จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระวิชาการพุทธปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระวิชาการพุทธปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สาระพุทธวจน พระพุทธศาสนากับคำตอบทางเดินของสันติภาพ


พระพุทธศาสนากับคำตอบทางเดินของสันติภาพ
        
      สันติภาพ ที่เราเรียกกันหรือมีความรู้สึก ว่า เป็น ความสงบ ความไม่วุ่นวาย ความเป็นปกติ ความอิสระ การไม่มีสงคราม  มันก็เป็นเรื่องที่จะคิด และพูดหาวิธีการทางออกไปตามประสา โลกๆ หาวิธีการไปในแบบใด อย่างไร วิธีใด มันก็ยังวุ่นวาย ไร้สันติภาพ อยู่อย่างนั้น ก็ให้ดูว่า ประเทศที่ร้องเรียกสันติภาพ มันก็ยังร้องเรียกกันโดยใช้อาวุธ ไอ้ประเทศที่ต้องการให้เกิดสันติภาพความสงบมันก็ต้องใช้อาวุธ ทำลายกันให้เสียไปข้างหนึ่ง  จึงตัวเองบอกว่าได้สันติภาพกลับมา สันติภาพอย่างไร ก็สันตืภาพอย่างภายนอก เปลือกหลอก ให้เห็นว่า สันติ  เดี่ยวนี้ก็ยังไปแก้เรียกหาสันติภาพ อะไร ต่ออะไร แบบจัดการแบบเปลือกนอก จับมือกัน ตกลงกัน จะหาวิธีเพื่อประนีประนอม กัน นี้มันก็ดีอยู่ แต่ไม่ได้ยั้งยืนอะไร ได้โอกาสที่จะขัดกัน หรือจะเอาประโยชน์กันอย่างอื่นๆ มันก้กลับมาไร้สันติภาพ เหมือนเดิมๆ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ สันติภาพของอะไร  นี้ส่วนใหญ่ จะเป็นสันติภาพภายนอก ที่มันทำให้เห็นกันแบบหลอก แสแสร้ง ว่าดีกัน หรือ ดูว่าสงบ ปกติ เหมือนมหาสมุทร ที่ดูสงบ แต่ใต้มหาสมุทร นี้เป็นคลื่นแปรปรวน รอวันที่จะเป็นคลื่นยักษ์ถ่าโถมทำลาย หรือสันติภาพ แบบภูเขาไฟ ที่รอจะปะทุ นี้เป็นแบบภายนอก   โลก หรือ สังคม รัฐอะไรต่างๆ ย่อยตามที่เข้าแบ่งกัน จัดสรรกัน สังคม ชุมชน ต่างๆ มันก็สนใจกันแบบสันติภาพภายนอก จับมือกัน แต่มืออีกข้างจับมีด จับปืน แอบไว้ข้างหลัง  เราทุกคน แม้ตัวเราเองนี้ กำลังลืมตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิด การไร้สันติภาพ ที่จะมีอาการแสดงออกไปทำลายคนใกล้ๆลามไปถึงเบียดเบียนสิ่งอื่นขยายใหญ่จนเสียหาย จนว่าสันติภาพในใจตัวเองไม่มี ก็ยังทะเลาะกับตัวเองอยู่เลย วุ่นวายเป็นสงครามในใจ นี้เราต้องกลับมาดูต้นเหตุของการทะเลาะวิวาท ตามพระพุทธเจ้ากล่าวไว้อย่างไร ที่จะทำให้เรารู้ว่าต้องดับเชื้อไฟ ตัวไหนเสีย  
    ความอยาก (ตัณหา)
คือ ต้นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท
เพราะอาศัยตัณหา (ความอยาก) จึงมี การ
แสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัด
ด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี
ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอก
จับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่
(มจฺจริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น
(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิด
จากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ); กล่าวคือ การใช้อาวุธ
ไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็น
อเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม ด้วยอาการอย่างนี้.
มหา. ที. ๑๐/๖๗-๗๒/๕๘-๕๙. 
           นี้มันจะเห็นเชื้ออันร้ายกาจของการเกิดไฟ นั้นคือตัณหา ที่อยู่ในจิตในใจของเรานี้เอง หรือของคน ที่ยังมีกิเลศหนาอยู่  ที่นี้ก็รู้ว่า มีกิเลศ แต่มันก็มองไม่เห็นสักที ว่ามีตัวกิเลศ ตัณหาอยู่ เพราะมันไม่เคยมองมาเข้าตัวเองสักที ก็มีเเต่โทษ สิ่งภายนอกออกจากตัว ไปต่างๆนา   คนนู้น คนนี้ เขานั้น สิ่งบรรดาลไปอย่างหลากหลาย นี้ เพราะเรียกว่า อวิชชา คือความไม่รู้ไม่เห็นความจริง ไอ้ความจริงที่จะให้มองมานี้ ในเรื่อง หาสันติภาพ ในใจ คือ มองให้เห็นความจริง ที่เป็นเหตุในใจ ให้เกิด ความทุกข์ หรือจะเป็นต้นเหตุไปให้เกิด การทะเลาะวิวาท นั้นเเหละ ต้องมาดูตัวตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในใจของคน นี้เรากำลังมาแก้ตัวภายใน เพราะถ้าไอ้ตัวภายในนี้มีอยู่แม้เเต่สักคนหนึ่งที่มี มันก็จะทำให้เกิด เหตุร้ายขึ้นได้มากกว่าที่คิด คิดดูถ้ามันมีในใจของ ไอ้พวกผู้นำ ตัวใหญ่ๆ นี้มันจะเสียหายไปอย่างไร นึกภาพเอา และมันก็มีในใจของคนส่วนใหญ่ในโลก มีมาก มีน้อย มันก็จะอยู่รวมกันแบบหาสันติภาพได้ให้ดี อย่างไรกัน แม้มองกัน จะอยู่กันก็จะยังเบียดเบียนกันเมื่อมีโอกาส เหมือน จ้องกัน แบบเสือจ้องตะครุบเหยื่อ ที่นี้ไม่ต้องคิดว่า มีเฉพาะมนุษย์ มันก็ยังลามไปถึง เทวดา เทพเจ้า อะไรๆที่อยู่บนสววรค์ นู้นเเหละ ที่จะเบียดเบียนกัน ทำลายสันติภาพ แม้ที่เรียกว่า สันติภาพแบบเปลือกๆ ที่กล่าวมาอย่างเบื้องต้น มันก็ยังให้เห็นแบบตัวอย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของพวกจอมเทพ ที่มาถาม เหตุของการเบียดเบียน กันว่า อย่างนี้
                          เหตุแห่งการเบียดเบียน
“ข้า้ แตพระองค์ผู้นิรทุกข  ! อะไรเป็นเครื่องผูกพันเทวดา
มนุษย ์ อสูร นาค คนธรรพทั้งหลาย อันมีอยูเ่ป็นหมูๆ่ (ซึ่งแตล่ะหมู)
ปรารถนาอยูว่า่ เราจักเป็น ผู้ไ้ม่มีเวร ไมมีอาชญา ไมมีข้า้ศึก ไมมี
การเบียดเบียนแกกันและกัน แตแ่ลว้ ก็ไมสามารถจักเป็น ผู้อยู่อย่า่ง
ผู้ไ้ม่มีเวร ไมมีอาชญา ไมมีข้า้ศึก ไมมีเบียดเบียนแก่กันและกันเล่า
พระเจ้าข้า ?”.

