จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เบิกเนตรโครงการ ฝนหลวง ร.๙


 ใน พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพบเห็นภาวะแห้งแล้ง ขณะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของพสกนิกรทางภาคอีสานบริเวณเทือกเขาภูพาน

.

เนื่องจากสภาพอากาศจากพื้นดินถึงระดับฐานเมฆ ไม่เอื้ออำนวยให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นเมฆและยากต่อการเหนี่ยวนำให้ฝนตกลงสู่พื้นดิน จึงมีฝนตกน้อยหรือไม่ตกเลย เป็นเหตุให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลายาวนาน สร้างความเดือดร้อนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรอย่างสาหัส

.

พระองค์พระราชทานพระราชดำริแก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรวิศวกรรม ว่าน่าจะมีวิธีประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ในการดัดแปรสภาพอากาศ มาช่วยให้เมฆกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝนได้ 

.

การรับสนองพระราชดำริ นำไปสู่การดำเนินการอย่างจริงจังของ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ม.ล.เดช สนิทวงศ์ และ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เพื่อศึกษาวิธีทำฝนเทียมของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอิสราเอล มาประยุกต์ใช้กับสภาพอากาศของประเทศไทย 

.

การทำฝนเทียมหรือฝนหลวง (Artificial Rain) เป็นเทคนิคการเหนี่ยวนำนํ้าจากฟ้าโดยอาศัยหลักการความร้อนชื้นปะทะกับความเย็น มีการใช้เครื่องบินโปรยสารเคมีจนไอนํ้าในอากาศอิ่มตัว และควบแน่นกลั่นตัวลงมาเป็นฝน เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิที่เหมาะสม และความสามารถในการบินประกอบกัน

.

ในช่วงเริ่มต้นของการทดลองปฏิบัติการฝนหลวง ประเทศไทยยังไม่มีนักวิชาการด้านการวัดแปรสภาพอากาศ หรือนักวิชาการทำฝนอยู่เลย รัชกาลที่ 9 จึงได้ทรงติดตามผลการวางแผนการทดลองปฏิบัติการ โดยทรงสังเกตจากรายงานแทบทุกครั้งอย่างใกล้ชิด 

.

14 ปีต่อมา จากการค้นคว้าและคิดค้นอย่างจริงจัง การปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆบนท้องฟ้าจริงๆ จึงเกิดขึ้นบริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จากการสนับสนุนเครื่องบินของแผนกปราบศัตรูพืชทางอากาศและกองเกษตรวิศวกรรม ในวันนี้เมื่อ พ.ศ. 2512

.

การทดลองดำเนินการ 3 เที่ยวบินด้วยกัน เที่ยวแรกดำเนินการโปรยน้ำแข็งแห้ง (Dry-ice) ทับยอดเมฆที่ระดับ 6,000-8,000 ฟุต ช่วงแรกเมฆยังไม่หนาแน่นมาก และไม่ปรากฏหยดน้ำเกาะที่กระจกกระจังหน้าเครื่องบิน 

.

เที่ยวบินที่ 2 นักบินต้องปรับเพดานบินสูงขึ้น เพื่อโปรยน้ำแข็งแห้งทับยอดเมฆที่พัฒนาตัวสูงขึ้นเป็น 8,000-10,000 ฟุต ปรากฏว่าเมฆมีสภาพแน่นและทึบแสง เริ่มมีละอองน้ำขนาดเล็กเกาะที่กระจกกระจังหน้าของเครื่องบิน

.

เที่ยวบินที่ 3 น้ำแข็งแห้งถูกโปรยที่ยอดเมฆระดับ 12,000-15,000 ฟุต ฐานเมฆเปลี่ยนเป็นเป็นสีเทาเกือบดำ เม็ดน้ำที่จับกระจังหน้าของเครื่องบินมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นหยดฝน เครื่องบินมีอาการสั่นสะเทือน และโยนตัวขึ้นลงรุนแรงหลายครั้ง สรุปผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่สามารถควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้

.

หลังจากนั้น การพัฒนาฝนหลวงได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ รัชกาลที่ 9 ทรงวิเคราะห์กรรมวิธีผลิตฝนหลวงว่ามี 3 ขั้นตอนด้วยกัน

.

