จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตายอย่างมีสติ ตายอย่างไร รู้เรื่องความตาย

สังขารท่าน พุทธทาส ตัวอย่างของการปล่อยวาง

ความปรารถนาก่อนสุดท้าย ขอ...ตายอย่างมีสติ
“พรุ่งนี้กับชาติหน้า อย่างไหนมาถึงก่อน” ต่อคำถามนี้ ถ้าให้เวลาเพียงวินาทีเดียว คุณอาจจะโพล่งออกมาทันทีว่า “พรุ่งนี้”
แต่เมื่อไรที่คุณเริ่มใช้กระบวนการคิด คำตอบครั้งที่สองอาจไม่เหมือนเดิม
และแม้ว่ามันจะต่างจากคำตอบแรก นั่นก็อาจเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้คุณ “ใส่ใจ” กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ วินาทีนี้มากยิ่งขึ้น
แต่ถึงกระนั้น คำตอบใหม่ที่ว่า “ไม่รู้/ไม่ทราบ/ไม่แน่...” ก็เป็นแค่คำพูด ซึ่งยังไม่มากพอที่จะ “ทำขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้...ให้ดีที่สุด” ได้
ดังนั้น การที่จะสรุปว่า ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือ เวลาที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับชีวิตในวันหนึ่ง ๆ ก็คงไม่ผิดนัก ถ้าหากวานนี้(เมื่อวาน) คือ วันเวลาที่ผ่านพ้นไป และพรุ่งนี้ คือ วันเวลาที่ยังมาไม่ถึง
เพราะ วันนี้ ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้เป็นวันเดียวเท่านั้นในจำนวนวันเวลาทั้งหมดของชีวิต เป็นวันเดียวที่คุณมีสิทธิเลือก “ความตาย” ให้กับตัวเอง
กล่าวกันว่า “ความตาย” แล้วความตายคืออะไร
ภิกษุทั้งหลาย ! มรณะ เป็นอย่างไรเล่า ?
มรณะ คือการจุติ
ความเคลื่อน
การแตกสลาย
การหายไป
การวายชีพ
การตาย
การทำกาละ
การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย
การทอดทิ้งร่าง
การขาดแห่งอินทรีย์ คือชีวิตจากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า มรณะ
แล้วเพราะอะไรมี “มรณะ” จึงมี
...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน...
...เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น...
หากไล่เรียงธรรมอันอาศัยกันและกันเกิดขึ้นตามสายปฏิจจสมุปบาททั้งสายการเกิด-การดับ คุณก็จะทราบว่า แท้จริงแล้ว “เหตุแห่งความตาย” ก็คือ การเกิด
คุณรู้ไหม “การเกิด” คืออะไร

ภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นอย่างไรเล่า
?
ชาติ คือการเกิด
การกำเนิด
การก้าวลง
(สู่ครรภ์)การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง
ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย
การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ
กล่าวอย่างสั้นที่สุด ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ๆ ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ต้องตาย (สถานเดียว) เช่นเดียวกับพุทธวจนะ
“...สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่...
เป็นคนหนุ่มและคนแก่
เป็นคนพาลและบัณฑิต

มั่งมี และยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า
เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้วทั้งเล็กและใหญ่
ทั้งที่สุกแล้วและยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น...”
แม้กระทั่งวันนี้ ความตายก็เกิดขึ้นกับหลายชีวิตทั่วโลก และในจำนวนนั้นก็มีไม่น้อยที่คาดไม่ถึงว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของตัวเอง และ
ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่เชื่อว่า ยังมีวันพรุ่งนี้สำหรับฉันเสมอ
 
