จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระเรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระเรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าแง่คิดคติสอนใจ ..เรืิ่องเกี่ยวกับแม่ เหตุผลที่เราควรรักแม่ มากกว่าแฟน ..

  

.. เหตุผลที่เราควรรักแม่ มากกว่าแฟน ..

แม่. . . ไม่เคยหลอกให้เราหลงรัก
เพราะเราเต็มใจรักแม่ โดยไม่ต้องหลง

...

แม่. . . อาจเคยตีเราให้เจ็บ แต่ไม่เคยทำให้เราเจ็บหัวใจ
แม่. . . ส่งเสียเรา แต่เราต้องส่งเสียแฟน

 

...
แม่. . . ไม่เคยบอกเลิก
แม่. . . เป็นแบงค์ส่วนตัวที่เวลากู้ไม่เคยคิดดอกเบี้ย
และไม่ค่อยทวงคืน

...

แม่. . . เห็นเราเดินแก้ผ้าตั้งแต่เล็ก โดยไม่เคยติเรื่องรูปร่าง
แม่. . . เป็นคนที่เห็นเราดีกว่า แฟนของแม่เสมอ
ขอหอมแม่ไม่ยากเท่าขอหอมแฟน

 

...
แม่. . . ยอมตัดสะดือตัวเองเพื่อให้เราเกิดมา
แม่. . . สอนให้เราพูดได้ เพื่อจะไปบอกรักแฟนตอนโต
แม่. . . ยอมเป็นยายอ้วนลงพุงตั้ง 9 เดือน
เพื่อให้เราอาศัยอยู่ข้างใน

...

และในประเทศนี้ไม่มี . . . “วันแฟนแห่งชาติ”
เหมือนวันแม่ใช่มั้ย

...

รู้ว่าความรักของแม่ ยิ่งใหญ่กว่าแฟนแล้ว. . .
พรุ่งนี้!! คุณอยากบอกแม่ว่าอะไรดี. . .?

 



อย่ารอโอกาส หรือรอเวลาบอกรักแม่เฉพาะ “วันแม่” เท่านั้น

. . .เพราะวันเวลาอาจทำให้คุณ . . . ไม่มีโอกาสบอกรักแม่ก็เป็นได้
 

เรื่องเล่าแง่คิดคติสอนใจ เกี่ยวกับแม่ 8 ครั้งที่แม่โกหกผม แม่รักลูกน่ะ ผมก็รักแม่


แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต
      เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม
เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม 
แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้างๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า"ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม
เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็กๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ" ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม
ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชั่วโมงเมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม
หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้างๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงาน ใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว
ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆ ที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6
เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม
เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ.. ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก
ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว" นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง …
    ขอบคุณที่มาจาก http://www.dhammajak.net/dhamma/80.html

ความรักที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ ถ้าคุณเป็นลูกหากแม่เรายังมีอยู่จงรู้ไว้ว่าความรักเป็นอย่างไร
หากถ้าคุณเป็นแม่จงรู้ไว้ว่าความรักที่บริสุทธิ์แบบนี้เราไม่มีให้ใครอีกแล้วนอกจากลูกของเรา   
                                                                                                                             อุตฺตม... 

เรื่องเล่าแง่คิดคติสอนใจ คำสอนของแม่ แม่สอนว่า

 

 คำสอนของแม่


แม่คงสอนให้ลูกฉลาดไม่ได้
ลูกต้องเรียนรู้และฉลาดด้วยไหวพริบ และกึ๋นของลูกเอง


แม่อยากให้ลูกคิดและมองโลกในแง่ดี
อย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้ เป็นไม่ได้
หัดคิดให้เป็นบวกไว้แหละดี


 


แม่อยากให้ลูกหัดฝัน
เมื่อไรลูกฝันเป็น ไม่ว่าจะเป็นใฝ่ฝัน
หรือความฝัน ลูกจะรู้ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไหน


แม่อยากให้ลูกพูดแต่เรื่องดี พูดแต่เรื่องสวยงาม
จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น และจงเป็นคนแรก
ที่ให้กำลังใจ และชื่นชม


 


แม่อยากให้ลูกทำเรื่องแปลกๆ
ลูกไม่จำเป็นต้องเดินตามชีวิตประจำวันของใคร
อย่าเก็บความคิดแปลก เพียงเพราะเห็นว่ามันไม่เหมือนใคร


 


แม่อยากสอนให้ลูกกล้าแดด กล้าฝน
เพราะภายใต้ไออุ่นของดวงอาทิตย์ ลูกจะได้รับวิตามินดี
และภายใต้ฟ้าที่มีฝน มันจะทำให้ลูกร้องไห้โดยไม่มีใครเห็นน้ำตา


 