จอมเทพ ! ความอิจฉา (อิสสา) และความ
ตระหนี่ (มัจฉริยะ) นั่นแล เป็น เครื่องผูกพันเทวดา มนุษย์
อสูร นาค คนธรรพทั้งหลาย อันมีอยู่เ่ป็น หมู่ๆ่ (ซึ่งแตล่ะหมู่)
ปรารถนาอยู่ว่า เราจักเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มี
ข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถ
จักเป็น ผู้อยู่อย่า่งผู้ไ้ม่มีเวร ไมมีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการ
เบียดเบียนแก่กันและกันได้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ความอิจฉาและความ
ตระหนี่นั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ (นิทาน) มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น
(สมุทัย) มีอะไรเป็นเครื่องทำใหเ้กิด (ชาติกะ) มีอะไรเป็น แดนเกิด
(ปภวะ) ? เมื่ออะไรมีอยู่ ความอิจฉาและความตระหนี่จึงมี ?
เมื่ออะไรไมมีอยู่ ความอิจฉาและความตระหนี่จึงไมมี พระเจ้า้ ขา้ ?”.
จอมเทพ ! ความอิจฉาและความตระหนี่นั้น
มีสิ่งอันเป็นที่รักและสิ่งอันไม่เ่ป็น ที่รัก (ปิยาปฺปยิ ) นั่นแล
เป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ... เมื่อสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก
ไม่มีอยู่ ความอิจฉาและความตระหนี่ก็ไม่มี.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็น
ที่รักนั้นเล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ... ? เมื่ออะไรมีอยู่ สิ่งเป็น
ที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและ
สิ่งไม่เป็นที่รักจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?”.

จอมเทพ ! สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้น
มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ... เมื่อฉันทะ
ไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักก็ไม่มี...
มหา. ที. ๑๐/๓๑๐-๓๑๒/๒๕๕-๒๕๖

นี้ทำให้เราเห็นว่า อะไรที่จะทำให้เราไปยึด เอามาเป็นด้วยความพอใจ จะให้ได้มา หรือเป็นของเรา มันก็เป็นสิ่งที่จะทำให้พวกคนทั้งหลายที่มีอยู่ในเรื่องอย่างนี้ อย่างใด สิ่งใด ที่จะให้มาพอใจมา กอด ยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นของกู ของกู ทั้งจะเป็นอย่างวัตถุ และนามธรรม ตั้งแต่คราวใดๆที่จะให้เกิดความรู้สึกพอใจ ก็รอเถอะว่า สิ่งนั้นจะเป็นต้นเหตุของความทุกข์  พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ความพอใจ เป็นต้นเหตุของทุกข์ ดั่งนี้
          ความพอใจใด ความพอใจนั้น
คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์
“ทุกข์ใดๆ ที่เกิดขึ้นแล้วใน อดีต
ทุกข์ทั้งหมดนั้น
มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่า ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์;
และทุกข์ใดๆ อันจะเกิดขึ้นใน อนาคต
ทุกข์ทั้งหมดนั้น
ก็มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ
เพราะว่า ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์”.

สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๓/๖๒๗.
     ดั่งนั้นสาเหตุทั้งหลายที่ว่า พวกเราหาสันติภาพกันไม่ค่อยเจอ ก็ให้รู้ไว้มาจากสิ่งใด สิ่งใดนี้ มาจากจิตใจ เราทั้งหมด จะหาวิธีแก้กันอย่างไร ก็ต้องเอาตัวเรานี้แหละ เป็นเริ่มต้น หันมาทำความเข้าใจกันให้มากกว่า สันติภาพแบบหลอกๆ ไอ้แบบหลอกก็ให้มันมี แต่ไอ้สิ่งสำคัญกว่าก็คือ การแก้สิ่งที่เป็นหัวจิต หัวใจของคน ให้มาทำความรู้จักตนเอง ให้รู้ว่า เริ่มต้นของสันติภาพ  มันอยู่ในใจเราทั้งหมด ก็ต้องหาวิธีกันเพื่อทำให้คนทั้งมากๆ หันมาแก้กันตรงนี้ ทำความละเอียดให้ได้ แม้มันจะเป็นการยากที่จะให้ใครหันมามองตนเองแบบยุติธรรม ไม่เข้าข้างตนเอง แต่ก็ต้องทำ มันบังคับให้สนใจและเเก้กันแบบนี้ แม้เรื่อง ฉันทะ ที่เราพอใจกันนั้นเป็นพอใจแบบอวิชชา หลง เพลิน และ ยึด ที่เป็นแบบตัณหา กิเลศ สิ่งที่พอใจทั้งหลาย มันเป็นสิ่ง ไม่เที่ยงแท้ แน่นอน ทนอยู่อย่างสภาพเดิมไม่ได้ทั้งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป นี้เรื่องที่จะทำให้คนเข้าใจและฉลาดในการปล่อยวาง เเละมันจะมีอีกตามขั้นๆที่จะให้เข้าใจ รู้สึก ตามปัญญา ความจริงตามมา ดั้งนั้นก็ต้องอาศัย ฉันทะ อีกแบบหนึ่งเช่นกัน ที่เรียกว่า ปัญญา คือความพอใจ แบบปัญญานำหน้า ต่างกับฉันทะแบบ ตัณหานำ นี้ก็เป็นความอยากอีกแบบหนึ่งแต่เป็นฝ่ายดี และก้ต้องทำความรู้สึกให้เรามีตัณหาแบบฝ่ายขาวอย่างนี้ คือ ต้องช่วยกันตามแต่ล่ะแบบ วิธีที่คนฉลาด จะสามารถนำให้มีส่วนร่วมกัน เพื่อดึงคนทั้งหลาย ให้มีความรู้สึกอย่างนี้ด้วย ก็จะมา ตกลง ร่วมใจกันหาสันติภาพ ภายในใจกันได้ เหมือนกับคน ตั้งใจพอใจ มาที่วัด เพื่อฟังเทสน์ คำสอนให้มันฉลาดขึ้น ดับกิเลศ รู้เท่าทัน สร้างสันติภาพได้ ดั้งนั้น วิชาทางพุทธศาสนา ที่เป็นปริยัติ ก็ต้องมีบทบาทกันให้มากขึ้น มากขึ้นตามพระพุทธเจ้า ตามสูตร และให้เข้าไปที่จะนำำไปปฏิบัติ...ก็คงจะเป็น หน้าที่ ที่จะทำให้พระพุทธศาสนา เข้าไปสู่คำตอบของ สันติภาพ แบบให้กว้างไกลไปถึง สันติภาพโลก จึงเป็นหน้าที่ต้องช่วยกัน ทั้งหมด จึงจะแก้ปัญหาให้เกิด คำว่าสันติภาพได้นั้นเอง พระพุทธศาสนานี้มีคำตอบ ที่จะเป็นเส้นทาง ต่อไป.......สู่สันติภาพ
                                                                       โดย พระชัยวัฒน์ อุตฺํตมสาโร
(หมายเหตุ ต้องเชื่อมั่นในคำพระศาสดา เอาเนื้อ ของ พุทธวจน เป็นแนวทาง มีหลายพระสูตรที่เป็นคำตอบ
ผิดประการใดอย่าเอาความคิดเห็นข้าพเจ้า เป็นตัวยึด ให้เอาคำพระศาสดา ที่ต้องทำความเข้าใจให้มาก)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