ทั้ง ๆ ที่ความจริง วันพรุ่งนี้ มีไว้สำหรับชีวิตของใครบางคนเท่านั้น และใครบางคนที่ว่า ก็อาจไม่ใช่คุณและ/หรือ ไม่ใช่แม้กระทั่งคนที่คุณรัก (ภริยา/สามี ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย) ก็ได้ นั่นเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเหตุปัจจัยแห่งความตายของแต่ละคนมันต่างกัน และเหตุปัจจัยแห่งความตายนั้น ก็คือ กรรม(ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่) นั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ทว่าคุณไม่เคยตั้งคำถามเรื่องความตายกับชีวิตเลย จนกระทั่ง...วันพรุ่งนี้
คนที่คุณรักตายลงตรงหน้า เฮ้ย ! คิดสิว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณต่อจากนี้
ความโศก ความร่ำไรรำพัน และความทุกข์ใจ ใช่ไหมละ นี่แหละ ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?แม้ โสกะ ปริเทวะ... โทมนัส... ความตายก็เป็นทุกข์...
ในทางกลับกัน หากคุณเริ่มต้นเตรียมตัวตาย อย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ วัน ก่อนหน้าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ระยะเวลาทำใจในข้อ 1 กับข้อ 2 อย่างไหนจะมากกว่ากัน
ซึ่งนั่น คือสิ่งที่คุณจะต้องเลือก คือ
ข้อ 1 เลือกที่จะเตรียมตัวตายแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่คุณและ/หรือคนที่คุณรักจะหมดลมหายใจ หรือไม่ข้อ 2 ก็ปล่อยให้ความตาย (ของคุณและ/หรือคนที่คุณรัก) เลือกที่จะเดินมา Surprise คุณอย่างคาดไม่ถึง/ตั้งตัวไม่ทัน (เมื่อรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว/ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา)
หากคุณเลือกข้อ
2 ขอบคุณสำหรับการติดตาม เราคงจบกันเพียงเท่านี้ โชคดีกับความตายนะ !
แต่หากคุณเลือกข้อ 1 อย่างน้อยที่สุด นั่นก็เป็นไปเพื่อการได้อัตตภาพใหม่ คือ มนุษย์หรือเทวดา ในภพต่อไป ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระสารีบุตรว่า
สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นคติ (คือที่เป็นที่ไป) ห้าอย่าง คือนรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
มนุษย์
เทวดา
แต่การจะได้อัตตภาพใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งในห้าอย่าง นั่นก็ขึ้นอยู่กับ อารมณ์(แห่งกาม) ที่บุคคลใคร่อยู่ ดังพุทธวจนะ
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใคร่อยู่ซึ่งอารมณ์ (แห่งกาม) ใด เขากระทำอัตตภาพอันเกิดจากกามนั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นอัตตภาพ...
มีส่วนแห่งบุญ
มีส่วนแห่งอบุญ ก็ดี
ดังนั้น เมื่อพิจารณาพุทธวจนะข้างต้นคู่กัน เราก็จะทราบว่า
อัตตภาพมีส่วนแห่งบุญ (สุคติ) คือ มนุษย์ และเทวดา ส่วน
อัตตภาพมีส่วนแห่งอบุญ (ทุคติ) คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย
เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว เวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต (ก่อนตาย) ก็หนีไม่พ้นณ ขณะลม...
อัสสาสะ
(ลมหายใจเข้า)
ปัสสาสะ(ลมหายใจออก) อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิต นั่นเอง
เพราะฉะนั้น อารมณ์ (แห่งกาม) ที่บุคคลใคร่อยู่ ณ ช่วงเวลาข้างต้น จึงเป็นอารมณ์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต (ก่อนตาย) เช่นเดียวกัน
ส่วนคำว่า กาม พระองค์ตรัสไว้เป็นคาถาว่า
ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก (สงฺกปฺปราค) นั่นแหละคือ กาม ของคนเรา
เมื่อผนวกพุทธวจนะทั้งสองเข้าด้วยกัน จึงอธิบายกันและกันได้ว่า
บุคคลใคร่อยู่ซึ่งอารมณ์ (แห่งกาม) ใด
เขากระทำอัตตภาพอันเกิดจากความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึกนั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นอัตตภาพ...
มีส่วนแห่งบุญ
มีส่วนแห่งอบุญ
ด้วยความดังกล่าวข้างต้น นั่นทำให้เราทราบว่า แท้จริงแล้ว คนเราเลือกเกิดได้ในสุคติ/ทุคติ อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วย อารมณ์ (แห่งกาม) ที่บุคคลใคร่อยู่ ณ ขณะ...
ลมอัสสาสะ
(ลมหายใจเข้า)
ลมปัสสาสะ (ลมหายใจออก) อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิต นั่นเอง

เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดที่กล่าวกันเสมอ ๆ ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ๆ ... จึงตกไป และไม่สมควรอ้างถึงอีก หากว่าคุณสามารถละทิ้งสิ่งซึ่งหวงแหนทั้งหลายทั้งปวง ดังคาถาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้
...ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือข้าวของ ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ทาส กรรมกร คนใช้ และผู้อาศัยของเขา พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องถึงซึ่งการละทิ้งไว้ทั้งหมด
ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นของ ๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป
อนึ่ง กรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น...
นี่แหละ ๆ อารมณ์ (แห่งกาม) ที่บุคคลทั่วไป ใคร่อยู่ ขณะใกล้ตาย ซึ่งนั่นมิได้นำเราไปสู่สุคติ ในภพใหม่ แต่อย่างใด
เอาละ ชีวิตคุณก็ใกล้ความตายเข้าไปทุกทีแล้วนะ พร้อมแล้วยัง ถ้าพร้อม มาร่วมกันต้อนรับความตาย แขกคนสุดท้ายของชีวิตกัน !
4 มรรควิธี ต่อแต่นี้แหละ คือ สิ่งที่จะทำให้คุณและคนที่คุณรักรู้ว่า การเตรียมตัวตายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ (ต่างจากคำกล่าวสาวก) แท้จริงแล้ว เป็นอย่างไร
มรรควิธีที่ 1 คือ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรณสัญญา ดังพุทธวจนะ
ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้ อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้ว ย่อมมี...
ผลใหญ่
อานิสงส์ใหญ่
หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน
สิบประการอย่างไรเล่า ?
สิบประการ คือ
มรณสัญญา (ความสำคัญรู้ในความตาย)
ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา ๑๐ ประการเหล่านี้แล อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้ว ย่อมมี...
ผลใหญ่
อานิสงส์ใหญ่
หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน และ
มรรควิธีที่ 2 คือ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรณสติ ดังพุทธวจนะ
ภิกษุทั้งหลาย
! มรณะสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว ย่อมมี...
ผลใหญ่
อานิสงส์ใหญ่ หยังลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด
พวกเธอเจริญมรณะสติอยู่บ้างหรือ ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลตอบ และพระผู้มีพระภาคได้ตรัสต่อไปว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพวกที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า
โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง...
วันหนึ่งคืนหนึ่ง
ชั่วเวลากลางวัน
ชั่วขณะที่ฉันบิณฑบาตเสร็จมื้อหนึ่ง

ชั่วขณะที่ฉันอาหารเสร็จเพียง ๔ - ๕ คำ
ดังนี้ก็ดี

เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
การปฏิบัติตามคำสอน ควรทำให้มากแล้วหนอ
ดังนี้ก็ดี
ภิกษุเหล่านี้ เราเรียกว่ายังเป็นผู้ประมาทอยู่
ยังเจริญมรณสติ เพื่อความสิ้นอาสวะช้าไป
ภิกษุทั้งหลาย ! ฝ่ายภิกษุพวกที่เจริญมรณสติ อย่างนี้ว่า
โอหนอ เราอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง
ชั่วขณะฉันอาหารเสร็จเพียงคำเดียว
ชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือชั่วขณะหายใจออกแล้วหายใจเข้า
ดังนี้ก็ดี
เราพึงใส่ใจถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
การปฏิบัติตามคำสอนควรทำให้มากแล้วหนอ
ดังนี้ก็ดี
ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
เป็นผู้เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า
เราทั้งหลาย...จักเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นอยู่
จักเจริญมรณสติ เพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง
ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล
สอดคล้องกับอีกนัยยะหนึ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! มรณสติ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว ย่อมมี...
ผลใหญ่
อานิสงส์ใหญ่
เป็นธรรมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน
ภิกษุทั้งหลาย ! มรณสติ (อันบุคคลเจริญเห็นปานนั้น) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ผ่านกลางวันมาถึงกลางคืนแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า
ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมาก คืองูฉกเรา
แมลงป่องกัดเรา
หรือว่า
เราเดินพลาดล้มลง
อาหารไม่ย่อย
ดีกำเริบ
เสมหะกำเริบ หรือ
ลมมีพิษดังศัตรากำเริบ
หรือว่า
พวกมนุษย์หรืออมนุษย์ทำร้ายเรา
ความตายก็จะมีแก่เรา
นั่นเป็นอันตรายของเรา
ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงพิจารณาสืบไปว่า
มีอยู่หรือไม่หนอ บาปอกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้แล้วเป็นอันตรายแก่เรา ผู้กระทำกาละลงไปในคืนนี้ ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพิจารณาอยู่รู้สึกว่า
บาปอกุศลธรรมอย่างนั้นมีอยู่
ภิกษุนั้นพึงกระทำซึ่งฉันทะ
วายามะ
อุสสาหะ
อุสโสฬหี
อัปปฏิวานี
สติ และ
สัมปชัญญะอย่างแรงกล้า
เพื่อละเสียซึ่งบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น (โดยด่วน)
เช่นเดียวกับบุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศรีษะอันไฟลุกโพลงแล้ว จะพึงกระทำฉันทะ
วายามะ
อุสสาหะ
อุสโสฬหี
อัปปฏิวานี
สติ และ
สัมปชัญญะอย่างแรงกล้า
เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย ฉันใดก็ฉันนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้สึกว่า
บาปอกุศลธรรมอย่างนั้นไม่มีอยู่
ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติปราโมทย์นั้นนั่นแหละ
ตามศึกษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! มรณสติ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว อย่างนี้แล ย่อมมี...
ผลใหญ่
อานิสงส์ใหญ่ เป็นธรรมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นปริโยสาน และ
มรรควิธีที่ 3 คือ มีสติและสัมปชัญญะ รอคอยการตาย ดังพุทธวจนะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ พึงเป็นผู้มี...
สติ
สัมปชัญญะ เมื่อรอคอยการทำกาละ
นี้เป็นอนุสาสนีของเรา สำหรับพวกเธอทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีสติ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้...