ขั้นที่ 1 ก่อกวน (ใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบนเป็นก้อนเมฆ) 

.

ขั้นที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน (โปรยสารเคมีฝนหลวงที่ทรงค้นคว้าขึ้นมา โดยไม่มีสารพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ก้อนเมฆขยายตัวหรืออ้วนขึ้น) 

.

ขั้นที่ 3 โจมตี (เมื่อกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอ ภายในจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมายที่พร้อมตกลงมาเป็นหยาดฝน)

.

พ.ศ. 2518 รัฐบาลตระหนักถึงการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานฝนหลวงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้น เพื่อให้ปฏิบัติการฝนหลวงสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ครอบคลุมขึ้น จึงมีการตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง ‘สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง’ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป

.

พ.ศ. 2535 สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงถูกรวมเข้ากับกองบินเกษตร ก่อตั้งเป็น ‘สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร’ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ รวมถึงบินบริการสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

.

พ.ศ. 2556 สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น ‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2556 เพื่อให้การบริหารจัดการการปฏิบัติการฝนหลวง เป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการบูรณาการภารกิจร่วมกับส่วนราชการอื่น

__

ภาพถ่ายโดย อธิษฐ์ พีระวงศ์เมธา


ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก


ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน : http://huahin.royalrain.go.th/historyhuahinroyalrain/historyofdepartmentroyalrain.php


กรมฝนหลวงและการบินเกษตร : https://www.royalrain.go.th/royalrain/ShowDetail.aspx?DetailId=9668


มูลนิธิมั่นพัฒนา : http://www.tsdf.nida.ac.th/th/royally-initiated-projects/10167-%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A8-2498/


วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บทความดีๆของชีวิต:หลายอย่าที่จะทำให้คุณหลุดพ้น


 

อย่าอยู่กับคนที่ทำให้คุณรู้สึกด้อยค่า

อย่าแคร์คนที่ไม่สนใจว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร

อย่าเสียน้ำตาให้คนที่ไม่เคยหันมามอง เวลาคุณร้องไห้

อย่าเสียความเป็นตัวเองให้คนที่ไม่ให้เกียรติคุณ

อย่าหมดความมั่นใจ เพราะคำพูดของใครบางคน

อย่าเสียเวลาพิสูจน์ ในสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

อย่ายอมทำทุกอย่าง เพียงแค่อยากเอาชนะ

อย่าเบียดเบียนตัวเอง เพราะแค่อยากให้เขาพอใจ

อย่าเสียสละความสุข เพื่อแลกกับความรักปลอมๆ

อย่าฉุดรั้ง คนที่ไม่ได้ต้องการมีคุณอยู่ในชีวิต

อย่ายื้อเวลา เพื่อให้เขาทำร้ายใจคุณซ้ำๆ

อย่าถามหาเหตุผลจากคนที่ชอบใช้แต่อารมณ์

อย่ารอคำขอโทษจากคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด

อย่าเสียเวลาอธิบายให้คนที่ไม่อยากรับฟัง

.

มันไม่ง่ายที่จะตัดใครสักคนจากชีวิต

แต่มันก็ไม่ยาก ถ้าคุณรักตัวเองมากพอ

คุณต้องตัดสินใจ ว่าจะทนอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ

หรือเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ “เลือก” อีกครั้ง

อย่ากลัวการสูญเสีย 

จนตัวเองกลายเป็นคนที่ “ไม่มีอะไรจะเสีย!”

.

(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต) 

Credit : Puipinnarat

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เบิกเนตร:สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมือง

 


พระมหากษัตริย์ กับ ผู้ถือหุ้นบริษัท

เจ้าของประเทศ กับ เจ้าของบริษัท

ตอนที่ 2 “กษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ทรงปกครอง””


……………………………………….…………………………….

บทบาทของพระมหากษัตริย์


• เป็นประมุขของชาติ 

• เป็นที่เคารพสักการะสูงสุด

• เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน 

• เป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ

• พระมหากษัตริย์ มีส่วนสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและทำให้การบริหารงานประเทศเป็นไปด้วยดี 


……………………………………….…………………………….

อำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์


• ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา

• ทรงใช้อำนาจการบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี

• ทรงใช้อำนาจตุลาการผ่านทางศาล


ซึ่งภาษากฎหมายอาจทำให้ชาวบ้านตาสีตาสาเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์มีอำนาจทางการเมืองเต็มรูปแบบ


แต่ความจริง พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองจริง อำนาจทางการเมืองเหล่านั้นเป็นของรัฐสภา รัฐบาลและศาล ซึ่งเป็น 3 สถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยที่มีอำนาจและหน้าที่ในบริหารงานราชการแผ่นดิน


……………………………………….…………………………….

บทบาทหน้าที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์


• ทรงยอมรับและอุ้มชูระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ได้ต่อเนื่อง

• ทรงช่วยแนะนำรัฐบาลด้านการปกครองยามจำเป็น

• ทรงช่วยยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงให้ผ่อนคลาย

• ทรงใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนชาวไทย

• ทรงเป็นกลางทางการเมือง


……………………………………….…………………………….

บทบาทที่เกี่ยวกับประชาชนของพระมหากษัตริย์


• ออกเยี่ยมเยียนราษฎร ช่วยเหลือ และห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎร

• สร้างความเป็นปึกแผ่นของคนภายในชาติ

• มีบทบาทในการช่วยพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น


……………………………………….…………………………….

สรุป


จะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมาย แต่อยู่เหนือการเมือง


• อยู่ใต้กฎหมาย คือ ทรงมีบทบาทและหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด


• อยู่เหนือการเมือง คือ ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ฝักใฝ่หรือสนับสนุนฝ่ายการเมืองใด และไม่ทรงมีอำนาจและหน้าที่ใดๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน


ซึ่งทั้งหมดนี้แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า…


ความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง นั้นเกิดจากการบริหารงานของนักการเมืองและการทำงานของข้าราชการ ภายใต้ 3 สถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตย อันประกอบด้วยรัฐสภา รัฐบาลและศาล ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในบริหารงานราชการแผ่นดิน ไม่ใช่พระมหากษัตริย์


________________________________________

“เจ้าของบริษัท”


“ผู้ถือหุ้น คือเจ้าของธุรกิจ”ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยถือครองหุ้นจำนวนหนึ่งหุ้นหรือมากกว่านั้น ในบริษัทมหาชนหรือบริษัทเอกชนตามสัดส่วนของจำนวนหรือมูลค่าของหุ้น


โดยทั่วไปแล้วสิทธิทางกฎหมายของผู้ถือหุ้นจะประกอบด้วย 6 ประการ คือ 

• สิทธิในการรับเงินปันผล

• สิทธิในการเป็นเจ้าของธุรกิจ

• สิทธิในการลงคะแนนเสียงและตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ เช่น การเลือกกรรมการบริษัท การเลือกผู้บริหาร

• สิทธิในการได้รับรายงานเกี่ยวกับสถานภาพทางการเงินของธุรกิจ

 • สิทธิในการกล่าวโทษหรือฟ้องร้องบริษัทและเจ้าหนี้

• สิทธิในการซื้อขาย โอน หรือรับโอนหุ้นกับผู้ถือหุ้นอื่น


________________________________________

โดยทางกฎหมาย “ผู้ถือหุ้น คือเจ้าของธุรกิจ” จะไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ของบริษัท


……………………………………….…………………………….

“ผู้บริหารบริษัท”


กรรมการผู้จัดการ (MD) ในระบบอังกฤษ หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ในระบบอเมริกัน คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในบริษัทเอกชนหรือมหาชน


ในกรณีที่นิติบุคคล(บริษัทเอกชนหรือมหาชน)กระทำความผิดกฎหมาย ให้ถือว่ากรรมการหรือกรรมการผู้จัดการหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลนั้น


……………………………………….…………………………….