 
แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องคู่คุณธรรม ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ คือ เป็นผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี

แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระภิกษุสงฆ์นักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก  ท่านได้แสดงแนวความคิดปรัชญาการศึกษาไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่สำคัญคือ ทางสายกลางของการศึกษาไทย  ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓  ตอน ๆ ที่ ๑ ว่าด้วยการศึกษา เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องความคิด แหล่งสำคัญของการศึกษาและตอนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ต้องแก้ไขยิ่งกว่าขยายโอกาสทางการศึกษา  และยังได้แบ่งเนื้อหาย่อยออกเป็น  ๔  บท ๆ ที่ถือว่าสำคัญคือบทที่  ๓  ซึ่งว่าด้วยสารัตถะของการศึกษา  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทั้งระบบออกเป็น ๓  องค์ประกอบ กล่าวคือ

องค์ประกอบที่ ๑ ภารกิจของการศึกษา  โดยแบ่งหน้าที่ของนักการศึกษาทั้งระดับผู้บริหารและผู้สอนออกเป็น ๒  ประการคือ หน้าที่ประการแรกคือเรียกว่า สิปปทายก คือผู้ให้วิชาการความรู้  ด้วยการทำ หน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาให้อย่างสิ้นเชิง  หน้าที่ประการที่สองเรียกว่ากัลยาณมิตร คือทำหน้าที่ชี้แนะให้ดำเนินชีวิตถูกต้องดีงาม เพื่อเป็นปูชนียบุคคลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่มารับจ้างสอนเท่านั้น

องค์ประกอบที่ ๒ คือกระบวนการศึกษา  ท่านได้กล่าวเปรียบเทียบการศึกษาทางโลกกับการศึกษาทางธรรมไว้อย่างน่าฟังว่า  การศึกษาในระดับอุดมศึกษาทางโลกแบ่งออกเป็น  ๓ ขั้นคือ ๑) ปริญญาตรี ในระดับนี้ศึกษาอย่างกว้างๆ ไม่เจาะจงอะไร และเป็นการศึกษาพื้นฐานของทุกวิชา ๒) ปริญญาโท เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของวิชา และไม่ได้ศึกษาหลายวิชาเหมือนระดับปริญญาตรี และ ๓) ปริญญาเอก เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปเฉพาะเรื่อง เป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่องในสาขาวิชานั้นๆ

ในทำนองเดียวกันพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทางธรรมหรือทางพระพุทธศาสนาออกเป็น ๓ คือ ๑) ขั้นญาตปริญญา คือขั้นรู้จักวิชานั้นๆ  ๒) ขั้น ตีรณปริญญา คือ รู้ตรองเห็นหรือรู้จำได้ และขั้นที่ ๓ คือขั้นปหานปริญญา คือรู้แจ้งหรือรู้ขั้นปฏิบัติการแก้ปัญหาได้สำเร็จ ท่านได้ทำการประสานแนวการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมเข้าด้วยกันอย่างประสานสอดคล้อง โดยจัดปริญญา ๓  ขั้นของทางโลกวิสัยเป็นกลุ่มวิชาการหรือวิทยาการ และจัดปริญญาทางธรรมหรือพระพุทธศาสนาเป็นกลุ่มแห่งความประพฤติหรือจริยธรรม ท่านได้อธิบายสรุปว่า ระบบปริญญาการศึกษาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมนั้นต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ผู้วิจัยเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เพราะว่า วิชาการทางโลกล้วนๆ นั้นเปรียบเสมือนอาวุธที่คมกริบ ถ้าไม่มีฝักคือวิชาทางธรรมมาเป็นเครื่องป้องกันไว้ มีดที่ไร้ฝักก็รังแต่จะบาดหรือทิ่มแทงเจ้าของที่พกพาศาสตรานั้นไป  คนที่มีความรู้แต่อย่างเดียวแต่ไร้คุณธรรมก็รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับสังคม  เป็นการทำร้ายตนเองและทำร้ายผู้อื่นด้วย

องค์ประกอบที่ ๓  คือวัตถุประสงค์ของการศึกษา  ดังที่กล่าวแล้วว่าความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องคู่คุณธรรม  ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ คือ เป็นผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี  ท่านได้อธิบายว่า คนที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วจะต้องประกอบพร้อมไปด้วยกายที่พัฒนาแล้ว  ศีลที่พัฒนาหรืออบรมดีแล้ว จิตที่อบรบดีแล้ว และปัญญาที่อบรมดีแล้ว[2] 

โดยสรุป พระพรหมคุณาภรณ์เน้นการบูรณาการจริยธรรมเข้ากับวิชาการ  ซึ่งถือเป็นแนวปรัชญาการศึกษาที่ว่าด้วยการพัฒนา และการพัฒนาในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์จะต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาตามทัศนะของท่านหมายถึง      

          การพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปตลอด จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายคือ  อิสรภาพและสันติสุข  การศึกษาจึงมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิตให้จุดหมายอันสูงสุดในส่วนที่จะพึงได้  เมื่อการศึกษาคือการพัฒนาชีวิตเช่นนี้ การศึกษาจึงต้องมีบทบาทและหน้าที่อันสำคัญหน้าที่ของการศึกษานี้เองที่เป็นตัวหล่อหลอมชีวิตของมนุษย์ให้ประสบอิสรภาพและสันติสุขได้”[3]