ตามเห็นกายในกาย
อยู่เป็นประจำ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้…รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวงทำ กายสังขาร ให้ระงับอยู่หายใจเข้า
หายใจออก

ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ปีติรู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุขรู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร ให้ระงับอยู่หายใจเข้า
หายใจออก

ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง อยู่ทำจิตให้ ตั้งมั่น อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย อยู่หายใจเข้า
หายใจออก

ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้ตามเห็น ความไม่เที่ยงตามเห็น ความจางคลายตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืนหายใจเข้า
หายใจออก

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสีย อย่างนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย !  เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไรเล่า
?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบใน...
การก้าวไปข้างหน้า
การถอยกลับไปข้างหลัง
การแลดู
การเหลียวดู
การคู้
การเหยียด
การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร
การฉัน
การดื่ม
การเคี้ยว
การลิ้ม
การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
การไป
การหยุด
การนั่ง
การนอน
การหลับ
การตื่น
การพูด
การนิ่ง
อย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ! เรียกว่า ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ พึงเป็นผู้มี...
สติ
สัมปชัญญะ เมื่อรอคอยการทำกาละ
นี้แล เป็นอนุสาสนีของเราสำหรับพวกเธอทั้งหลาย และ
มรรควิธีที่ 4 คือ เจริญ กระทำให้มากซึ่งอานาปานสติ ดังพุทธวจนะ

ราหุล
! เมื่อบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติอย่างนี้แล้ว
ลม...
อัสสาสะ
(ลมหายใจเข้า)
ปัสสาสะ(ลมหายใจออก)
อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิตนั้น
จะเป็นสิ่งที่เขารู้แจ้งแล้วดับไป
หาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้แจ้งไม่ ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้
ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้ คือ
อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่า
ถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี
กล่าวอย่างสั้นที่สุดการเจริญมรณสัญญา
การเจริญมรณสติ
การเจริญอานาปานสติ
และ
การมีสติ สัมปชชัญญะรอคอยการตาย นี่แหละ คือ 4 มรรควิธี เตรียมตัวตาย
ซึ่งหากคุณและคนที่คุณรักเจริญ 4 มรรควิธี ดังกล่าวนี้ อย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ วัน ลองคิดดูสิว่า

อารมณ์ (แห่งกาม) ที่เกิดขึ้น ณ ขณะลมหายใจสุดท้ายของชีวิต จะเป็นอารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ) หรืออารมณ์อันเป็นทุคติ (อบุญ) กันแน่ !
ในทางกลับกัน หากคุณไม่เคยเตรียมตัวเลย พอถึงที่ตายจริง ๆ คุณจะมีสติ สัมปชัญญะมากเพียงพอหรือไม่ ที่จะใคร่อยู่ในอารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ)
ทั้ง ๆ ที่วันทั้งวัน สติ สัมปชัญญะ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยเจริญ ทว่ามักเพลินในธรรมารมณ์ ดังพุทธวจนะ
มิคชาละ ! ...ธรรมารมณ์ ทั้งหลาย อันจะพึงทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจ
อันเป็นธรรมารมณ์ที่...
น่าปรารถนา
น่ารักใคร่
น่าพอใจ
มีลักษณะน่ารัก

เป็นที่...
เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่
ถ้าหากว่าภิกษุย่อม...
เพลิดเพลิน
พร่ำสรรเสริญ
สยบมัวเมา ซึ่งธรรมารมณ์
นั้นไซร้
แก่ภิกษุผู้...
เพลิดเพลิน
พร่ำสรรเสริญ
สยบมัวเมา ซึ่งธรรมารมณ์นั้นอยู่
นั่นแหละ นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อ นันทิ มีอยู่ สาราคะ (ความพอใจอย่างยิ่ง) ย่อมมี

เมื่อ สาราคะ มีอยู่ สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี...
นี่แหละคือ ลำดับของการปล่อยให้อารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ) หรือ ทุคติ (อบุญ) เกิดขึ้นในความรับรู้ของวิญญาณ แต่ทว่า โดยส่วนมากแล้ว อารมณ์อันเป็นทุคติ (อบุญ) เกิดขึ้นง่ายกว่า
มากกว่า
บ่อยกว่า
นานกว่า
ปกติกว่า
อารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ) ใช่หรือไม่
!
เท่าที่ลำดับความมาทั้งหมด สอดคล้องกับส่วนหนึ่งของคาถาที่พระองค์ตรัสไว้
...เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สั่งสมไว้สำหรับภพหน้า
บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า
4 ตัวอย่างต่อไปนี้ คือ อารมณ์อันเป็นทุคติ (อบุญ)