สรุป 


ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่มีหน้าที่การบริหารธุรกิจ และไม่ต้องรับผิดต่อการคอร์รัปชั่นหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของบริหารธุรกิจ และกรรมการผู้บริหารบริษัทคือผู้รับผิดชอบต่อการบริหารและการดำเนินธุรกิจ


ในทำนองเดียวกัน พระมหากษัตริย์ (หรือแม้แต่ประชาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ไม่มีหน้าที่การบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ต้องรับผิดในการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน และนักการเมืองและข้าราชการคือผู้รับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน


________________________________________

หลักการสำคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือ การแยกประมุขของรัฐ (Head of State)  อันได้แก่พระมหากษัตริย์ ออกจากหัวหน้ารัฐบาล (Head of government) อันได้แก่นายกรัฐมนตรี


พระมหากษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ รัฐบาล รัฐสภา และศาล (ในภาวะปกติ) หรือคณะปฏิวัติ รัฐประหาร (ในภาวะไม่ปกติ) คือผู้ใช้อำนาจอย่างแท้จริงในนามของกษัตริย์ 


และเป็นผู้ใช้อำนาจเหล่านั้นนั่นเองที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำของตน


“กษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิด” หรือ “The king can do no wrong” ที่ว่า “no wrong” เพราะ “The king” ไม่ได้ทำอะไรเลยจึง “no wrong” 


ไม่ได้ทำอะไรเลย ที่หมายถึง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองและในการบริหารราชการแผ่นดินไหว


สมดังคำกล่าวที่ว่า “กษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ทรงปกครอง”


โปรดติดตามตอนต่อไป


……………………………………….…………………………….

อัษฎางค์ ยมนาค


ตอนที่ 1 :    https://www.facebook.com/1234993066616474/posts/4191955487586869/?d=n     

……………………………………….…………………………….

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บทความดีๆของชีวิต:ทบทวนตัวเองบ้าง


 

ทบทวนตัวเอง ..
ในวันว่างๆ บ้างก็ดีนะ

จะได้รู้ว่า ..
เรากำลังทุกข์ใจ 
กับเรื่องอะไรมากไปรึเปล่า
ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ไขกันไป

จะได้รู้ว่า ..
เราอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข
แล้วเลือกอยู่กับสิ่งนั้นให้มากขึ้น

ใครที่ดีต่อใจ ..
ก็ควรอนุญาตให้อยู่ในชีวิต
หากใคร ไม่ใช่ก็ควรตัดทิ้งไปซะ

ชีวิตเราควรเบิกบาน ..
ให้มากกว่าเป็นทุกข์

เราควรสบายใจ ..
ให้มากกว่ากังวลใจ

ถ้ามันจะไม่โอเคบ้าง ..
ก็ไม่เป็นไร คิดซะว่า
ก็แค่ "บางวัน" เท่านั้นเอง😊

.
💜#ต่างกันที่ใจ

เบิกเนตร:ทำไม ร.๙ ถึงเซ็นรัฐประหาร


 “พระมหากษัตริย์ กับ ผู้ถือหุ้นบริษัท”

เจ้าของประเทศ กับ เจ้าของบริษัท

ตอนที่ 1 “ทำไม ร.9 ลงนามให้กับการรัฐประหาร”


……………………………………….…………………………….

เมื่อวานผมรับโทรศัพท์จากญาติผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ ปกติผมจะไม่พูดคุยหรือพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับญาติพี่น้องหรือเพื่อนพ้องในเรื่องการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันปัญหาที่น่ารำคาญใจ


แต่บ่อยครั้งการสนทนามักจบลงด้วยเรื่องการเมือง ที่อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายบาดหมางกันเสมอไป


เมื่อวานนี้ก็เช่นกัน มันจบลงด้วยคำกล่าวของญาติผู้ใหญ่ของผมว่า ท่านยกยอและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่…. (การลงท้าย ด้วยคำว่าว่า แต่…. คือตัวปัญหาเสมอ)


แต่รัชกาลที่ 9 เซ็นรัฐประหาร คืออะไร?


……………………………………….…………………………….

ผมเป็นคนใจเย็นมาก ถึงมากที่สุด แต่ถ้าใครกล่าวหาให้ร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งผมถือว่าพระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในชีวิตที่ผมประสบพบเจอ ผมจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ และผมถือเป็นหน้าที่ของผม ของประชาชนคนไทย ที่จะต้องแก้ต่างให้พระองค์


ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างพระมหากษัตริย์ กับ ผู้ถือหุ้นบริษัท เพื่อให้ชาวบ้านอย่างเราๆ เห็นภาพตามคำอธิบายได้ง่ายๆ


คงไม่มีใครปฏิเสธว่า แต่ดั่งแต่เดิมพระมหากษัตริย์ คือเจ้าของประเทศ (พระองค์ได้มอบความเป็นเจ้าของประเทศให้กับประชาชนหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475)


ผมตั้งคำถามว่า บริษัทใหญ่ยักษ์ในประเทศไทยทั้งหมด เช่น ปตท การบินไทยฯลฯ มีใครคือเจ้าของบริษัท


ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท


คำตอบคือ 

ผู้ถือหุ้น คือเจ้าของบริษัท ใช่หรือไม่


ประเทศไทยก็เหมือนกัน!