มนุษย์ที่สมบูรณ์คืออะไร  พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวว่า  มนุษย์หรือชีวิตที่สมบูรณ์นั้น  คือการมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา  อยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  อยู่อย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ”[4] 

     
ความมุ่งหมายของการศึกษา ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์อีกแง่หนึ่งคือ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวตั้ง และจุดหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตตามแนวตั้งนี้จัดเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองโดยตรง ได้แก่ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวราบ[5] และท่านยังได้อธิบายถึงแนวคิดทางการศึกษาในประเด็นอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้ คือ ด้านกระบวนการศึกษานั้น การศึกษาส่วนแรกคือการถ่ายทอดความรู้จากผู้อื่นที่เรียกว่าปรโตโฆสะ  ในที่นี้ก็คือครูเป็นผู้ให้ความรู้โดยตรงและดำรงฐานะเป็นกัลยาณมิตร ผู้คอยแนะนำให้ผู้ได้รับการศึกษารู้จักวิถีทางแห่งการดำเนินที่ถูกต้องดีงาม กัลยาณมิตรหรือสิปปทายกนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นครูเท่านั้น แต่หากเป็นการศึกษาที่ได้รับจากสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย  เช่น  บิดามารดา หนังสือ  ตลอดถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ การถ่ายทอดโดยวิธีนี้แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อผู้ได้รับการศึกษาก็ตาม  แต่ก็ยังไม่สามารถให้ผู้ได้รับการศึกษาบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตได้  ก็เนื่องมาจากว่าการศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาชีวิตของตนเอง เพื่อให้รู้จักตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการพัฒนาภายในหรือการศึกษาที่ก่อให้เกิดความรู้ภายในเรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือ  การศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจอันแยบคาย  มีการคิดถูกวิธี  ความรู้จักคิดหรือคิดเป็น”[6] การคิดแบบนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลซึ่งทำให้จุดหมายของการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ได้  ซึ่งมีอยู่ ๑๐ วิธีด้วยกันคือมีวิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัยเป็นต้น[7] การคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงสรุปลงได้เป็น  ๒ คือ

๑. โยนิโสมนสิการประเภทพัฒนาปัญญาโดยตรง    มุ่งให้เกิดความเข้าใจตามเป็นจริงตรงกับสภาวะแท้ ๆ เป็นโยนิโสมนสิการ ระดับสังคม

๒. โยนิโสมนสิการประเภทสร้างเสริมคุณภาพจิต   มุ่งปลุกเร้าให้เกิดคุณธรรมหรือกุศลธรรมต่างๆ  เน้นการสกัดหรือข่มตัณหา เป็นเครื่องนำไปสู่โลกิยสัมมาทิฎฐิโยนิโสมนสิการระดับจริยธรรม พระพุทธศาสนาถือว่าการศึกษานั้นคือชีวิตและต้องเป็นชีวิตที่ดำเนินอย่างถูกต้องมีการเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาจึงจะเป็นการศึกษา[8]

ในด้านองค์ประกอบของการจัดการศึกษา พระพรหมคุณาภรณ์เสนอว่า  โรงเรียนและสังคมชุมชนนั้น  ไม่ควรแยกออกไปจากกัน  ซึ่งตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างโรงเรียนกับสังคมชุมชนตลอดถึงครอบครัวนั้นคือ  จริยศึกษา ท่านกล่าวว่าการบูรณาการ (intregation) สถาบันการศึกษาเข้าในระบบจริยศึกษาของชุมชนหรือบูรณาการจริยศึกษาของโรงเรียนให้เข้ากับระบบจริยศึกษาของชุมชน โดยที่โรงเรียน วัด และบ้านมีส่วนร่วมอยู่ในระบบจริยศึกษา อย่างกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน[9] ดังจะเห็นได้จากท้องถิ่นในชนบทจะมีหมู่บ้าน บวร”  มากมาย (บวร ย่อมาจาก บ. คือบ้าน, ว. คือวัด, และ ร. คือโรงเรียน) สิ่งนี้ย่อมเป็นหลักประกันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับ สังคมชุมชนนั้นๆ ในโรงเรียนบุคคลที่มีความสำคัญก็คือครูและนักเรียน ในโรงเรียน  ครูนับว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด  ครูในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์  ก็คือ  บุคคลที่สามารถถ่ายทอดความรู้และช่วยชี้แนะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของนักเรียน ครูมีหน้าที่ ๒  ประการคือ สิปปทายก  คือผู้ให้หรือถ่ายทอดศิลปวิทยาและกัยาณมิตรคือ  ผู้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนแท้   ช่วยชี้นำศิษย์มีปัญญาและคุณธรรม”[10] หน้าที่ครูในการถ่ายทอดคุณธรรมนี้จัดเป็นปัจจัยภายนอกของครูในแง่ของกัลยาณมิตรคือผู้แนะนำอบรมให้นักเรียนดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง คุณธรรม หรือ  คุณสมบัติเบื้องต้นของครูที่ก่อให้เกิดศรัทธาแก่นักเรียนมีอยู่  ๗  ประการที่เรียกว่าคุรุธรรม

ส่วนที่เกี่ยวกับหลักสูตร พระพรหมคุณาภรณ์ยอมรับความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนซึ่งเน้นพุทธิศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพอันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้โดยเฉพาะหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้เป็นที่ทราบกันดีว่า การศึกษาคือการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญงอกงามทั้งในด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา การศึกษาจึงไม่ได้แยกออกไปจากวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลย การจัดหลักสูตรก็ควรที่จะเน้นให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งการดำเนินชีวิต ไม่ใช่จะมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  การจัดหลักสูตรควรที่จะให้เป็นไปในลักษณะบูรณาการกับสาขาวิชาการอื่น ๆ  ให้เป็นไปในลักษณะจริยศึกษาที่สากลกับทุกสาขาวิชาที่ถ่ายทอด  พระพรหมคุณาภรณ์จึงเสนอให้มีการผสมผสานความรู้ต่าง ๆ  ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งภายนอกและภายใน และได้เสนอให้นำพุทธธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาการนำพุทธธรรมที่เป็นแกนกลางของพระพุทธศาสนา มาบรรจุลงในหลักสูตรนั้นท่านกล่าวว่ามีมากมายเริ่มตั้งแต่  หลักขันธ์  ๕  หลักปฏิจจสมุปบาท  หลักไตรลักษณ์  มรรคมีองค์  ๘  และอริยสัจ  ๔ หลักธรรมที่ท่านเสนอนั้นล้วนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อจะย่อลงก็สามารถจัดลงในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมที่ครอบคลุมกว่าข้ออื่น ๆ อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมสำคัญที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา”[11]

 ในส่วนของการเรียนการสอนนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคล  ๒  กลุ่มคือ  กลุ่มผู้ให้การศึกษาได้แก่ครู  และกลุ่มผู้รับการศึกษา  ได้แก่นักเรียน  การเรียนการสอนก็แบ่งออกเป็น  ๒  เช่นเดียวกันประการแรกคือ  การสอนแบบสะสมข้อมูลโดยครูถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทางด้านวิชาการและทักษะต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดความชำนาญการสอนแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้นักเรียนได้คิด แต่หากช่วยให้เกิดสัญญาคือความจำมากกว่าและ  ประการที่สองการสอนโดยไม่มีการสะสมข้อมูลโดยศึกษาจากภายในของผู้เรียนเอง  ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำ  ชี้แนะแนวทางเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติจริงโดยการนำไปคิดพิจารณาด้วยตนเองเป็นหน้าที่โดยตรงของนักเรียน[12]

องค์ประกอบของการศึกษานั้นแบ่งออกเป็น ๔ อย่าง โรงเรียนเป็นองค์ประกอบอันดับแรกเพื่อเป้าหมายคือให้การศึกษาแก่นักเรียน  ซึ่งการเรียนการสอนนั้นมิได้แยกออกไปจากวิถีชีวิต  โรงเรียนจึงมีหน้าที่ ๒ ประการคือ  การถ่ายทอดความรู้และสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดการพัฒนาภายในแก่นักเรียน          โรงเรียนจึงเป็นสถาบันที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ  เช่น  บ้าน  วัดเพื่อจัดการศึกษาให้เกิดสารัตถะมากขึ้น  ครูและนักเรียนต่างก็มีบทบาทด้วยกันทั้ง  ๒ ฝ่าย  คือครูมีหน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาและทำตนให้เป็นกัลยาณมิตรที่ดี  คอยแนะนำชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่นักเรียน  ในขณะที่นักเรียนก็มีหน้าที่รับเอาความรู้และสร้างคุณธรรมปัญญาให้เกิดแก่ตนเอง  ครูและนักเรียนจึงสัมพันธ์กันอยู่เสมอ

ส่วนด้านหลักสูตรนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอให้ใช้พระพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาของชีวิตภายใน แต่ประสานสอดคล้องกับวิชาการทางโลกที่ทันสมัยในยุคเทคโนโลยีอันเป็นวิชาการที่ส่งเสริมให้ความสะดวกสบายภายนอกต่อบุคคล ในด้านการเรียนการสอนนั้นทั้งครูและนักเรียนต่างก็ทำหน้าที่ของตนโดยความระมัดระวัง ครูก็ไม่ควรสอนแบบยัดเยียดถือตัวเองเป็นใหญ่ แต่หากคอยดูแลแนะนำนักเรียนในทางที่ถูกที่ควร  ในขณะที่นักเรียนก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมคุณธรรมปัญญาด้วยตนเอง  นอกจากนั้น  การเรียนการสอนตามหลักอริยสัจ ๔ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีในสังคมปัจจุบันทำให้เกิดความชัดเจนว่าองค์ประกอบของการศึกษานั้น ได้ถูกจัดขึ้นมาดูจะสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดหมายของการศึกษาตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์

ด้านสัมฤทธิ์ผลในการพัฒนาการศึกษา  การศึกษาเป็นการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  การพัฒนาดังกล่าวจึงแบ่งออกเป็น ๔ ด้านที่เรียกว่าภาวิตัตตะ คือมีตนที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้ว พระธรรมปิฏกให้ทัศนะว่า ในวงการศึกษาและจิตวิทยาตะวันตกนิยมแบ่งพัฒนาการทางการศึกษาของบุคคลไว้  ๔  ด้าน คือ

๑) พัฒนาการด้านร่างกาย

๒) พัฒนาการด้านสังคม

๓) พัฒนาการด้านอารมณ์   และ

๔) พัฒนาการด้านปัญญา

หรือแบ่งออกเป็น ๓  แดน  คือ

๑) พุทธิพิสัย คือ  แดนความรู้และความคิด (cognitive domain),

๒) เจตพิสัย หรือแดนความรู้สึก  อารมณ์ และทัศนคติ (affective domain), และ

๓) ทักษพิสัย  หรือ แดนประสานงานจิตขับเคลื่อนกาย (psychomotor domain)

พระพรหมคุณาภรณ์ยืนยันว่า การแบ่งแดนอย่างนี้มีความใกล้เคียงกับการจำแนกที่มีอยู่ก่อนแล้วในพระพุทธศาสนา  ถ้าดูเพียงแต่ตัวอักษรก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยกับการที่พระพุทธศาสนาจำแนกภาวนาคือการพัฒนาเป็น ๔ ด้าน คือ กายภาวนา ได้แก่การพัฒนาทางกาย  ศีลภาวนา ได้แก่การพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงออกต่อสภาพแวดล้อม  จิตตภาวนา คือการพัฒนาจิตใจ  และปัญญาภาวนาคือการพัฒนาปัญญา  และจำแนกการศึกษาออกเป็น  ๓  คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา  และอธิปัญญาสิกขา  หรือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ในส่วนที่ต่างกันก็มี  พระพรหมคุณาภรณ์ให้ทัศนะว่าจะว่าไม่ต่างกันเลยนั้นคงไม่ใช่  ความจริงแล้วต่างกันในแง่ของขอบเขตและจุดเน้น[13]

โดยสรุปกล่าวได้ว่าพระพรหมคุณาภรณ์มองว่า การศึกษาที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ประสบความล้มเหลวมากกว่า  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ  เป็นต้นว่า  การศึกษาเน้นการเรียนรู้ทางด้านทฤษฎีหรือวิชาการและพัฒนาความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านเท่านั้น (Specialization) การศึกษาในยุคแห่งการแข่งขันจึงเป็นเพียงการสะสมข้อมูลและทักษะความชำนาญอันจะสามารถไปประกอบอาชีพ ทั้งนี้ได้ทิ้งการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านอื่น ๆ ของผู้ที่รับการศึกษาไป  การศึกษาในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมบางอย่างลงไปในสมองของผู้ศึกษาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย  เช่น  ให้การยกย่องผู้ที่เรียนเก่ง  เน้นการศึกษาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตลอดถึงการประสบความสมหวังในอาชีพการงาน  เพื่อความร่ำรวย  มีชื่อเสียงตลอดถึงการมีบารมีอำนาจเหนือคนอื่น  เป็นการสร้างความอยากเพื่อสนองตอบความโลภและความโกรธ  ชอบชิงดีชิงเด่น  เบียดเบียน  ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

นอกจากนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ยังได้วิจารณ์ต่อไปอีกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ทัศนคติเช่นนี้คือการศึกษาที่มีตัวอวิชชาครอบงำอยู่  คือไม่เข้าใจการศึกษาที่แท้จริง  ขาดเป้าหมาย  เป็นการศึกษาเพียงฉาบฉวยอันเกิดมาจากมิจฉาทิฎฐิเป็นจุดเริ่มต้น  เป็นการศึกษาที่ไม่ได้มองภายในแต่หากเป็นการมองภายนอกเป็นหลัก  เมื่อมีปัญหาเกิดแก่ชีวิต การศึกษาเพื่อสนองความโลภและความโกรธนั้นไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาของตนเองตลอดถึงสังคมไทยได้เลย  ดังที่ปรากฏอยู่เสมอในสังคม เช่น  มีการแบ่งแยก  การขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างกลุ่มชน  เชื้อชาติและการขัดแย้งทางเศรษฐกิจการค้าต่างๆ จะเห็นว่าปัญหาอันเกิดมานี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากระดับบุคคลแทบทั้งสิ้น และการนำมาตรการต่างๆ มาแก้ปัญหานั้นๆ อาจจะแก้ได้ชั่วครั้งชั่วคราวแต่การเปลี่ยนแปลงที่ถาวรนั้นจะเกิดขึ้นก็โดยการพัฒนาที่ตัวบุคคลของแต่ละบุคคลก่อน สิ่งที่จะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงได้นั้น  ท่านได้เสนอให้มองที่จุดเริ่มต้นคือ  การศึกษาเป็นหลัก  อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตนเองและสังคม

ท่านเห็นว่าความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเน้นพุทธิศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพ อันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตามแนวการศึกษาแบบตะวันตก  ซึ่งกล่าวกันว่าเน้นความมีเหตุมีผลคือวิทยาศาสตร์ที่มีความเจริญก้าวหน้า แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ที่เน้นพวกวัตถุมากเกินนี้นับวันจะประสบความล้มเหลว  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้   

พระพรหมคุณาภรณ์ต้องการเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นตัวบูรณาการกับศาสตร์สาขาอื่นๆ ไม่ต้องการที่จะใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาตอบปัญหาทางสังคมทุกอย่างอย่าง  แต่ท่านเสนอหลักวิชาการในมุมมองของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นทางเลือกอันหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาที่ศาสตร์นั้นๆ ถึงทางตันและยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีทั้งผลดีและเสีย ผลดีท่านพระพรหมคุณาภรณ์ไม่ได้ปฏิเสธแต่ท่านมองเห็นผลเสียในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็น ยกตัวอย่างเรื่องผลิตภัณฑ์ M.G.O. คือการดัดแปลงพันธุ์พืชทางวิทยาศาสตร์เพราะความเชี่ยวชาญมากในสายนี้ ทำให้เกิดผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดห้ามรับประทานอาหารที่ผลิตด้วยวิธีการนี้ คำว่าบูรณาการคือนำเอาหลักจริยธรรมเข้าไปกำกับ ให้คำนึงถึงผลที่จะตามมารอบด้านก่อนทำอะไรลงไป และการจะทำอย่างนี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ต้องเปิดใจรับรู้ศาสตร์แขนงอื่นๆ ด้วย คล้ายๆ กับปัญหาการขุดเจาะท่อประปาต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ และพยายามร่วมมือกับสำนักงานไฟฟ้าด้วยและต้องประสานงานกับผู้รับผิดชอบเรื่องการทาง การทำงานต้องประสานกันต้องคำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดมีแก่สังคมส่วนอื่นด้วย ขณะนี้ทั่วโลกหันมาหาศาสนาเพื่อต้องการนำเอามุมมองทางศาสนาไปแก้ปัญหาวิกฤตทางวิชาการต่างๆ ซึ่งแน่นอนศาสนาเป็นมุมมองทางด้านจิตวิญญาณก็เพื่อต้องการให้เกิดดุลยภาพ ยุคปัจจุบันเป็นยุคการเสนอแนวความคิดแบบองค์รวมทางความรู้หรือยุคพหุนิยมทางความคิด ความร่วมมือกันเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติภาพ การเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในวงวิชาการสมัยใหม่ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งพระพรหมคุณาภรณ์เสนอหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเน้นการพัฒนาคน  ที่ผ่านมาเราเน้นการพัฒนาวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ผิดๆ กล่าวคือเน้นการพิชิตธรรมชาติ[14]  จะเห็นว่าสอดคล้องกับอารยะประเทศอื่นๆ เช่นประเทศมาเลเซีย ตามแผนพัฒนาประเทศระยะ ๑๐  ปี [15]

แนวคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาสภิกขุ


แนวคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาสภิกขุ

         การศึกษาที่เอาแบบตะวันตกและมุ่งพัฒนาวัตถุนั้น เป็นการศึกษาที่เน้นความรู้เพื่อความรู้ ซึ่งมักให้ผลเป็นสภาพความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีเป็นปรัชญา เป็นหลักการใช้เหตุผล แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และทำให้ผู้เรียนพ้นทุกข์ได้ แม้แต่การเรียนพุทธศาสนาในปัจจุบันก็เป็นการเรียนแบบปรัชญา ไม่ใช่เรียนแบบศาสนา เป็นการฝึกการคิดเหตุผล และการพลิกแพลงทางภูมิปัญญาแต่ไม่ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