แม่อยากสอนให้ลูกออกกำลังกายทุกวัน
อย่างน้อยคนเราก็ต้องเคลื่อนไหวทะมัดทะแมง
ลูกได้ออกแรงเสียบ้าง ลูกจะแข็งแกร่งไม่อ่อนแอ


แม่อยากให้ลูกยิ้ม และอยู่กับโลกด้วยความรัก
ยิ้มอาจจะไม่ชนะทุกสิ่ง ยิ้มมากๆ อาจจะดูเหมือนคนบ้า
แต่มันก็ดีกว่าหน้าบึ้งหน้างอเป็นไหนๆ


 


แม่อยากสอนให้ลูกรู้จักอดทน
ลูกต้องเรียนรู้ว่าลูกไม่มีทางได้ทุกๆ อย่างที่ลูกหวังไว้
อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง


แม่อยากสอนให้ลูกเขย่งขาขึ้นให้สูง
ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าสองมือเราจะเอื้อมคว้า
เพียงแค่ว่าเรายืนยันที่จะไม่ยืนอยู่กับที่


 


แม่อยากสอนให้เจ้ามีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ด้วยล่ะลูก
คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ เขาสุขจริงๆ ไม่เป็นหรอกเจ้าเอย


ไอคิวมันติดมาแต่บนฟ้าลูกจ๋า ไม่ฉลาดก็มีความสุขได้ไม่ต้องห่วง
อย่าน้อยใจถ้าตามใครเขาไม่ทัน อย่าเสียขวัญถ้าเราช้ากว่าใครๆ
อีคิวมันต้องหาเองบนโลกนี้ลูกเอ๋ย ไม่ฉลาดก็น่ารักและมีความสุขได้


 


"อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ลูกมีกำลังใจเป็นถุงจากแม่ ไม่ต้องกลัว"


ขอบคุณ ข้อมูลจาก Forward Mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าแง่คิดคติสอนใจ วิถีชีวิตคน บนวิถีชีวิตนกอินทรีย์