เจ้าของประเทศ คือพระมหากษัตริย์ (และในปัจจุบันคือประชาชนทุกคน)


ผู้บริหาราชการแผ่นดินหรือผู้บริหารประเทศ ไม่ใช่ พระมหากษัตริย์หรือประชาชน แต่เป็น รัฐบาล รัฐสภาและศาล


เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน บริษัทมหาชน ที่ผู้บริหารธุรกิจคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ กรรมการบริหารของบริษัทและผู้จัดการฝ่ายต่างๆ


ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ในการบริหารงาน


แต่การกระทำใดๆ ในการบริหารบริษัท ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ต้องได้รับการรับรู้


เช่นเดียวกับ การกระทำใดๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ ต้องได้รับการรับรู้


……………………………………….…………………………….

นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์ยังมีบทบาทเป็นประมุขของประเทศ อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด 


ดังนั้นกฎหมายทุกฉบับที่ออกมาเพื่อใช้บริหารประเทศ โดยรัฐบาลหรือรัฐสภา(ในภาวะปกติ) หรือคณะรัฐประหาร(ในภาวะไม่ปกติ) จะต้องทูลเกล้าถวายให้ลงพระนาม


ซึ่งพูดด้วยภาษาชาวบ้านได้ว่า…


ในภาวะปกติ รัฐสภา รัฐบาลและศาล คือผู้ใช้อำนาจร่วมกันในการบริหารประเทศ (ไม่ใช่ในหลวง)


ดังนั้น…

รัฐสภาเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในหลวงก็ต้องลงพระนาม

รัฐสภาผ่านร่างงบประมาณ ในหลวงก็ต้องลงพระนาม

รัฐบาลจะออกกฎหมายบริหารประเทศอย่างไร ในหลวงก็ต้องลงพระนาม


เมื่อเกิดการรัฐประหาร คณะรัฐประหารจะกลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารประเทศ (ไม่ใช่ในหลวง)


ดังนั้น…

เมื่อเกิดรัฐประหาร ในหลวงก็ต้องลงพระนามว่าเกิดรัฐประหารแล้ว และคณะรัฐประหารจะเข้ามามีอำนาจในการบริหารปกครองบ้านเมือง


คณะรัฐประหารออกกฎหมายบริหารประเทศอย่างไร ในหลวงก็ต้องลงพระนาม


ซึ่งไม่ได้หมายควาใว่า ในหลวงสั่งให้รัฐบาล รัฐสภา ศาล กระทำการใดๆ ในการบริหารบ้านเมือง


หรือสั่งให้คณะรัฐประหารทำการรัฐประหาร


……………………………………….…………………………….

กิจกรรมทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ขึ้นอยู่กับนักการเมือง(ในภาวะปกติ) และคณะรัฐประหาร(ในภาวะไม่ปกติ)


กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา รัฐบาลหรือคณะรัฐประหาร ที่ทูลเกล้าให้ลงพระนามนั้น ถ้าในหลวงไม่ลงพระนาม กฎหมายนั้นก็จะถูกบังคับใช้อยู่ดี เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจจริง ในทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน


มิหนำซ้ำ เมื่อเกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารนั้นมีอำนาจสูงสุด สูงขนาดว่าสามารถล้มล้างการปกครอง และล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งหมายความว่าคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารมีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์มีอำนาจสั่งให้ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร 


……………………………………….…………………………….

ดังนั้น เมื่อการบริหารที่ผิดพลาด หรือมีการคอร์รัปชั่น หรือการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ติดคุกติดตาราง 


ในบริษัทเอกชน มหาชน คือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหารของบริษัท


ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท


ในระดับประเทศ คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ผู้แทนราษฏร ผู้พิพากษาในศาลและคณะรัฐประหาร


ไม่ใช่ พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ


นึกภาพออกมั้ย!