แนวคิดทางการศึกษาของพุทธทาสภิกขุ 
            พุทธทาสภิกขุ เป็นพระภิกษุที่เพียบพร้อมไปด้วยศีลาจารวัตรและภูมิปัญญาอันสูงยิ่งในสังคม ไทย  ท่านเป็นรูปหนึ่งที่รอบรู้ทางการศึกษาและมองเห็นข้อบกพร่องของการศึกษาของ ไทย และได้เรียกการศึกษาในโลกปัจจุบันว่า การศึกษาหมาหางด้วนพร้อมทั้งเรียกร้องให้ปัญญาชนและผู้เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาทุกท่านมาช่วย กันต่อหางสุนัข  ท่านพุทธทาสมองว่าการศึกษาตามแบบปัจจุบันละเลยบทเรียนทางศีลธรรม การศึกษาที่ปราศจากการปลูกฝังจริยธรรม จึงเปรียบเหมือนสุนัขหางด้วนที่พยายามหลอกผู้อื่นว่า สุนัขหางด้วนเป็นสุนัขที่สวยงามกว่าสุนัขมีหาง ท่านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าสุนัขที่มีหางเป็นสุนัขที่สวยงาม การศึกษาจึงต้องเน้นบทเรียนทางศีลธรรม การศึกษาที่ไม่มีบทเรียนทางศีลธรรม ไม่เน้นภาคจริยศึกษา ย่อมไร้ประโยชน์ และอาจจะเป็นอันตรายต่อสังคมอีกด้วย
ท่านพุทธทาสวิเคราะห์ว่า การศึกษาที่เอาแบบตะวันตกและมุ่งพัฒนาวัตถุนั้น เป็นการศึกษาที่เน้นความรู้เพื่อความรู้ ซึ่งมักให้ผลเป็นสภาพความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีเป็นปรัชญา เป็นหลักการใช้เหตุผล แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และทำให้ผู้เรียนพ้นทุกข์ได้ แม้แต่การเรียนพุทธศาสนาในปัจจุบันก็เป็นการเรียนแบบปรัชญา ไม่ใช่เรียนแบบศาสนา เป็นการฝึกการคิดเหตุผล และการพลิกแพลงทางภูมิปัญญาแต่ไม่ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง
แม้แต่การศึกษาของบรรพชิต ท่านพุทธทาสก็เห็นว่าเป็นการศึกษาที่สูญเปล่า เช่น การศึกษาของสามเณร ก็มิได้มุ่งพัฒนาจิตตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สามเณรเองก็ต้องการศึกษาเช่นเดียวกับนักเรียนฆราวาส ให้มีความรู้แบบฆราวาส ระบบสามเณรจึงสูญเปล่าเช่นเดียวกับการศึกษาของคนโดยทั่วไปซึ่งสรุปได้ว่าตามทัศนะของท่านพุทธทาส ระบบการศึกษาของไทยมุ่งส่งเสริมกิเลสตัณหาของมนุษย์  หากจะเป็นประโยชน์บ้างก็เพียงทำให้ประกอบอาชีพและมีรายได้ ซึ่งก็ได้มาเพื่อจับจ่ายสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์เท่านั้น มิได้เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าทางสติปัญญาและเพื่อความเจริญของจิตใจ ดังที่ท่านได้กล่าวปรารภว่า
          “ดูการศึกษาชั้นอนุบาล ดูการศึกษาชั้นประถม ดูการศึกษาชั้นมัธยม ดูการศึกษาชั้นวิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือถ้ามันจะมีอีก เป็นบรมมหาวิทยาลัยอะไรก็ตามใจ มันก็เป็นเรื่องให้ลุ่มหลง ในเรื่องกิน กาม เกียรติ ทั้งนั้น อย่างดีก็ให้สามารถในอาชีพ ก็ได้อาชีพแล้ว ได้เงินแล้ว ให้ทำอะไร? ให้ไปบูชาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
หลังจากที่ท่านได้วิจารณ์ระบบการศึกษาของโลกปัจจุบันแล้ว ท่านได้เสนอแนวทางการศึกษาที่ถูกต้อง อุดมการณ์ทางการศึกษาดังกล่าวอาจจะประมวลมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้
        ๑. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องมีการพัฒนาจิตวิญญาณให้มีพลังสามารถควบคุมพลังทาง วัตถุ  ทางร่างกายได้ กล่าวคือ ชีวิตมนุษย์ต้องมีความสมดุลทั้งทางด้านความสามารถทางวัตถุ ทางวิชาชีพ และความมีปัญญาและคุณธรรม เปรียบเสมือนชีวิตที่เจริญก้าวหน้าและมีความสุขจะต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว คือ ตัวรู้ และตัวแรง โดยมีตัวรู้นำตัวแรงไปในทางที่ถูกต้อง
       ๒. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำลายสัญชาติญาณอย่างสัตว์ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์ ให้ได้  ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับสัญชาติญาณอย่างสัตว์ เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สติปัญญาของมนุษย์ก็เป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัว ดังนั้น ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ร้ายกาจมาก  “เพราะฉะนั้น การศึกษาของเราก็ควรมุ่งที่จะประหัตประหารสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นให้สิ้นไป ให้มีการประพฤติกระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูงเกิดขึ้นแทน
      ๓. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องให้มนุษย์ได้สิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มนุษย์ควรได้ รับ นั่นก็คือ การสามารถควบคุมกิเลสตัณหาและพลังทางวัตถุได้ ท่านเห็นว่าตามอุดมคติของพุทธศาสนานิยมอุดมคติ คือ นิยมสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ โดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งนั้นมันจะกินได้หรือซื้ออะไรกินได้ หรือจะเป็นลาภสักการะหรือไม่ แม้เป็นนามธรรมแต่ก็ส่งผลทางจิตใจจิตใจสำคัญกว่าร่างกาย คือนำร่างกายให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของอุดมคติ
      ๔. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำให้ผู้ศึกษามีจิตใจรักความเป็นธรรม   มีความสำนึกที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องและเพื่อธรรมะการศึกษานั้นเพื่อธรรม เพื่อบรมธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย ให้ธรรมะครองโลก ฉะนั้น การศึกษานี้ไม่ใช่เพื่อความรอด หรือความเอาตัวรอดเป็นยอดดี”[
     ๕. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำลายความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ซึ่งจะเป็นไปได้โดยวางแนวจริยศึกษา ให้สามารถน้อมนำผู้ศึกษาให้ควบคุมตนเองให้ได้จริยศึกษาต้องรีบทำลายความเห็นแก่ตัว อันนี้มันเป็นเมฆหมอกที่เข้ามากลบเกลื่อนหรือปิดบังตัวจริยศึกษา
     ๖. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องส่งเสริมให้ผู้ศึกษา มีปัญญาหยั่งรู้สามารถเข้าใจโลกและตนเองอย่างถูกต้อง จนสามารถพ้นทุกข์ได้ ท่านอธิบายว่า ปัญญาที่เป็นคุณสมบัติของจิตเดิมแท้ เรียกว่าโพธิ (ธาตุรู้ปัญญานี้ทำให้เกิดศีลธรรมของจิต ทำให้จิตมีระเบียบและอยู่ในสภาวะปกติ เพื่อให้บุคคลมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข การศึกษาตามแนวนี้จึงต้องเน้นพุทธิศึกษาในแง่ที่ส่งเสริมปัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ ทำให้ผู้ศึกษามีความรู้เรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต
     ๗. การศึกษาที่ถูกต้องจะต้องทำให้ผู้ศึกษามีความสำนึกในหน้าที่ ถ้าทวงสิทธิ์ก็ทวงเพื่อจะทำหน้าที่ ไม่ใช่ทวงเพื่อต้องการเรียกร้องจะเอานั้นเอานี่ และหน้าที่ก็จะต้องเป็นความถูกต้อง บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว  และการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องอาศัยครูในอุดมคติ ผู้ที่อุทิศตนเพื่อให้การศึกษาและสร้างเสริมคุณธรรมแก่ผู้เรียน ในหัวใจของครูอุดมคตินั้น จะต้องมีปัญญากับเมตตาเต็มแน่นอยู่ในหัวใจ ปัญญาคือวิชาความรู้ ความสามารถในหน้าที่ที่จะส่องสว่างให้กับศิษย์ นี้เรียกว่าปัญญาอย่างหนึ่ง เมตตาคือความรัก ความเอ็นดู กรุณาต่อศิษย์ของตนเหมือนว่าเป็นลูกของตน”[
เมื่อตั้งอุดมการณ์ทางการศึกษาให้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ลำดับต่อไปก็ต้องดำเนินการสอนหรือระบบการศึกษาที่ถูกต้อง ตามทัศนะของท่านพุทธทาส เช่น
๑. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้อง จะต้องจัดให้มีพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา ในความหมายที่แท้จริง พุทธิศึกษาจะต้องสอนความรู้เรื่องของชีวิตว่าเกิดมาทำไมโดยตรง จริยศึกษาจะต้องเน้นที่ความมีระเบียบวินัยของนักเรียน ของความเป็นมนุษย์ บทบาทหน้าที่ของชายหญิง ให้ผู้ศึกษาเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม เช่น มีความมัธยัสถ์ มีหิริโอตตัปปะ เป็นต้น พลศึกษาต้องพัฒนากำลังทางจิตเพื่อให้บังคับกำลังกายให้เดินไปถูกทาง กำลังทางจิตในพระพุทธศาสนาคือสมาธิ สมาธิในพระพุทธศาสนาจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ
๑) จิตสะอาด (pure หรือ clean) ได้แก่จิตที่ไม่เจือด้วยกิเลสและเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง 
๒) จิตมั่นคงที่สุดหรือตั้งมั่นดี (Steady หรือ firm)
๓) จิตที่ว่องไวในหน้าที่ของมันอย่างที่สุด (Activeness) ส่วนหัตถศึกษาตามลักษณะที่ถูกต้อง จะต้องอาศัยพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา ตามแนวดังกล่าวมาเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญทางฝีมือและความสามารถในอาชีพอย่างแท้จริง
๒. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องศึกษาให้เห็นความทุกข์ เหตุของทุกข์ และความดับทุกข์ ไม่ใช่ศึกษาแต่ภาคทฤษฎี แต่ต้องให้ผู้ศึกษาลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงตามประสบการณ์  จะต้องเน้นการฝึกฝน การปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี ต้องเรียนชีวิต เรียนธรรมชาติ เรียนให้รู้จักตนเองเพื่อข่มกิเลสและสัญชาตญาณอย่างสัตว์ให้ได้ และพัฒนาคุณธรรมประจำใจให้งอกงามยิ่งขึ้น
๓. ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องให้ผู้ศึกษารู้จักศาสตร์ของพุทธบริษัทให้ถูก ต้อง ศาสตร์ในที่นี้แปลว่าเครื่องตัด หมายถึงตัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญหรือตัดความโง่เขลา ซึ่งในที่สุดก็จะเหลือความจริง ความดี ความงาม ความถูกต้องและความยุติธรรม ศาสตร์ของพุทธบริษัทมี ๓ ศาสตร์ คือ พุทธศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ศาสตร์ทั้งสามนี้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์นั่นเอง ทำให้บุคคลสามารถอยู่อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างสงบสุขทั้งกลุ่ม ลักษณะการศึกษาที่ถูกต้องตามแนวคิดท่านพุทธทาส สรุปได้ว่าขอให้ทุกคนถือว่า มีมหาวิทยาลัยในร่างกาย จงเข้ามหาวิทยาลัยนี้กันทุกคน ด้วยการเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าผู้สั่งสอนเพื่อให้ได้มาซึ่งบรมธรรม เพื่อให้มนุษย์กล่าวได้ว่ามนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์เลย แล้วก็พยายามให้เป็นเรื่องของการปฏิบัติอยู่เรื่อยไป อย่าให้เป็นเรื่องเพ้อทางปริยัติ หรือทางหลักวิชามากไป