ข้อคิดชีวิตคน บนวิถีชีวิตแห่งนกอินทรี

                                 นก อินทรีเป็นสัตว์ปีกที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก มันมีอายุยาวนานถึง 70 ปี เมื่อเอ่ยถึงนกอินทรี เราก็จะต้องนึกถึงความยิ่งใหญ่ สง่างามขณะที่มันบินอยู่บนท้องฟ้า  สาย ตาอันแหลมคม ยาวไกล กรงเล็บอันแข็งแกร่ง ทรงพลัง ความรวดเร็วเด็ดขาดในการจับเหยื่อ มันเป็นนกที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่านกใดๆ ทั้งมวลที่มีอยู่ในโลกนี้ ประเทศอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่เยอรมันนี ยังถือเอานกอินทรีเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศเลยทีเดียว
                                แต่ ทว่าจะมีใครทราบหรือไม่ว่านกอินทรีนั้นจะมีช่วงชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งยาก ลำบาก และทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เป็นช่วงชีวิตที่เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของมัน นั่นก็คือช่วงที่มันมีอายุได้ 40 ปี เพราะในช่วงอายุนี้ ปากของมันจะงองุ้ม จะจิก จะกินอะไรก็ทำได้ยากยิ่ง ส่วนเล็บของมันก็จะยาวและโค้งงอ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการจะจับสัตว์กินเป็นอาหารได้เหมือนเดิม สำหรับปีกอันงามสง่าของมันก็จะเกิดขนปกคลุมจนหนา และหนัก ทำให้การบินของมันแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบากและเชื่องช้ายิ่ง ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานนี้ กินเวลายาวนานถึง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือนเศษ !
                                ใน สภาวะอันทุกข์ทรมานนี้ มันมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ หนึ่ง ฆ่าตัวตายเสียเพื่อยุติความทุกข์ทรมานนั้น และสองอดทนฟันฝ่าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเพื่อจะมีชีวิตใหม่ให้ได้!
                                เมื่อ มันเลือกทางที่หนึ่ง มันก็สามารถทำได้ด้วยการเอากรงเล็บปาดคอตัวเองเพื่อจบชีวิตของมันลงเสีย หรือมิฉะนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร เพียงอยู่เฉยๆ แล้วนอนรอความตายที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็ว ภายในไม่เกิน 150 วันนั้น
                                แต่ หากมันเลือกหนทางที่สอง มันต้องพยายามอีกครั้งที่จะบินขึ้นสู่ภูเขาสูง และ ณ ที่นั้น มันต้องเคาะปากของมันกับหินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แม้จะเจ็บปวดปานใด มันก็ต้องทนให้ได้ เพื่อให้จงอยปากของมันหลุดร่อนออกมา จากนั้นมันก็ต้องเคาะเล็บของตนเองที่งองุ้มนั้นกับหินแข็งๆ ให้เล็บหลุดออกมาทีละเล็บ จนกระทั่งเล็บหลุดออกมาจนหมด และมันต้องจิกขนที่หนาเตอะ ทั้งที่อก ที่ปีก ออกทีละชิ้น ทีละชิ้น จนขนที่หนาเตอะเหล่านั้นหลุดร่วงหายไป แน่นอนว่ากระบวนการเหล่านี้ จะต้องกินเวลานาน และเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สากรรจ์ กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มอย่างช้าๆ และต่อเนื่องไป จนสิ้นสุดลงเมื่อครบ 150 วัน!
                                ถ้า มันสามารถผ่านกระบวนการอันยากลำบากนั้นมาได้ รางวัลของมันก็คือ ปากที่จะงอกออกมาใหม่ซึ่งแข็งแกร่งและสวยงามกว่าเดิม เล็บที่งอกออกมาใหม่ซึ่งแข็งแรง แหลมคม สวยงามกว่าเดิม เหมาะอย่างยิ่งกับภาระกิจการล่าที่มันถนัด และของขวัญล้ำค่าที่สุดที่ถ้าหากมันผ่านกระบวนการนี้ไปได้ก็คือ มันจะมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้อีกถึง 30 ปี!! เป็นชีวิตอีก 30 ปีที่แข็งแกร่งกว่าเดิม สง่างามกว่าเดิม ทรงพลังกว่าเดิม ปรากฏตัวบนท้องฟ้าได้อย่างยิ่งใหญ่และมีเกียรติมากกว่าเดิม!
                                มี นกอินทรีหลายตัวจำนวนมากที่สามารถผ่านบททดสอบนี้ และก็มีนกอินทรีอีกจำนวนมหาศาลเช่นกัน ที่แม้จะตัดสินใจเลือกที่จะมีชีวิตใหม่ด้วยทางเลือกที่สองนั้น แต่ก็ต้องตายไปขณะอยู่ในกระบวนการทดสอบอันหฤโหด 150 วันนี้ ส่วนนกอินทรีที่เลือกทางเลือกแรกข้างต้นนั้น ตายหมดทุกตัวภายใน 150 วันนั้นอยู่แล้ว!!
                                หลายคนเชื่อว่าวิถีชีวิตแห่งนกอินทรีนี้ อาจเป็นที่มาของเรื่องราวปรัมปราว่าด้วย นกฟีนิกซ์ ในตำนานความเชื่อของชนชาวกรีกโบราณ นกฟีนิกซ์นี้ได้ชื่อว่าเป็นนกที่มีชีวิตอันอมตะซึ่งไม่มีวันตาย (เพราะเมื่อตายแล้วก็ยังสามารถฟื้นคืนชีวิตได้ทุกครั้งไป!)
                                หาก มองวิถีชีวิตของคนเราผ่านวิถีชีวิตแห่งนกอินทรีแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งนกอินทรีและมนุษย์เรามีช่วงชีวิตพอๆ กัน คือประมาณ 70 ปี และคำกล่าวของพวกฝรั่งที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ปี!” นั้น ก็อาจมีนัยสำคัญเทียบเคียงกับวิถีชีวิตของนกอินทรีก็เป็นได้?
                                แต่ไม่ว่าจะ 30 หรือ 40 หรือ 50 ปี คนเราก็จะต้องมีช่วงเวลาที่สำคัญ อันเป็นช่วง เปลี่ยนผ่าน (Transforming) อยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเวลาใดในช่วงระยะเวลานั้นกันทั้งสิ้น เป็นการเปลี่ยนผ่านเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่คนคนใหม่ คุณภาพใหม่ คุณค่าใหม่ ที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งบางครั้ง สำหรับบางคน อาจเรียกได้ว่าเป็นการ เกิดใหม่ อีกครั้งหนึ่งได้เลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็ต้องอาศัยเจตนารมณ์ที่ใหญ่ยิ่ง อาศัยความกล้าหาญอย่างยิ่ง อาศัยความมุ่งมั่น ความอดทนอย่างยิ่ง อาจต้องลืมอดีตให้หมดสิ้น ทิ้งความเชื่อเก่าๆ ทิ้งความเคยชินเก่าๆ ทิ้งอุปนิสัยเก่าๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่คนใหม่ได้อย่างแท้จริง ยังไงผมก็ยังชอบคำกล่าวๆ หนึ่งที่ว่า อยากมีชีวิตใหม่ ก็จงอย่าใช้ชีวิตแบบเดิม!” และคำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหวังว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิมนั้น นับว่าเป็นความวิกลจริตชนิดหนึ่ง!”
                                 คน บางคนนั้น แม้อาจมีอายุยืนยาวถึง 70-80 ปี แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ใดในชีวิต ไม่มีการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นกับโลกใบ นี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า ความจริงแล้วคนๆ นั้น ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่อายุได้ราว 20 ปีเท่านั้น เพียงแต่ว่างานศพของเขาอย่างเป็นทางการนั้น ค่อยไปจัดเอาหลังจากนั้นอีกราว 50-60 ปี เท่านั้นเอง!!