……………………………………….…………………………….

พระมหากษัตริย์ ก็เหมือนประชาชนคนไทยทุกคน ที่ไม่มีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดิน


พระมหากษัตริย์มีข้อแตกต่างกับประชาชน ในเรื่องบทบาท ที่ทรงเป็นประมุขของชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการลงพระนาม 


ในขณะที่ประชาชนมีบทบาทในการเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนประชาชนในสภา เพื่อออกกฎหมายและเลือกรัฐบาลมาทำงาน


……………………………………….…………………………….

ความจริงอีกอย่างที่คนมองข้าม ทั้งที่ประชาชนควรเป็นผู้ยอมรับ ว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้น มีจุดเริ่มต้นของปัญหามาจากตัวประชาชนเอง 


ประชาชนเป็นคนเลือกคนขี้โกง เข้าไปเป็นผู้แทนในสภา ทำให้สภาได้รัฐบาลที่ขี้โกงมาบริหารประเทศ ที่สร้างปัญหาการคอร์รัปชั่น แล้วมันก็จบลงเมื่อผู้ที่มีกำลังต้องการล้างไพ่ด้วยการทำรัฐประหาร


……………………………………….…………………………….

สรุปได้ว่า 


ตัวประชาชนนั้นเอง คือผู้ที่ใช้อำนาจเลือกนักการเมืองขี้โกงเข้าไปบริหารประเทศ แล้วพระมหากษัตริย์ต้องลงพระนาม (ในการกิจการบริหารบ้านเมืองที่ผู้แทนขี้โกงที่ถูกเลือกโดยประชาชน) โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด


แต่เมื่อเกิดการคอร์รัปชั่นในการบริหารบ้านเมือง (ซึ่งมาจากนักการเมืองขี้โกงที่เข้าไปบริหารประเทศ) จากคนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้าไปเอง 


ทั้งนักการเมืองและประชาชนกลับโยนความผิดให้พระมหากษัตริย์ เพียงเพราะพระมหากษัตริย์ต้องลงพระนาม(ซึ่งเป็นไปตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญ)ในการกระทำทั้งหลายของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเอง


และสุดท้ายเมื่อเกิดรัฐประหาร เพราะนักการเมืองโกงกันจนถึงทางตัน นักการเมืองและประชาชนก็กลับโยนความผิดให้พระมหากษัตริย์ซ้ำอีก เพียงเพราะพระมหากษัตริย์ต้องลงพระนามให้คณะรัฐประหาร


รัฐประหารที่เกิดขึ้นเพราะประชาชนเลือกนักการเมืองขี้โกงเข้าไปบริหารประเทศ


การลงพระนามให้คณะรัฐประหาร (ในภาวะไม่ปกติ)ก็เป็นบทเดียวกันกับการลงพระนามให้กับรัฐสภาและรัฐบาล (ในภาวะปกติ) ซึ่งเป็นไปตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ต้องลงพระนามในการกระทำทั้งหลายของผู้ที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง ในพระปรมาภิไธย เพราะทรงอยู่ในฐานะประมุขของชาติ ไม่ว่าผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองจะเป็น รัฐสภา รัฐบาล หรือรัฐประหาร


พอจะเห็นภาพกันมั้ย!


ถ้ามีเวลาและมีแรงอ่านต่อ ผมจะขยายความให้ฟัง 

โปรดติดตามตอนต่อไป


ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ช่วยเปิดเนตรลุงป้าน้าอาลูกหลานไทย แชร์เลยครับ


……………………………………….…………………………….

อัษฎางค์ ยมนาค


บทความดีๆของชีวิต:ทิ้งตัวตนไปบ้างชีวิตก็มีความสุข

 


。บางครั้งก็เกิดความภูมิใจมากที่รู้สึกว่า ข้อดีประการเดียวของฉันก็คือ ต่ำต้อยกว่าเธอ ดังนั้นจึงอิสระ


。เพราะเข้าใจความไพศาลและหลากหลายของโลก และตระหนักถึงความจำกัดและคับแคบแห่งตน จึงอนุญาตให้ตัวเองไม่เข้าใจคนอื่น และอนุญาตให้คนอื่นไม่เข้าใจตนเอง 