 การศึกษาตามแนวที่ท่านพุทธทาสเสนอไว้นั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ศึกษา คือ
๑. ทำให้มีความสำนึกในบุญคุณของชาติ   เพราะมีหลักสังฆศาสตร์ อันทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสามัคคีกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน และทำให้เห็นความสำคัญของความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะมีการฝึกฝนให้สำนึกในหน้าที่
๒.ทำให้พ้นทุกข์ได้ เพราะมีสัมมาทิฏฐิ เนื่องจากไม่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ในความเห็นแก่ตัวแต่ถ่ายเดียว  ทำให้ได้ประโยชน์จากความถูกต้องดีงาม เพราะไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา  และทำให้เห็นคุณค่าของศาสนาในการแก้ปัญหาทางใจ และทำให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีปัญญาและคุณธรรมทางจิตเป็นผู้ควบคุม
๓. ทำให้มองเห็นความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ตามกฎแห่งกรรม   จึงไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ทำให้รู้จักแยกความแตกต่างระหว่างความหมายอันแท้จริงและความหมายที่ชาวโลก ทั่วไปใช้กัน กล่าวคือ ภาษาธรรมกับภาษาคน เพื่อให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริง
๔. ทำให้สังคมมีสันติสุขไม่เบียดเบียนกัน    ทำให้นายทุนอาจกลายเป็นเศรษฐีใจบุญ และกรรมกรกลายเป็นคนขยันขันแข็ง ประพฤติธรรมะ ทำให้คำว่า นายทุนและ กรรมาชีพหายไปจากโลกด้วยวิธีของศีลธรรม 
ประโยชน์อันพึงได้จากแนวทางการศึกษาของพุทธทาสภิกขุ  อาจจะสรุปได้ในทัศนะของท่านว่า สันติสุขหรือสันติภาพอันถาวรของโลกนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเข้าใจอันถูกต้องของคำว่า การศึกษาถ้าหากว่าการศึกษาได้รับการพิจารณาจนเข้าใจถูกต้อง และได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง โลกก็จะดีกว่านี้ คือจะกลายเป็นโลกของพระอริยเจ้า ที่ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง โดยไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีเรือนจำ โรงเรียนก็แทบจะไม่จำเป็น เพราะว่าอาจจะสั่งสอนกันได้ทุกหนทุกแห่ง เพราะคนประพฤติดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นตัวอย่าง

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น