ขอบคุณที่มาจาก  http://www.ajarnvason.com/index.php?mo=3&art=478683

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บทความเรื่องสั้นแง่คิดสอนใจ เรื่อง คนสามคนในตัวเรา เราเป็นใคร

เรื่อง คนสามคนในตัวเรา เราเป็นใคร

ณ วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า

"ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ
แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ"

หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า

"เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน

คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

"คนเราล้วนมีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก
ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ "

"มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ
จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ "

"อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ
บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร "

คนที่ชอบนินทานั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว
คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล "

"แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ "

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

"เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์
เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง

ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม "

"เข้าใจครับหลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมี ความสุขอีกครั้ง
 ขอขอบคุณที่แบ่งปัน
http://pbmath.exteen.com/20090228/entry-3

นิทานแง่คิดเรื่องสั้นสอนใจ เรื่อง สิ่งของในกำมือ คือความลับที่อยากรู้ เหรียญ ๕ บาท

 เรื่อง สิ่งของในกำมือ คือความลับที่อยากรู้

ในค่ำคืนนึง...หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว
คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก
ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้
พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า
ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม...คุณพ่อว่า ไม่พ่อต้อง 5 ที
และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง15ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า
เป็นอะไร เมื่อคุณพ่อแบมือออก

มันก็คือเหรียญ 5 บาท ธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย
ถ้าอยากดูต้องเขกพี้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูคะ

คุณพ่อว่า เอ้า...เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอกว่า ทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ
คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง

คุณพ่อเลยสอนว่า

" นี่แหละลูก อะไรที่เป็นความลับคนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อยๆแล้วก็มักจะเบื่อให้ดูฟรีๆยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควรก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก"


ขอฝากแก่ผู้หญิงทุกคนก่อนที่จะทำอะไรลงไปเมื่อไม่ถึงเวลาของชีวิตเรา

บทความเรื่องเล่า แง่คิดสอนใจ เรื่อง ตามหาความสุข ความสุขอยู่ที่ใด

เรื่อง ตามหาความสุข ความสุขอยู่ที่ใด


โดย ธามาดา
ฉันไม่มีความสุข...

ฉันไม่ชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันน่าเบื่อและไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันไม่ชอบเจ้านาย เพราะเขาไม่เคยคิดหรือทำอะไรเองนอกจากชี้นิ้วสั่งกับดุด่าฉันเท่านั้น

ฉันไม่ชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาเผชิญโลกที่โหดร้าย แต่ละสัปดาห์ของการทำงานดูราวกับการคืบคลานไปท่ามกลางสนามรบ

ฉันไม่ชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำงานไปได้วันเดียวยังมีอีกหลายวันที่โหดร้ายรออยู่

ฉันไม่ชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมกับความล้าและพบว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งทางเท่านั้น

ฉันไม่ชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดหลายวัน แต่ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป พรุ่งนี้ก็ยังต้องทำงาน

ฉันไม่ชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันเหนื่อยจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหวแล้วแต่ก็ยังต้องลุกไปทำงาน

ฉันไม่ชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันอยากตื่นสายๆ แต่กลับมีเด็กบ้านใกล้ๆวิ่งเล่นเสียงดังจนต้องตื่นแต่เช้า

ฉันไม่ชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะถูกปลุกแต่เช้าเช่นกันด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นกับเสียงตัดต้นไม้และเครื่องตัดหญ้าของเพื่อนบ้าน

ฉันไม่ชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ร้านรวงในกรุงเทพฯปิด จะซื้อหาอะไรก็ยาก จะออกไปต่างจังหวัดคนก็มาก ฉันเคยเห็นรถติดบนยอดเขาห่างไกลในวันสิ้นปีมาแล้ว

ฉันไม่ชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันถึงที่ทำงานช้า

ฉันไม่ชอบรถเมล์ เพราะฉันต้องยืนเบียดกับคนแปลกหน้าและร้อนอบอ้าว

ฉันไม่ชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันคับแคบแออัด เปิดหน้าต่างออกไปเห็นแต่ตึกบังท้องฟ้า

ฉันไม่ชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลมากและมีแต่ความกันดาร

ฉันไม่ชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันไม่เคยให้แง่คิดหรือช่วยพัฒนาจิตใจของเราให้ดีขึ้นเลย

ฉันไม่ชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกอบอ้าวและหงุดหงิดทั้งวัน

ฉันไม่ชอบหน้าฝน เพราะมันทำให้ฉันเปียกแฉะ เดินทางลำบาก ตากผ้าก็ไม่แห้ง

ฉันไม่ชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันเป็นหวัดและไม่มีชีวิตชีวา

ฉันไม่ชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง ทำให้ฉันหางานทำลำบาก
ฉันไม่ชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่โรแมนติก ไม่เอาอกเอาใจฉันเลย
ฉันไม่ชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีแต่ความเบียดเสียด ทุกอย่างเร่งรีบและดิ้นรนผู้คนเห็นแก่ตัว
ฉันไม่มีความสุข... ........... ความสุขอยู่ที่ไหนกัน...


