพียงฉาบฉวยอันเกิดมาจากมิจฉาทิฎฐิเป็นจุดเริ่มต้น  เป็นการศึกษาที่ไม่ได้มองภายในแต่หากเป็นการมองภายนอกเป็นหลัก  เมื่อมีปัญหาเกิดแก่ชีวิต การศึกษาเพื่อสนองความโลภและความโกรธนั้นไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาของตนเองตลอดถึงสังคมไทยได้เลย  ดังที่ปรากฏอยู่เสมอในสังคม เช่น  มีการแบ่งแยก  การขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างกลุ่มชน  เชื้อชาติและการขัดแย้งทางเศรษฐกิจการค้าต่างๆ จะเห็นว่าปัญหาอันเกิดมานี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากระดับบุคคลแทบทั้งสิ้น และการนำมาตรการต่างๆ มาแก้ปัญหานั้นๆ อาจจะแก้ได้ชั่วครั้งชั่วคราวแต่การเปลี่ยนแปลงที่ถาวรนั้นจะเกิดขึ้นก็โดยการพัฒนาที่ตัวบุคคลของแต่ละบุคคลก่อน สิ่งที่จะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงได้นั้น  ท่านได้เสนอให้มองที่จุดเริ่มต้นคือ  การศึกษาเป็นหลัก  อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตนเองและสังคม

ท่านเห็นว่าความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเน้นพุทธิศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพ อันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตามแนวการศึกษาแบบตะวันตก  ซึ่งกล่าวกันว่าเน้นความมีเหตุมีผลคือวิทยาศาสตร์ที่มีความเจริญก้าวหน้า แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ที่เน้นพวกวัตถุมากเกินนี้นับวันจะประสบความล้มเหลว  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้   

พระพรหมคุณาภรณ์ต้องการเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นตัวบูรณาการกับศาสตร์สาขาอื่นๆ ไม่ต้องการที่จะใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาตอบปัญหาทางสังคมทุกอย่างอย่าง  แต่ท่านเสนอหลักวิชาการในมุมมองของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นทางเลือกอันหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาที่ศาสตร์นั้นๆ ถึงทางตันและยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีทั้งผลดีและเสีย ผลดีท่านพระพรหมคุณาภรณ์ไม่ได้ปฏิเสธแต่ท่านมองเห็นผลเสียในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็น ยกตัวอย่างเรื่องผลิตภัณฑ์ M.G.O. คือการดัดแปลงพันธุ์พืชทางวิทยาศาสตร์เพราะความเชี่ยวชาญมากในสายนี้ ทำให้เกิดผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดห้ามรับประทานอาหารที่ผลิตด้วยวิธีการนี้ คำว่าบูรณาการคือนำเอาหลักจริยธรรมเข้าไปกำกับ ให้คำนึงถึงผลที่จะตามมารอบด้านก่อนทำอะไรลงไป และการจะทำอย่างนี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ต้องเปิดใจรับรู้ศาสตร์แขนงอื่นๆ ด้วย คล้ายๆ กับปัญหาการขุดเจาะท่อประปาต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ และพยายามร่วมมือกับสำนักงานไฟฟ้าด้วยและต้องประสานงานกับผู้รับผิดชอบเรื่องการทาง การทำงานต้องประสานกันต้องคำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดมีแก่สังคมส่วนอื่นด้วย ขณะนี้ทั่วโลกหันมาหาศาสนาเพื่อต้องการนำเอามุมมองทางศาสนาไปแก้ปัญหาวิกฤตทางวิชาการต่างๆ ซึ่งแน่นอนศาสนาเป็นมุมมองทางด้านจิตวิญญาณก็เพื่อต้องการให้เกิดดุลยภาพ ยุคปัจจุบันเป็นยุคการเสนอแนวความคิดแบบองค์รวมทางความรู้หรือยุคพหุนิยมทางความคิด ความร่วมมือกันเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติภาพ การเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในวงวิชาการสมัยใหม่ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งพระพรหมคุณาภรณ์เสนอหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเน้นการพัฒนาคน  ที่ผ่านมาเราเน้นการพัฒนาวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ผิดๆ กล่าวคือเน้นการพิชิตธรรมชาติ[14]  จะเห็นว่าสอดคล้องกับอารยะประเทศอื่นๆ เช่นประเทศมาเลเซีย ตามแผนพัฒนาประเทศระยะ ๑๐  ปี [15]

แนวคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาสภิกขุ


แนวคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาสภิกขุ

         การศึกษาที่เอาแบบตะวันตกและมุ่งพัฒนาวัตถุนั้น เป็นการศึกษาที่เน้นความรู้เพื่อความรู้ ซึ่งมักให้ผลเป็นสภาพความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีเป็นปรัชญา เป็นหลักการใช้เหตุผล แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และทำให้ผู้เรียนพ้นทุกข์ได้ แม้แต่การเรียนพุทธศาสนาในปัจจุบันก็เป็นการเรียนแบบปรัชญา ไม่ใช่เรียนแบบศาสนา เป็นการฝึกการคิดเหตุผล และการพลิกแพลงทางภูมิปัญญาแต่ไม่ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

แนวคิดทางการศึกษาของพุทธทาสภิกขุ 
            พุทธทาสภิกขุ เป็นพระภิกษุที่เพียบพร้อมไปด้วยศีลาจารวัตรและภูมิปัญญาอันสูงยิ่งในสังคม ไทย  ท่านเป็นรูปหนึ่งที่รอบรู้ทางการศึกษาและมองเห็นข้อบกพร่องของการศึกษาของ ไทย และได้เรียกการศึกษาในโลกปัจจุบันว่า การศึกษาหมาหางด้วนพร้อมทั้งเรียกร้องให้ปัญญาชนและผู้เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาทุกท่านมาช่วย กันต่อหางสุนัข  ท่านพุทธทาสมองว่าการศึกษาตามแบบปัจจุบันละเลยบทเรียนทางศีลธรรม การศึกษาที่ปราศจากการปลูกฝังจริยธรรม จึงเปรียบเหมือนสุนัขหางด้วนที่พยายามหลอกผู้อื่นว่า สุนัขหางด้วนเป็นสุนัขที่สวยงามกว่าสุนัขมีหาง ท่านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าสุนัขที่มีหางเป็นสุนัขที่สวยงาม การศึกษาจึงต้องเน้นบทเรียนทางศีลธรรม การศึกษาที่ไม่มีบทเรียนทางศีลธรรม ไม่เน้นภาคจริยศึกษา ย่อมไร้ประโยชน์ และอาจจะเป็นอันตรายต่อสังคมอีกด้วย
ท่านพุทธทาสวิเคราะห์ว่า การศึกษาที่เอาแบบตะวันตกและมุ่งพัฒนาวัตถุนั้น เป็นการศึกษาที่เน้นความรู้เพื่อความรู้ ซึ่งมักให้ผลเป็นสภาพความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีเป็นปรัชญา เป็นหลักการใช้เหตุผล แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และทำให้ผู้เรียนพ้นทุกข์ได้ แม้แต่การเรียนพุทธศาสนาในปัจจุบันก็เป็นการเรียนแบบปรัชญา ไม่ใช่เรียนแบบศาสนา เป็นการฝึกการคิดเหตุผล และการพลิกแพลงทางภูมิปัญญาแต่ไม่ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง
แม้แต่การศึกษาของบรรพชิต ท่านพุทธทาสก็เห็นว่าเป็นการศึกษาที่สูญเปล่า เช่น การศึกษาของสามเณร ก็มิได้มุ่งพัฒนาจิตตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สามเณรเองก็ต้องการศึกษาเช่นเดียวกับนักเรียนฆราวาส ให้มีความรู้แบบฆราวาส ระบบสามเณรจึงสูญเปล่าเช่นเดียวกับการศึกษาของคนโดยทั่วไปซึ่งสรุปได้ว่าตามทัศนะของท่านพุทธทาส ระบบการศึกษาของไทยมุ่งส่งเสริมกิเลสตัณหาของมนุษย์  หากจะเป็นประโยชน์บ้างก็เพียงทำให้ประกอบอาชีพและมีรายได้ ซึ่งก็ได้มาเพื่อจับจ่ายสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์เท่านั้น มิได้เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าทางสติปัญญาและเพื่อความเจริญของจิตใจ ดังที่ท่านได้กล่าวปรารภว่า
          “ดูการศึกษาชั้นอนุบาล ดูการศึกษาชั้นประถม ดูการศึกษาชั้นมัธยม ดูการศึกษาชั้นวิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือถ้ามันจะมีอีก เป็นบรมมหาวิทยาลัยอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นเรื่องให้ลุ่มหลง ในเรื่องกิน กาม เกียรติ ทั้งนั้น อย่างดีก็ให้สามารถในอาชีพ ก็ได้อาชีพแล้ว ได้เงินแล้ว ให้ทำอะไร? ให้ไปบูชาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
หลังจากที่ท่านได้วิจารณ์ระบบการศึกษาของโลกปัจจุบันแล้ว ท่านได้เสนอแนวทางการศึกษาที่ถูกต้อง อุดมการณ์ทางการศึกษาดังกล่าวอาจจะประมวลมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้