กามวิตก (ความตรึกใน กาม)พ๎ยาปาทวิตก (ความตรึกใน ทางมุ่งร้าย)วิหิงสาวิตก (ความตรึกที่ก่อให้เกิด ความลำบากทั้งแก่ตนและผู้อื่น)
ทุกขเวทนา (ความรู้สึกอันเป็น ทุกข์) และ
 

21 ตัวอย่างต่อไปนี้ คือ อารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ)

เนกขัมมวิตก
(ความตรึกใน การหลีกออกจากความพัวพันในกาม)
อัพยาปาทวิตก (ความตรึกใน การไม่ทำความมุ่งร้าย)
อวิหิงสาวิตก (ความตรึกใน การไม่ทำตนและผู้อื่นให้ลำบาก)

อสุภสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความไม่งาม)
อัฏฐิกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ศพมีแต่กระดูก)
ปุฬวกทกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ศพมีแต่หนอน)
วินีลกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ศพขึ้นเขียว)
วิจฉิททกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ศพเป็นชิ้นๆท่อนๆ)
อุทธุมาตกสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ศพขึ้นพอง)
มรณสัญญา
(ความสำคัญรู้ใน ความตาย)
อาหารเรปฏิกูลสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ปฏิกูลแห่งอาหาร)
สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง)
อนิจสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความไม่เที่ยง)
อนิจเจทุกขสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความเป็นทุกข์แห่งความไม่เที่ยง)
อนัตตสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความเป็นอนัตตา)
ทุกเขอนัตตสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความเป็นอนัตตาในทุกข์)
ปหานสัญญา (ความสำคัญรู้ใน การละเสีย)
วิราคสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความคลายกำหนัด)
นิโรธสัญญา (ความสำคัญรู้ใน ความดับไม่เหลือ)

สุขเวทนา (ความรู้สึกอันเป็น สุข)
อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกที่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทุกข์หรือสุข)
เห็นดังนี้แล้ว ลองพิจารณาดูเถิดว่า ในชีวิตของคุณ
อารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ) เกิดขึ้น น้อยกว่า อารมณ์อันเป็นทุคติ (อบุญ) หรือ
อารมณ์อันเป็นทุคติ (อบุญ) เกิดขึ้น มากกว่า อารมณ์อันเป็นสุคติ (บุญ)
และนอกจากการการได้อัตตภาพใหม่ คือ มนุษย์หรือเทวดา ในภพต่อไปจาก...การเจริญมรณสัญญา
การเจริญมรณสติ
การเจริญอานาปานสติ
แล้ว
ขณะเดียวกัน ผล อานิสงส์อย่างมากที่สุดของการเตรียมตัวตายด้วย 3 มรรควิธี ดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อที่สุดของที่สุดนั่นคือ อมตะ
แล้ว อมตะ คืออะไรละ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า
อมตะ อมตะ (ความไม่ตาย ๆ) ดังนี้
อมตะ เป็นอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า
?
ภิกษุทั้งหลาย
!ความสิ้นแห่ง...
ราคะ
โทสะ
โมหะ

นี้เรียกว่า อมตะ
ซึ่ง อย่างน้อยที่สุด คุณก็สามารถตายไปพร้อม ๆ กับความไม่ตายได้ หากคุณเจริญ ทำให้มากซึ่งมรรควิธีต่อไปนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อต่อไปนี้คือ บุคคลบางคนในกรณีนี้มีปรกติพิจารณาเห็น...ความไม่เที่ยง
ความเป็นทุกข์ ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง
เป็นอยู่
ความเป็นอนัตตา ในธรรมทั้งหลาย

มีความกำหนดหมายใน...ความไม่เที่ยง
ความเป็นทุกข์
ความเป็นอนัตตา
อยู่เป็นประจำ

กำหนดรู้พร้อมเฉพาะใน...ความไม่เที่ยง
ความเป็นทุกข์
ความเป็นอนัตตา


เป็นผู้ฝังใจอย่างติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่องในความไม่เที่ยง
ความเป็นทุกข์
ความเป็นอนัตตา
ถือเอารอบอยู่
(ซึ่งธรรมนั้น) ด้วยปัญญา
อนึ่งความสิ้นอาสวะ และความสิ้นชีวิต
ของบุคคลนั้น มีขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกว่ากัน(มรณภาพพร้อมกับความสิ้นอาสวะ)
หรือ อย่างมากที่สุด ความไม่ตาย ก็คือสิ่งที่คุณสามารถสัมผัสได้ก่อนตาย (ลงครั้งสุดท้าย) จริง ๆ