.......................................................................................................................


วันหนึ่งฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แม่ลูกคู่หนึ่งนั่งรอรถอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสักพักอยู่ๆลูกชายวัยซนของหญิงคนนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าและบอกกับแม่ แม่หมาอยู่บนฟ้า
ไหนลูกแม่ขมวดคิ้วแล้วโน้มตัวมองตามลูก อ๋อ เมฆน่ะเหรอลูก ดูเป็นหมายังไงนะ
นี่ไงแม่ ตรงที่ยื่นๆออกมานี่เป็นหัวหมา นี่หูมัน มีขาหน้าด้วย
แล้วขาหลังล่ะลูกไม่เห็นมีเลย
มันกระโดดออกจากปุยนุ่น ขาหลังมันเลยจมในปุยนุ่นเด็กชายว่า
ฉันหันไปมองเมฆก้อนนั้นตามด้วนความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมันเป็นแค่ก้อนเมฆสีขาวไร้รูปทรงธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความเหมือนกับหมาตรงไหนเลย ฉันยักไหล่แล้วหันไปชะเง้อมองรถเมล์บนถนนตามเดิม เสียเวลาฟังเจ้าเด็กฟุ้งซ่านจริงๆ
เหรอ...แต่แม่ว่ามันดูเหมือนกับยีราฟนะลูก เห็นมั้ย คอมันยาวเป็นยีราฟเลย หูชี้ด้วย
ไม่ใช่นะแม่ ยังเป็นหมาอยู่ หมาคอยาวๆโอ๊ยๆๆทำไมขามันหายไปแล้วล่ะ
ข้างบนลมคงพัดแรงน่ะลูก เมฆมันเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยในอากาศและจับตัวกันเป็นก้อน พอลมพัดมันก็เปลี่ยนรูปร่างเหมือนกันตอนที่ลูกเป่าควันในชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆไงจ๊ะ
ฉันเงยหน้ามองก้อนเมฆไอน้ำสีขาวบนทั้งฟ้าอีกครั้ง ฉันมองอย่างไรก็เห็นเป็นเพียงแต่เมฆธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่แม่ลูกคู่นั้นเห็นเป็นสัตว์ต่างๆมากมาย ทำไมของสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันกลับมองไม่เหมือนกัน หรือว่ามาลูกคู่นี้เห็นในสิ่งที่ฉันไม่เห็น...
บนรถเมล์ที่ฉันโหนไปทำงาน เด็กนักเรียนสองคนใกล้ๆ กำลังพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ทำไมแกรีบอ่านหนังสือคร่ำเคร่งนัก กว่าจะสอบก็ปีหน้าไม่ใช่เหรอ
ต้องรีบอ่านสิ อีกแค่ปีเดียวพวกเราต้องสอบแล้วนะ นี่อ่านแทบไม่ได้นอนมาหลายเดือนแล้ว” “เหรอ...” “แล้วแกล่ะ ทำไมจนป่านนี้ยังไม่อ่านหนังสือสักที
ไม่ต้องรีบหรอก อีกตั้งปีกว่าจะถึงวันสอบ

ฉันมองตามหลังเด็กทั้งสองขณะที่พวกเขาเดินลงจากรถหน้าโรงเรียน นับว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนสองคนที่มองสิ่งเดียวกันต่างออกไป คนหนึ่งมองอย่างเป็นทุกข์ อีกคนมองอย่างไม่ทุกข์ หรือว่าทุกสิ่งรอบตัวสามารถมองได้สองแบบจริงๆ แบบเดียวกับที่ฉันมองสองด้านของเหรียญหรือมองแก้วน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว

แล้วที่ฉันไม่มีความสุขอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการมองของฉันใช่หรือไม่...
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านมานั่งพักที่ระเบียง แมวดำตัวหนึ่งกำลังพยายามจะมาคุ้ยหาขยะในถุงดำที่มัดกองไว้หน้าบ้าน แต่แรกฉันทำท่าจะถอดรองเท้าขว้างใส่แบบที่เคยทำมา แต่พอคิดไปอีกทางว่าการเกิดเป็นแมวจรจัดไร้เจ้าของและที่ซุกหัวนอนนั้นก็แย่พออยู่แล้ว ยังต้องมาคุ้ยขยะหาอาหารประทังชีวิตให้รอดแล้วยังถูกคนขับไล่อีกไปที่ไหนก็มีแต่คนไม่ต้อนรับเอ็นดู