        ๑. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องมีการพัฒนาจิตวิญญาณให้มีพลังสามารถควบคุมพลังทาง วัตถุ  ทางร่างกายได้ กล่าวคือ ชีวิตมนุษย์ต้องมีความสมดุลทั้งทางด้านความสามารถทางวัตถุ ทางวิชาชีพ และความมีปัญญาและคุณธรรม เปรียบเสมือนชีวิตที่เจริญก้าวหน้าและมีความสุขจะต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว คือ ตัวรู้ และตัวแรง โดยมีตัวรู้นำตัวแรงไปในทางที่ถูกต้อง
       ๒. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำลายสัญชาติญาณอย่างสัตว์ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์ ให้ได้  ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณอย่างสัตว์ เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สติปัญญาของมนุษย์ก็เป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัว ดังนั้น ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ร้ายกาจมาก  “เพราะฉะนั้น การศึกษาของเราก็ควรมุ่งที่จะประหัตประหารสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นให้สิ้นไป ให้มีการประพฤติกระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูงเกิดขึ้นแทน
      ๓. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องให้มนุษย์ได้สิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ควรได้ รับ นั่นก็คือ การสามารถควบคุมกิเลสตัณหาและพลังทางวัตถุได้ ท่านเห็นว่าตามอุดมคติของพุทธศาสนานิยมอุดมคติ คือ นิยมสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ โดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งนั้นมันจะกินได้หรือซื้ออะไรกินได้ หรือจะเป็นลาภสักการะหรือไม่ แม้เป็นนามธรรมแต่ก็ส่งผลทางจิตใจจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย คือนำร่างกายให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของอุดมคติ
      ๔. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำให้ผู้ศึกษามีจิตใจรักความเป็นธรรม   มีความสำนึกที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องและเพื่อธรรมะการศึกษานั้นเพื่อธรรม เพื่อบรมธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย ให้ธรรมะครองโลก ฉะนั้น การศึกษานี้ไม่ใช่เพื่อความรอด หรือความเอาตัวรอดเป็นยอดดี”[
     ๕. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำลายความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งจะเป็นไปได้โดยวางแนวจริยศึกษา ให้สามารถน้อมนำผู้ศึกษาให้ควบคุมตนเองให้ได้จริยศึกษาต้องรีบทำลายความเห็นแก่ตัว อันนี้มันเป็นเมฆหมอกที่เข้ามากลบเกลื่อนหรือปิดบังตัวจริยศึกษา
     ๖. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องส่งเสริมให้ผู้ศึกษา มีปัญญาหยั่งรู้สามารถเข้าใจโลกและตนเองอย่างถูกต้อง จนสามารถพ้นทุกข์ได้ ท่านอธิบายว่า ปัญญาที่เป็นคุณสมบัติของจิตเดิมแท้ เรียกว่าโพธิ (ธาตุรู้ปัญญานี้ทำให้เกิดศีลธรรมของจิต ทำให้จิตมีระเบียบและอยู่ในสภาวะปกติ เพื่อให้บุคคลมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข การศึกษาตามแนวนี้จึงต้องเน้นพุทธิศึกษาในแง่ที่ส่งเสริมปัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ ทำให้ผู้ศึกษามีความรู้เรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต
     ๗. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำให้ผู้ศึกษามีความสำนึกในหน้าที่ ถ้าทวงสิทธิ์ก็ทวงเพื่อจะทำหน้าที่ ไม่ใช่ทวงเพื่อต้องการเรียกร้องจะเอานั้นเอานี่ และหน้าที่ก็จะต้องเป็นความถูกต้อง บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว  และการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องอาศัยครูในอุดมคติ ผู้ที่อุทิศตนเพื่อให้การศึกษาและสร้างเสริมคุณธรรมแก่ผู้เรียน ในหัวใจของครูอุดมคตินั้น จะต้องมีปัญญากับเมตตาเต็มแน่นอยู่ในหัวใจ ปัญญาคือวิชาความรู้ ความสามารถในหน้าที่ที่จะส่องสว่างให้กับศิษย์ นี้เรียกว่าปัญญาอย่างหนึ่ง เมตตาคือความรัก ความเอ็นดู กรุณาต่อศิษย์ของตนเหมือนว่าเป็นลูกของตน”[
เมื่อตั้งอุดมการณ์ทางการศึกษาให้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ลำดับต่อไปก็ต้องดำเนินการสอนหรือระบบการศึกษาที่ถูกต้อง ตามทัศนะของท่านพุทธทาส เช่น
๑. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้อง จะต้องจัดให้มีพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา ในความหมายที่แท้จริง พุทธิศึกษาจะต้องสอนความรู้เรื่องของชีวิตว่าเกิดมาทำไมโดยตรง จริยศึกษาจะต้องเน้นที่ความมีระเบียบวินัยของนักเรียน ของความเป็นมนุษย์ บทบาทหน้าที่ของชายหญิง ให้ผู้ศึกษาเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม เช่น มีความมัธยัสถ์ มีหิริโอตตัปปะ เป็นต้น พลศึกษาต้องพัฒนากำลังทางจิตเพื่อให้บังคับกำลังกายให้เดินไปถูกทาง กำลังทางจิตในพระพุทธศาสนาคือสมาธิ สมาธิในพระพุทธศาสนาจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ
๑) จิตสะอาด (pure หรือ clean) ได้แก่จิตที่ไม่เจือด้วยกิเลสและเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง 
๒) จิตมั่นคงที่สุดหรือตั้งมั่นดี (Steady หรือ firm)
๓) จิตที่ว่องไวในหน้าที่ของมันอย่างที่สุด (Activeness) ส่วนหัตถศึกษาตามลักษณะที่ถูกต้อง จะต้องอาศัยพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา ตามแนวดังกล่าวมาเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญทางฝีมือและความสามารถในอาชีพอย่างแท้จริง
๒. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องศึกษาให้เห็นความทุกข์ เหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ ไม่ใช่ศึกษาแต่ภาคทฤษฎี แต่ต้องให้ผู้ศึกษาลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงตามประสบการณ์  จะต้องเน้นการฝึกฝน การปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี ต้องเรียนชีวิต เรียนธรรมชาติ เรียนให้รู้จักตนเองเพื่อข่มกิเลสและสัญชาตญาณอย่างสัตว์ให้ได้ และพัฒนาคุณธรรมประจำใจให้งอกงามยิ่งขึ้น
๓. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องให้ผู้ศึกษารู้จักศาสตร์ของพุทธบริษัทให้ถูก ต้อง ศาสตร์ในที่นี้แปลว่าเครื่องตัด หมายถึงตัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญหรือตัดความโง่เขลา ซึ่งในที่สุดก็จะเหลือความจริง ความดี ความงาม ความถูกต้องและความยุติธรรม ศาสตร์ของพุทธบริษัทมี ๓ ศาสตร์ คือ พุทธศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ศาสตร์ทั้งสามนี้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์นั่นเอง ทำให้บุคคลสามารถอยู่อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุขทั้งกลุ่ม ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องตามแนวคิดท่านพุทธทาส สรุปได้ว่าขอให้ทุกคนถือว่า มีมหาวิทยาลัยในร่างกาย จงเข้ามหาวิทยาลัยนี้กันทุกคน ด้วยการเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าผู้สั่งสอนเพื่อให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เพื่อให้มนุษย์กล่าวได้ว่ามนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์เลย แล้วก็พยายามให้เป็นเรื่องของการปฏิบัติอยู่เรื่อยไป อย่าให้เป็นเรื่องเพ้อทางปริยัติ หรือทางหลักวิชามากไป