ตายก่อนตาย

 รวบรวมและเรียบเรียงหลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 8-14 ค่ำ เดือน 6


อาตมภาพหวังว่าทุกคนคงเริ่มเข้ามาอยู่ที่ลมหายใจ คือการเรียนรู้ ชีวิตของความจริงจากลมหายใจเข้าออกนี้ ดังนั้นอย่าดูถูกสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรง ตรัสสอน เพราะสิ่งนี้ทั้งหลายพุทธองค์ทรงค้นพบซึ่งความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ยากที่ใครในโลกที่มีอวิชชา หรือระดับไหนๆจะค้นพบความจริงตรงนี้ เเต่เมื่อพระองค์ค้นพบความจริง ที่เรียกว่า ตรัสรู้ พระองศ์ก็มีเมตตา กรุณา ที่บอกพวกเรา อย่างที่สุด เช่นกัน  
อุตฺตมสาโร

กฏข้อบังคับ 50 ข้อ ของความจริง ของละครไทย ที่หนีไม่พ้น (ขำๆ)แต่เป็นความจริง

ละครไทย 50 ข้อ ของความจริง ที่หนีไม่พ้น

1. ถ้าคุณเป็นคนจน แม้ไม่เคยมีงานทำก็มีเงินกินข้าว และ เปลี่ยนเสื้อผ้าตลอดเรื่อง

2.
โฆษณามักจะตัดกับตอนที่นางเอกกำลังถือแก้วกำลังจะจิบยานอนหลับ

3.
ตัวละครแต่งหน้าตลอดเวลา แม้กระทั่ง นอนหรือป่วย ขนตาและมาสคาร่ามันโปะเต็มหน้า

4.
ไม่พระเอกก็นางเอกจะมีปัญหาครอบครัว

5.
พระเอกนางเอกละครไทยจะเริ่มปิ๊งกัน เพียงแค่ล้มทับกัน แต่จ้องตาเป็นประกายประมาน 3วิ ซะทุกเรื่อง นางเอกต้องอยู่ด้านบนด้วยนะ

6.
เมื่อหลงป่า ฝนจะตก และเมื่อฝนตก จะเจอกระท่อมหรือถ้ำ และเมื่อเจอกระท่อมหรือถ้ำก็ยั่งว่า...

7.
หากพระเอกโดนรุมทำร้าย ท่อนไม้เป็นอาวุธที่นางเอกจะหาได้ทุกที

8.
นางร้ายที่มาในชุดแดง จะมีความร้ายระดับนางมาร

9.
ตื่นมาละแปรงฟันกันน้อยมาก

10.
เรื่องสำคัญอะไรก็ตามที่จะบอกกัน มักโดนตัดบทเสมอ
  11. แม้ว่าพระเอกจะจบสูงมาแค่ไหนสุดท้ายก็โง่ได้อย่างมหัศจรรย์ด้วยคำพูดตัวร้าย เรียกได้ว่า พระเอกจะเชื่อทุกเรื่อง นอกจากเรื่องจริง

12.
บุหรี่ เหล้า และ ยี่ห้อสินค้าโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้สาระ แต่ตอนตบตีกัน ภาพใสแจ๋ว

13.
พระเอกแขนเท่ากุ้งสามารถล้มนักเพาะกาย 4-5 คนได้มือเปล่า โดยท่าแรกมักจะเป็นเข้ามาชก และพระเอกปัดมือกัน และ โดนเตะออกไป

14.
ร้องไห้หน้ายังสวย

15.
เป็นธรรมดาที่จะเห็นตัวละครพูดกับตัวเอง เหมือนคนบ้า ( คิดในใจไม่เป็น )

16.
ตัวร้ายมีจุดจบ 3 ประการ ตาย เป็นบ้า และ กลับมาดี ตัวร้ายไม่เคยได้ชดใช้ในสิ่งที่ทำ

17.
เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชาย พระเอกจะดูออกคนสุดท้าย แม้ว่าคนทั้งโลกจะดูออกตั้งแต่วินาทีเเรก

18.
บ้านนกอินทรีย์เป็นสถานที่ยอดนิยมในการถ่ายละคร

19.
ยิงปืนไม่เคยโดนกัน ถ้าจะโดนก็โดนหัว ไม่ก็ แขน

20.
และตอนตาย หน้าตาจะยังสดสวย แม้ว่าตัวละครนั้นจะยิงสมองตัวเองตาย เลือดยังไม่เปื้อนหน้า แต่จะย้อยลงมาอย่างสวยงาม และนอนในท่าที่สวยหรู