ดังนั้นไม่พยายามจะครอบงำเจตจำนงของใครอื่น และไม่ทุ่มตัวลงในระบบการประเมินค่าที่คนอื่นกำหนดอย่างง่ายดาย

นี่กระมังคือความโดดเดี่ยวที่อิสระที่สุด คือการกบฏที่อ่อนโยนที่สุด

คุณจะสร้างโลกใบเล็กซึ่งแสวงความเหมือนคงความต่าง กลมกลืนแต่ไม่พ้องกัน สงบเงียบแต่ชืดชาขึ้นรอบตัวคุณ 


。เงาคือคู่ของแสง ทั้งสองรักกันแต่ไม่เคยเปลี่ยนอีกฝ่าย และไม่เปลี่ยนตัวเอง ทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยและสอดรับกันไปตลอด ไม่อาจครอบครองกันแต่ก็ไม่อาจแยกจากกัน ทั้งสองต้องอยู่ร่วมกัน มิฉะนั้น ก็ดับไปด้วยกัน 

ชอบการพึ่งพาที่ลึกที่สุดชนิดนี้ ชอบความรักที่อิสระที่สุดชนิดนี้


。ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นในชีวิต ล้วนไม่อาจครอบครอง เป็นได้เพียงประสบการณ์  คนที่เข้าใจข้อนี้ได้ลึกซึ้ง จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสูญเสีย เป็นได้เพียงเคยผ่านพบ ทั้งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าล้มเหลว แต่มีเพียงประสบการณ์  ใช้ใจที่มองอย่างชื่นชมดูชีวิต จะเห็นว่าทุกการได้และเสีย ทุกสิ่งที่ซ่อนเร้นและปรากฏ ล้วนเป็นทัศนียภาพและความน่าสนใจ


。หากมีคนให้คำมั่นสัญญากับเธอ ต้องเชื่อว่าในนาทีที่เขาอ้าปากนั้น เขาจริงใจ อย่าสงสัย

หากมีคนละทิ้งคำสัญญา ต้องเชื่อว่าก่อนหน้านั้นเขาไม่รู้ว่าเขาจะทำไม่ได้ อย่าเรียกร้อง

หากมีคนหลอกลวงเธอ ต้องเชื่อว่าเขาอาจคิดปกป้องตัวเอง อย่าเปิดโปง

หากมีคนหลอกตัวเอง ต้องเชื่อว่าเขาเพียงยังยอมรับความจริงไม่ได้ ให้เวลาเขาสักนิดเถิด


。หากยอมรับได้ว่าตัวเองไม่งามพร้อมเพียงนั้น ก็ไม่ต้องรีบแต่งหน้าทาแป้งพราง

หากยอมรับได้ว่าตัวเองไม่ได้ยิ่งใหญ่ปานนั้น ก็ไม่ต้องรีบร้อนไปพิสูจน์

หากละทิ้งอคตินานาของตนได้ ก็ไม่ต้องวุ่นวายกับการตอบโต้

หากไม่ใส่ใจสายตาที่คนอื่นมองตน ก็ไม่ต้องร่ำร้องไปร้องเรียน

หากสามารถช้าลงครึ่งจังหวะ เงียบลงครึ่งครู่ ก้มหัวลงครึ่งหนึ่ง ก็ สามารถแย้มยิ้มได้ตลอด


。คนที่รู้จักหาความเพลิดเพลินให้ตัวเองนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวแต่ก็ไม่อยากทำลายความโดดเดี่ยวอย่างง่ายๆ  ดังนั้น พวกเขาจึงเรียนรู้วิธีหาความสุขได้โดยลำพังคนเดียว และความสุขชนิดนั้น ก็เป็นความสุขที่จะไม่สูญเสียไปง่ายๆ


... คำ : จาซีลาหมู่ ตัวตัว [扎西拉姆·多多] นักเขียนสาวชาวจีน ใฝ่พุทธศาสนา ไปเรียนศาสนาพุทธที่ทิเบต

... ถอดคำ : วิภาดา กิตติโกวิท ©#MADMAN_BOOKS

... ภาพ : ทาจิริ มายูมิ - 田尻真弓


。有時候會很自豪地覺得,我唯一的優勢就是,比你卑微。於是自由。


。因為了解到世界的廣大與多元,並覺知到自我的局限與狹隘,所以允許自己不懂得他人,也允許他人不懂得自己;所以不試圖凌駕他人的意志,也不輕易投身於他人制定的評價體系。這大概就是最自由的孤獨,最溫柔的叛逆。你將在你身邊營造出一個求同存異、和而不同的小世界,寧靜而淡泊。