 การศึกษาตามแนวที่ท่านพุทธทาสเสนอไว้นั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ศึกษา คือ
๑. ทำให้มีความสำนึกในบุญคุณของชาติ   เพราะมีหลักสังฆศาสตร์ อันทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสามัคคีกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน และทำให้เห็นความสำคัญของความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะมีการฝึกฝนให้สำนึกในหน้าที่
๒.ทำให้พ้นทุกข์ได้ เพราะมีสัมมาทิฏฐิ เนื่องจากไม่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ในความเห็นแก่ตัวแต่ถ่ายเดียว  ทำให้ได้ประโยชน์จากความถูกต้องดีงาม เพราะไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา  และทำให้เห็นคุณค่าของศาสนาในการแก้ปัญหาทางใจ และทำให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีปัญญาและคุณธรรมทางจิตเป็นผู้ควบคุม
๓. ทำให้มองเห็นความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ตามกฎแห่งกรรม   จึงไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ทำให้รู้จักแยกความแตกต่างระหว่างความหมายอันแท้จริงและความหมายที่ชาวโลก ทั่วไปใช้กัน กล่าวคือ ภาษาธรรมกับภาษาคน เพื่อให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริง
๔. ทำให้สังคมมีสันติสุขไม่เบียดเบียนกัน    ทำให้นายทุนอาจกลายเป็นเศรษฐีใจบุญ และกรรมกรกลายเป็นคนขยันขันแข็ง ประพฤติธรรมะ ทำให้คำว่า นายทุนและ กรรมาชีพหายไปจากโลกด้วยวิธีของศีลธรรม 
ประโยชน์อันพึงได้จากแนวทางการศึกษาของพุทธทาสภิกขุ  อาจจะสรุปได้ในทัศนะของท่านว่า สันติสุขหรือสันติภาพอันถาวรของโลกนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเข้าใจอันถูกต้องของคำว่า การศึกษาถ้าหากว่าการศึกษาได้รับการพิจารณาจนเข้าใจถูกต้อง และได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง โลกก็จะดีกว่านี้ คือจะกลายเป็นโลกของพระอริยเจ้า ที่ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง โดยไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีเรือนจำ โรงเรียนก็แทบจะไม่จำเป็น เพราะว่าอาจจะสั่งสอนกันได้ทุกหนทุกแห่ง เพราะคนประพฤติดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นตัวอย่าง