ฉันลองเปลี่ยนความคิดดู หันหลังเดินเข้าครัว หยิบไส้กรอกอีสานและแฮมในตู้เย็นออกมาอุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็เปิดประตูบ้านออกไป แมวดำยังอยู่ที่กองขยะหน้าบ้าน แสงจากเสาไฟฟ้าที่ส่องสลัวลงมาถึงตัวของมันทำให้มองดูเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก ฉันส่งเสียงเลียนแบบแมวดังเมี้ยวๆ จนมันหันมามอง

กินซะนะ อยู่ด้วยกันมานานฉันเพิ่งจะมาใจดีวันนี้แหละแมวตัวนั้นค่อยๆเดินมาอย่างกล้าๆกลัวๆจนมาหยุดใกล้ๆฉันจึงวางไส้กรอกอีสานกับหมูแฮมลงบนพื้น แมวจรจัดส่งเสียงร้องเหมียวๆขณะก้มลงดมอาหารมื้อพิเศษนั้น ในที่สุดมันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว

ฉันยืนกอดอกมองภาพแมวที่กำลังกินอาหารที่ฉันหามาให้อย่างมีความสุข เพิ่งได้รู้กับตัวเองว่าการไล่แมวกับการให้อาหารแมวนั้นมันให้ความสุขทางใจที่แตกต่างกันมากกขนาดนี้เอง


ต่อจากนี้ไปฉันจะมีความสุข... .........................................................................................................
 
ฉันชอบงานที่ฉันทำ เพราะมันให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมือทำงานเพื่อส่วนรวมและมีรายได้มาเลี้ยงตัวเอง งานทั้งหลายนั้นดูช่างท้าทายฉันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
 
ฉันชอบเจ้านาย เพราะเขาให้โอกาสฉันคิดและตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองโดยพยายามตักเตือนแนะนำเมื่อฉันทำงานผิดพลาด

ฉันชอบเช้าวันจันทร์ เพราะเป็นวันที่ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งสัปดาห์นี้จะต้องดีกว่าสัปดาห์ที่แล้ว


ฉันชอบเช้าวันอังคาร เพราะเป็นวันที่ฉันเพิ่งทำงานไปได้วันเดียว ยังมีอีกหลายวันที่สนุกสนานรออยู่ เพื่อนที่ทำงานยังรอฉันอยู่


ฉันชอบเช้าวันพุธ เพราะเป็นวันที่ฉันเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมความล้าเล็กน้อยและพบว่าเวลาผ่านไปครึ่งทางแล้ว ฉันจะรีบทำงานในเวลาที่เหลือให้ดีที่สุด อีกไม่นานฉันจะได้พักผ่อนวันหยุดแล้ว

ฉันชอบเช้าวันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่ฉันเห็นความคืบหน้าของงานในสัปดาห์นี้มากมาย หากฉันไม่จัดการงานพวกนี้ บริษัทและทุกคนในบริษัทคงลำบากมากฉันรู้ว่าฉันมีส่วนร่วมในการผลักดันบริษัทของฉัน


ฉันชอบเช้าวันศุกร์ เพราะฉันจะให้กำลังใจตัวเองว่านี่คือวันทำงานวันสุดท้ายแล้วฉันจะจัดการทุกสิ่งไม่ให้คั่งค้างเพื่อให้พรุ่งนี้และมะรืนนี้เป็นวันหยุดที่แสนสบาย

ฉันชอบเช้าวันเสาร์ เพราะฉันจะตื่นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กบ้านใกล้ๆที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ฟังดูสดชื่นมีชีวิตชีวา จากนั้นฉันจะเริ่มทำความสะอาดบ้านและมองดูบ้านที่สะอาดขึ้นทีละน้อยอย่างภูมิใจ


ฉันชอบเช้าวันอาทิตย์ เพราะฉันจะตื่นแต่เช้าเช่นกันเพื่อเตรียมหุงหาอาหารใส่บาตรพระที่ผ่านมาหน้าหมู่บ้าน จากนั้นฉันจะไปซื้อของและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน รอคอยสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น


ฉันชอบวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะมันทำให้ฉันมีเวลาส่วนตัวให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น


ฉันชอบรถติด เพราะมันทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการฟังเพลงวิทยุช่องโปรดและเหม่อมองสิ่งต่างๆรอบตัวนานขึ้น


ฉันชอบรถเมล์ เพราะฉันมองเห็นคนมากมายที่กำลังร่วมทางกันอยู่บนรถคันเดียวกัน แต่ละวันที่ได้พบกับผู้คนบนรถเมล์ฉันมักจะได้แง่คิดดีๆ จากการเงี่ยหูฟังพวกเขาคุยกันอยู่เสมอ