21.
นักธุรกิจ มีการประชุมน้อยมาก

22.
เลขาหน้าห้องมักสวย และ เป็นสายให้กับนางร้าย

23.
ไม่เคยเรียกเก็บเงินหลังจากกินข้าว

24.
ท่าเต้นในผับ มีท่าเดียว

25.
การตบหน้าด้วยส้นสูงเป็นที่ฮือฮามากในช่วงหนึ่ง ทำให้การตบด้วยมือดูโลโซไปในขณะหนึ่ง

26.
เวลาซ่อนตัวจากผู้ร้าย ต้องมีหนึ่งคนเหยียบกิ่งไม้

27.
ถุงชอปปิ้ง หรือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ขนาดไหน จะเบาโหวง เพราะข้างในไม่มีอะไรเลย

28.
ตร. หมอ มีอย่างละคน คดีไหน โรค ก็ เจออยู่คนเดียว และ ตำรวจมักจะมาตอนจบ

29.
แอบฟังคนพูดกันในห้อง ถึงห้องจะปิดอยู่ก็ได้ยิน

30.
พระเอกจะเห็นเสมอเวลา นางเอกจับมือกับผู้ชาย แบบพี่น้องหรือเพื่อน แล้วก็เข้าใจผิด
  31. พระเอกต้องมีเลือดกรุปเดียวกับนางเอกหรือ ญาตินางเอก แต่ห้ามบอกเชียวนะ ว่าตัวเองเป็นคนให้เลือด หนังจะจบเร็ว

32.
ตอนจบพระเอก นางเอกยืนจับมือ มองหน้าักัน จูบหน้าผาก พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน คนใช้.. ยืนแอบดู แล้ว ตบมือ !!!แปะๆๆ

33.
คนใช้ หรือลูกจ้างเป็นตัวเดินเรื่อง ประสานช่องโหว่งที่คนดูจะไม่เข้าใจ

34.
ตัวละครยังไม่ทันได้พูดความจริงจนหมด ก็ตายไปซะก่อน

35.
ช่วงหลัง นางเอกกับนางร้ายจะมีนิสัยใกล้เคียงกัน

36.
พระเอกจะหมั้นกับนางร้ายมาเป็นปีๆ แต่ถ้านางเอกโผล่ปุ๊บ นางร้าย มีข้อเสียปั๊บ

37.
พ่อพระเอกหรือนางเอก ต้องมีเมียน้อย

38.
ต้องมีคนใช้ 2 ฝ่าย ธรรมะ และอธรรม ตีกันเอง

39.
ตอนจบอาจจะมีคนใดคนหนึ่งเป็นบ้า ชีจะนั่งบนเตียงผู้ป่วยพร้อมกับตุ๊กตาหนึ่งตัว

40.
ตัวประกันถูกจับที่เดียวคือโกดัง และ พระเอกจะมาทันตลอดราวกับว่ามีโกดังที่เดียวในประเทศไทย

41.
กระโดดบังกระสุนแทนถือเป็นสุภาพบุรุษที่สุดละ

42.
เวลามีคนโทรเข้ามือถือ กล้องต้องซูมเข้าไปให้เห็นชื่อแล้วถึงจะรับโทรศัพท์ได้ เดี๋ยวคนดูไม่รู้ว่าใครโทรมา

43.
ฉากงานหมั้นหรือแต่งงาน จะมีคนมาขัดจังหวะ แฉและเปิดโปงความจริง

44.
ฉากเลิฟซีนมักจะอยู่ในห้องที่มีเตียงและผ้าหุ่มสีขาว

45.
จูบเเล้วต้องตบ ตบแล้วต้องด่า ด่าแล้วต้องวิ่งหนีไป

46.
ถ้าเป็นฝาแฝด นางเอกมักจะถูกแยกกันแต่เกิด คนนึงไปอยู่กับมหาเศรษฐี อีกคนอยู่สลัมส์ตกยาก แล้วก็ต้องสลับตัวกัน

47.
เวลามีฉากข่มขืน ผญ.จะวิ่งไปล้มบนที่นอน เหมือนจะพร้อมให้ย่ำยีแล้ว

48.
พ่อไปดูลูกนอน หรือ พระเอกไปดูนางเอกนอน จะห่มผ้าให้ ถึงห้องนอนจะไม่มีแอร์ หรือไม่ใช่หน้าหนาว

49.
ไม่ว่าตัวละครใดๆ ที่เป็นผู้หญิง จะต้องแต่งตัวเวอร์มากๆ ไม่มีคำว่าชุดอยู่บ้าน เครื่องแต่งกายจะต้องเลิศหรูเกินมนุษย์ปกติ