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ธรรมจักร คืออไร ที่มาของธรรมจักร

ธรรมจักร คืออไร ที่มาของธรรมจักร

ก่อนจะพูดถึงเรื่องธรรมจักร ข้าพเจ้าขอทบทวนฟื้นความจำเรื่องพุทธประวัติแก่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ซึ่งยังคงจำกันได้ดีว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูตินั้น มีพระคัมภีร์ทายลักษณะบอกไว้ว่า ท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ ย่อมมีคติเป็น 2 คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบรรพชา จักได้เป็นพระพุทธเจ้า

                  พระเจ้าจักรพรรดิ มีสมบัติเป็นอย่างไรบ้าง ? เราลองพิจารณากันดู ตามคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า พระเจ้าจักรพรรดิมีสมบัติสำคัญ เรียกว่ารัตนะ มี 7 อย่างคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว และขุนพลแก้ว ใน 7 อย่างนี้ จักรแก้วเป็นของสำแดงพระบรมเดชานุภาพสำคัญที่สุด และดูเหมือนจักรแก้ว หรือจักกรัตนะนี้แหละ ที่ เป็นเหตุให้ได้เชื่อว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จักกรัตนะ หรือจักรแก้ว หรือล้อแก้วนี้ ตามพระคัมภีร์บาลีบอกไว้ว่ามีกำพันซี่ มีกง มีดุม บริสุทธิ์ด้วยอาการทุกอย่าง เมื่อจักกรัตนะบังเกิดแก่พระราชาองค์ใด พระราชาองค์นั้นก็เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ท่านพรรณาไว้ว่า วันที่จักกรัตนะปรากฎนั้น เป็นวันเพ็ญอุโบสถ พระราชาทรงสรงพระเศียรและรักษาอุโบสถศีล เสด็จประทับอยู่บนราชอาสน์ ณ ประสาทชั้นบน แล้วจักรรัตนะก็ลอยจากจักกทหะ ในภูเขาวิบุลบรรพต มาปรากฎเฉพาะพระพักตร์ให้ทรงประจักษ์ว่า พระองค์เป็นราชาจักรพรรดิแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิก็จะเสด็จลุกจากราชอาสน์ ทรงทำอุตตราสงค์ แล้วทรงหยิบพระสุวรรณภิงคารด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงประพรมน้ำในพระสุวรรณภิงคารลงบนจักกรัตนะด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วมีพระราชดำรัสว่า จักกรัตนะอันเจริญจงหมุนไป จักกรัตนะอันเจริญจงนำชัยชนะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วจักกรัตนะนั้นก็หมุนไปทางทิศบูรพา หมุนไปทางทิศทักษิณ หมุนไปทางทิศปัศจิน หมุนไปทางทิศอุดร จักกรัตนะหมุนไปทางทิศใด พระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยจัตุรงคเสนาก็เสด็จตามไปด้วย จักกรัตนะหยุดอยู่ ณ ประเทศใด พระเจ้าจักรพรรดิกับจัตุรงคเสนาก็พักอยู่ ณ ประเทศนั้นด้วย

 
                         
                (ซ้าย) ภาพสิงโตรองรับธรรมจักร เหนือบัวหัวเสา บนเสาศิลาอโศก ขุดพบที่ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

                (ขวา) ภาพจำหลักเป็นดอกบัว และเสาธรรมจักร ที่กำแพงศิลาพระมหาสถูปสาญจี จะเห็นดอกบัวตูมสองดอกชูก้านออกมาจากฐานเหนือบัวคว่ำคล้ายรูประฆังคว่ำ แสดงให้เห็นว่า ยอดเสาศิลาอโศก ภาพซ้าย เมื่อยังสมบูรณ์ดีอยู่ ก็จะมีธรรมจักรประดิษฐานอยู่เหนือหัวสิงโตทั้งสี่ เช่นใน รูปขวา