ฉันชอบบ้านเช่าที่ฉันอยู่ เพราะมันดูกะทัดรัดดูแลทำความสะอาดได้ง่าย มีเพื่อนบ้านมากมายคอยช่วยเป็นหูเป็นตาให้


ฉันชอบบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด เพราะมันห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองหลวง และฉันมักจะกลับไปพักผ่อนเติมพลังอยู่เสมอเมื่อเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตในเมือง


ฉันชอบนิยายน้ำเน่า เพราะมันทำให้ฉันผ่อนคลายและได้ล่องลอยไปในโลกความฝันบ้างหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว


ฉันชอบหน้าร้อน เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกถึงชีวิตชีวารอบข้าง เสียงแมลงต่างพากันร้อง นกต่างพากันบินออกหากิน ดอกไม้เบ่งบาน


ฉันชอบหน้าฝน เพราะมันช่างดูอบอุ่นชุ่มเย็น การเฝ้ามองต้นไม้เขียวขจีต้องลมฝนจากใต้ชายคาบ้านฉันเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ


ฉันชอบหน้าหนาว เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบาย ได้หยิบเสื้อหนาวสวยๆในตู้ออกมาใส่จะเดินออกไปไหนมาไหนก็กระชุ่มกระชวย นอนหลับก็สบายไม่ต้องเปิดพัดลม


ฉันชอบมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนจบมา เพราะมันไม่ค่อยมีชื่อเสียง หากฉันทำงานของฉันจนประสบความสำเร็จฉันจะกลายเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของฉันจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน


ฉันชอบคนรักของฉัน เพราะเขาเป็นคนจริงใจพูดตรงไปตรงมา ไม่มีมารยา และทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะเอาอกเอาใจเธอ


ฉันชอบกรุงเทพ เพราะที่นี่มีผู้คนมากมาย และมีบทเรียนใหม่ๆ ที่จะคอยสอนใจฉันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับที่มันเคยสอนฉันให้มองโลกอย่างมีความสุขมาแล้ว


ฉันมีความสุข...


การ์ตูน ขายหัวเราะ
ฉบับประจำวันพุธที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2550
ความสุขอยู่ในทุกหนแห่งและอยู่ที่ตัวฉันเอง...อยู่ที่ฉันจะตั้งใจมองหามันในทุกสิ่งรอบข้างเองหรือไม่เท่านั้น...
สวัสดี บทความดีหรือไม่ไม่รู้อยู่ที่คุณรู้สึกว่าตัวเองจะเปลี่ยนความคิดใหม่หรือไม่

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องสั้น คำถามของชีวิต


เรื่องสั้น คำถามของชีวิต
ในเสียงสายลมที่พัดหวิวพลิ้ว  แสงอาทิตย์สาดทาบทาทุกสรรพสิ่ง  ใบไม้เอนล้อลู่ลม  อากาศอบอุ่นของยามเช้าช่วงปลายฝนต้นหนาว  ภิกษุสองวัยนั่งบนลานดินสนทนากันเบาๆ  องค์หนึ่ง   ผ่านฝน  ผ่านร้อนหนาวมาหลายฤดู จนเส้นผมปรากฏสีดอกเลา  ภิกษุอีกรูปเพียงย่างเข้าสู่ความเป็นหนุ่มเต็มเบญจเพศ  คนสองวัยสองความคิดบนเส้นทางเดินเดียวกัน 

          หลวงตาครับ  เสียงภิกษุหนุ่มผู้เริ่มเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัตร์  เริ่มสนทนา 

“หลวงตาคิดว่าการที่คนเราถือศีลเพื่ออะไร 

แล้วทำไมคำตอบของศาสนาแต่ละศาสนาถึงไม่เหมือน

กัน”

แล้วคุณคิดว่าคุณถือศีลเพื่ออะไร  หลวงตามีความรู้ไม่มาก  เพียงผ่านโลกมามากจึงอยากจะบอกตามทัศนะของหลวงตา  และถามคุณว่า 

“คนเราอยู่คนเดียวในโลกได้ไหม”

ไม่ได้ครับ

“เมื่ออยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้  ต้องเอาอะไรยึดละ”

กฎหมายครับ

“แล้วถ้าไม่มีกฎหมายละ”

ก็ต้องอาศัยระเบียบแบบแผน

“แล้วถ้าไม่มีระเบียบแบบแผนละ”

ก็ต้องอาศัยธรรมเนียม  จารีตประเพณี

“แล้วถ้าไม่มีธรรมเนียม  จารีตประเพณี”

คงต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  ภิกษุหนุ่มกล่าว

หลวงตามองภิกษุหนุ่มด้วยแววตาอ่อนโยน   ก่อนเอ่ยอย่างช้าๆ  ว่าที่คุณตอบมานั่นแหละคือศีลเบื้องต้น