。影子是光的妻,他們相愛卻從不改變對方,也不用改變自己。他們變換著又彼此適應著;他們無法佔有也無法分離;他們必須同時存在,否則,同時消亡。喜歡這一種,最深的依賴,喜歡這一種,最自由的愛。


。人生中出現的一切,都無法擁有,只能經歷。深知這一點的人,就會懂得:無所謂失去,而只是經過而已;亦無所謂失敗,而只是經驗而已。用一顆瀏覽的心,去看待人生,一切的得與失、隱與顯,都是風景與風情。


。如果有人向你承諾,要相信開口的那一剎那他是真實的,不要懷疑。如果有人背棄承諾,要相信他之前並不知道自己是做不到的,不要苛求。如果有人欺騙你,要相信他也許只是想保護自己,不要說破。如果有人欺騙自己,要相信他只是還無法承受真相,給他點時間。


。如果可以接受自己也不那麼完美,就不用忙著去粉飾了;如果可以承認自己並不那麼偉大,就不用急著去證明;如果可以去放棄自己的種種成見,就不用吵著去反駁了;如果可以不在乎別人怎麼看自己,就不用哭著去申訴了;如果可以慢半拍,靜半刻,低半頭,就可以一直微笑了。 


。那些特別懂得自娛的人,其實都是孤獨卻又不願輕易打破孤獨的孩子。所以他們學會了獨自一個人的快樂方式,而那種快樂,恰是最不容易失去的

บทความดีๆของชีวิต:เหตุของการจากเเละผลลัพภ์ของการจากลา


 ทุกการจากลา...ล้วนมีสาเหตุ


บ้างเพราะ .. จังหวะของเวลา

บ้างเพราะ .. ความอ่อนล้า หมดแรง

บ้างเพราะ .. ความเข้าใจผิด

บ้างเพราะ .. ความคิดไม่ตรงกัน


บ้างเพราะ .. เดินบนทางคนละสาย

บ้างเพราะ .. ความตายที่มาพราก

บ้างเพราะ .. ทิฐิ

บ้างเพราะ .. ขาดสติที่มากพอ


และ.. ทุกการจากลา ล้วนมี “ ผลลัพธ์ ”


บ้างคือ... ชีวิตที่ดีขึ้น

บ้างคือ... ชีวิตที่แย่ลง

บ้างคือ... ความสงสัย ที่เต็มไปด้วยคำถาม

บ้างคือ... ข้อพิสูจน์ ของความพยายามที่ไร้ผล


บ้างคือ... รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

บ้างคือ... หยาดน้ำตา ที่ลัดเลาะไปตามแก้ม

บ้างคือ... การเดินออกไป เพื่อเจอกับ “ ความสุข ”

บ้างคือ... การดำดิ่ง กับ “ ความทุกข์ ” แบบไม่ไปไหน


สาเหตุ... ย่อมนำมาซึ่ง “ ผลลัพธ์ ”

แม้บาง.. ผลลัพธ์ เราอาจจะไม่ชอบ

แต่...“ การเปลี่ยนแปลง ”

“ คำตอบ ”... มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย


ดังนั้น... หากอยากได้

“ ผลลัพธ์ ”.. ที่เป็นคำตอบดีๆ

สิ่งที่เรา... ควรทำ ก็คือ...

การทำ..“ สาเหตุที่มา ”..ให้มันดี


ไม่ใช่... พอเจอเรื่องไม่ดีแล้ว

ก็มัวเอาแต่... นั่งโทษดิน

โทษฟ้า... โทษชะตากรรม


เพราะ...“ หนึ่งสมอง สองมือ ”

และ... สองขา ของเราต่างหาก

ที่กำลัง...“ กำชะตาชีวิต ” ของตัวเราเองอยู่


“ กำชะตา ”..น๊ะ ไม่ใช่... #ชะตากรรม


อยาก “ กำชะตา ” แบบไหน..? เอาไว้

ก็... ใส่ “ ความพยายามอย่างตั้งใจ ” ลงไป


สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น