                 บรรดาพระราชาผู้เคยเป็นปฏิปักษ์อยู่ในทิศนั้น ๆ ก็เข้ามาเฝ้าถวายการต้อนรับถวายความภักดี ยอมอยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพ พระเจ้าจักรพรรดิก็พระราชทานโอวาทด้วยศีลห้า (ซึ่งเรารู้จักกันดีแล้ว) เมื่อจักกรัตนะนำชัยชนะไปทั่วปฐพี มีมหาสมุทรเป็นแดนโดยรอบแล้ว ก็นำเสด็จกลับมายังราชธานี* จักกรัตตะหรือล้อแก้วนี้ในคัมภีร์อรรถกถา** พรรณานาขยายความออกไปอีกยืดยาว แต่พอสรุปกล่าวไว้ว่าจักกรัตนะนั้นมีรูปเหมือนล้อรถ ดุมเป็นแก้วอินทนิล ตรงกลางดุมส่องแสงซ่านออกเป็นวงกลมเหมือนพระจันทร์ทรงกลดรอบดุมเป็นแผ่นเงิน มีซี่กำล้วนแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ ทั้งพันซี่ กำแต่ละซี่มีลวดลายประดับต่าง ๆ กัน ส่วนกงล้อเป็นแก้วประพาสสีสุกใส วงนอกของกงทุกระยะของกำ 10 ซี่ที่สอดเข้าไปนั้น มีท่อแก้วประพาฬติดอยู่ขอบนอกของกงทุกระยะ รวม 100 ท่อ เมื่อจักกรัตนะหมุนไปในอากาศท่อแก้วประพาฬเหล่านี้ จะกินลมเกิดเป็นเสียงไพเราะดุจเสียงปัญจดุริยางคดนตรี บนท่อแก้วประพาฬแต่ละอันมีเศวตฉัตรห้อยเฟื่องดอกไม้แก้วมุกดา เมื่อจักกรัตนะหมุนเวียนไปจะปรากฎคล้ายวงล้อ 3 อัน หมุนอยู่ภายในของกันและกัน

                  แต่เท่าที่เห็นทำรูปกันไว้ ก็ทำเป็นอย่างล้อรถหรือล้อเกวียนนั่นเอง (ดูรูปขวามือ เพื่อเปรียบเทียบ)

                  เมื่อได้พูดถึงจักกรัตนะ หรือล้อแก้ว ซึ่งเป็นสมบัติส่งเสริมพระบรมเดชานุภาพสำคัญยิ่งของพระเจ้าจักรพรรดิ มาโดยสังเขปเช่นนี้ ก็พอจะนึกเห็นกันได้ว่า พระเจ้าจักรพรรดิก็คือผู้ทำให้จักรหรือล้อหมุนไป ซึ่งในบางพระสูตรยังกล่าวเป็นตำนานไว้อีกว่า พระราชาจักรพรรดิ ผู้ประกอบด้วยธรรมทรงเป็นธรรมราชา เป็นผู้ทำให้จักรหมุนไปโดยธรรม จักรนั้นอันสัตว์มนุษย์ไร ๆ ผู้เป็นปรปักษ์ (ต่อพระเจ้าจักรพรรด) จะหมุนไม่ได้

                  เมื่อพระสิทธัตถะราชกุมารไม่ต้องพระประสงค์สมบัติจักรพรรดิ และทรงประปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า จึงเสด็จออกบรรพชาและทรงบำเพ็ญเพียร จนได้ตรัสรู้ "พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" พระองค์ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือที่เราเรียกกันเป็นคำสามัญว่า "พระพุทธเจ้า" พระพุทธเจ้าได้โปรดประทานเทศนาเป็นครั้งแรกแก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ คือพวกพระภิกษุ 5 องค์ ณ อิสิปตนะมิคทายวัน ในเมืองพาราณสี เมื่อวันอาสาฬหปุณณมี คือวันเพ็ญเดือน 8 เทศนาครั้งแรกนี้เรียกกันว่า "ปฐมเทศนา" และเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นปฐมเทศนานั้น เรียกว่า "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร" แปลง่าย ๆ ก็ว่าพระสูตรว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าทรงหมุนล้อแห่งธรรมหรือธรรมจักร

..............................................................
* ดู - มหาสุทสฺสนสุตฺต ทีฆนิกาย มหาวคฺค
** สุมงฺคลวิลาสินี ทุติยภาค น. 289 - 290

 ธนิต  อยู่โพธิ์  เรียบเรียง











สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น