“ความเห็นอกเห็นใจเป็นบ่อเกิดของจารีต  ประเพณี จารีต  ประเพณีเป็นบ่อเกิดของแบบแผน  แบบแผนเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยกันและกันอย่างแยกไม่ออก” 

“เมื่อคนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้  เจตนารมย์ของการถือศีลเบื้องต้นในความรู้สึกของหลวงตาเองนะ  การที่คนเราต้องรักษาศีล  ก็เพื่อให้สังคมเราอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข  ไม่เบียดเบียนกัน  ถ้าปราศจากการถือศีลเสียแล้ว  การอยู่ร่วมกันก็ไม่เป็นสุข  จิตใจเราก็จะไม่เป็นปกติไปด้วย  เพราะฉะนั้น  พระพุทธองค์จึงสอนให้เราถือศีล  เพื่อที่เราจะได้มีความสุขด้วยการอยู่รวมกัน  และจะเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ  จิตก็จะดี  และมีอารมณ์ผ่องใส”

คำสอนในทางพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องห้ามจิตใจ  เป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจให้เกิดความคิดอ่านถูกต้อง  จะทำอะไรก็ต้องคิด  คิดว่า  ทำทำไม  ทำเพื่ออะไร  ทำแล้วจะได้อะไร  แล้วสิ่งที่ได้มานั้นมันเป็นวามสุขหรือความทุกข์  ให้ความร้อนหรือให้ความเย็น  ให้ความเสื่อมหรือให้ความเจริญแก่ชีวิตของเรา  และแก่คนหมู่มากไหม  ก่อนจะทำอะไร  ต้องคิด  คิดให้ละเอียด

ภิกษุหนุ่มครุ่นคิดตามคำพูดของหลวงตา  พูดเบาๆ  คล้ายรำพึงกับตัวเอง  ก่อนทำ  ต้องคิด  คิดให้ละเอียด

หากชีวิตคนเป็นเหมือนต้นไม้ใบหญ้า คงไม่ต้องคิดหรอก 

ทำไมละหลวงตา  ภิกษุหนุ่มถาม

คำตอบนั้น  ท่านก็รู้อยู่แล้ว  เพราะต้นไม้ใบหญ้ามันแค่ยืนต้น  ไม่มีจิต  ไม่มีวิญญาณ  แต่คนเราทอดความคิดไปอีกทอดหนึ่ง  มีอารมณ์ความรู้สึก  มีการจินตนาการมาก  จึงขอเตือนท่านดังในพุทธภาษิตธรรมบทว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา        มโนเสฏฺฐา มโนมยา 

มนสา เจ ปทุฏฺเฐน             ภาสติ วา กโรติ วา 

ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ            จกฺกํว วหโต ปทํ. 

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ 

สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดี  ,

ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น 

ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.

          ขอฝากให้ท่านไปว่าทุกอย่างเกิดจากความคิดเราก่อน  หลวงตาเพียงเป็นพระแก่ๆ  ไม่มีธรรมะลึกซึ้งอะไร  เพียงอยากเตือนว่า 

จงระวังความคิดของเรา

เพราะความคิดของเรา

จะกลายเป็นความอยากของเรา

จากความอยากของเรา

จะกลายเป็นการกระทำของเรา

จากการกระทำของเรา

จะกลายความเชื่อของเรา

จากความเชื่อของเรา

จะกลายเป็นการยอมรับของเรา

จากการยอมรับชองเรา

จะกลายเป็นการวิเคราะห์ของเรา

เมื่อสิ่งใดที่เรายอมรับ อาจจะเป็นสิ่งที่เรายอมรับคนเดียวก็ได้  ฉะนั้นควรคิดให้ลึกและให้ละเอียดไปถึงการยอมรับของสังคม  หากสิ่งใดที่คิดแล้วไปสิ้นสุดที่การไม่ยอมรับของสังคม  สิ่งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำ

“สิ่งใดที่คิดแล้วเป็นประโยชน์  คิดไปจนถึงการยอมรับได้ของสังคม  สิ่งนั้นจงกระทำเถิด”

หากคุณคิดว่าศีลมันมากก็จงดูจิต  รักษาจิตของตนให้เป็นปกติเท่านั้น  ใจความของศีลสรุปอยู่ที่การมีสติ  ใจความของการรักษาศีลอยู่ที่พุทธพจน์ว่า

อันใดเดือดร้อนเขา  สบายเรา  อย่าทำ

          อันใดเดือดร้อนเรา  สบายเขา  อย่าทำ

          อันใดเดือดร้อนเขา  เดือดร้อนเรา  อย่าทำ

          อันใดไม่เดือดร้อนเขา  ไม่เดือดร้อนเรา

          จงพูด  จงคิด  และกระทำเถิด 

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น