50.
ช่อง 3 ตอนจบ ช่อง 7 ตอนอวสาน

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเป็นมา วันปีใหม่ ที่ 1 มกราคม และกลอนปีใหม่ ท่านพุทธทาส

ปีใหม่ต้องดีกว่าปีเก่า 
ดวงใจใหม่ นี้ดี กว่าปีใหม่
คือรู้อะไร มากกว่ากัน แหละท่านขา
มายถึงมี ความกว้างขวาง ทางปัญญา
ให้อาตมา ก้าวล่วงทุกข์ รุกขึ้นไป
อันปีใหม่ นั้นต้องดี กว่าปีเก่า
ใหม่เปล่าๆ ไม่มีดี นี้ไม่ไหว
ดีแต่ปาก ใจไม่ดี ดีทำไม
ให้ผีไย เย้ยเยาะ เหมาะหรือเรา
สะอาดกว่า สว่างกว่า สงบกว่า
เรียกว่าใหม่ ยิ่งขึ้นมา อย่ามัวเขลา
ใกล้นิพพาน ยิ่งขึ้นไป ไม่หลงเงา
เรียกว่าเรา มีปีใหม่ ใหม่จริง เอย

  ส.ค.ศ. 
ปีใหม่มี สำหรับดี กว่าปีเก่า 
พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว 
ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว 
แต่คนชั่ว กลับถอยถด ดีลดลง 
คือปีหน้า เลวลงกว่า ในปีนี้ 
ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง 
รู้สึกตัว ละชั่ว, เพราะเห็นตรง 
                                                   ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจเอยฯ

ปีใหม่จริง 
ปีใหม่ ใหม่หมดทั้ง กายใจ 
ปีใหม่ ใหม่แต่ปี ก็บ้า 
ปีใหม่ ใหม่ทั้งชี- วิตเถิด 
ปีใหม่ จักเจิดจ้า ใหม่จริง 
ปีใหม่ ตัวกูใหม่ หมดแล 
ปีใหม่ เพราะกูใหม่ นะโว้ย!
ปีใหม่ แต่กูเก่า ปีหลอก 
ปีใหม่ ไม่มีโอ้ย!  สักคำ
โดยท่านพุทธทาส

ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่
เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)

 ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม 
ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ 
ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ประวัติความเป็นมา
 วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน 
ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน

เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ศาสนพิธี กุศลพิธี ว่าด้วยวิธีบำเพ็ญบุญกุศล

 ศาสนพิธี  กุศลพิธี ว่าด้วยวิธีบำเพ็ญบุญกุศล

      พิธี คือ แบบอย่าง แบบแผน หรือรูปแบบต่างๆ ที่พึงปฏิบัติในทางศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาเรียกว่า ศาสนพิธี   ความจริงเรื่อง ศาสนพิธี เป็นเรื่องที่มีด้วยกันทุกศาสนา และเป็นเรื่องเกิดขึ้นทีหลังศาสนา หมายความว่า มีศาสนาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงมีพิธีต่างๆ เกิดตามมาภายหลัง แม้ศาสนพิธีในพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน เกิดขึ้นภายหลังทั้งสิ้นเหตุเกิดศาสนพิธีในพระพุทธศาสนานี้ ก็เนื่องจากมีหลักการของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวางไว้แต่ในปีที่ตรัสรู้ เพื่อสาวกจะได้ถือเป็นหลักในการออกไปประกาศพระศาสนา อันเรียกว่า "โอวาทปาติโมกข์" ในโอวาทนั้น มีหลักการสำคัญที่ทรงวางไว้เป็นหลักทั่วๆไป ๓ ประการคือ

     ๑. สอนไม่ให้ทำความชั่วทั้งปวง
     ๒. สอนให้อบรมกุศลให้พร้อม
     ๓. สอนให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว

     โดยหลักการทั้ง ๓ นี้ เป็นอันว่าพุทธบริษัทต้องพยายามเลิกละความประพฤติชั่วทุกอย่าง จนเต็มความสามารถ และพยายามสร้างกุศลสำหรับตนให้พร้อมเท่าที่จะสร้างได้ กับพยายามชำระจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วยการพยายามทำตามคำสอนในหลักการการนี้ เป็นการพยายามทำดี เรียกว่า "ทำบุญ" และการทำบุญนี้แหละพระพุทธเจ้าทรงแสดงวัตถุ คือที่ตั้งอันเป็นทางไว้โดยย่อ ๆ ๓ ประการ เรียกว่า "บุญกิริยาวัตถุ" คือ

     ๑. ทาน การบริจาคสิ่งของของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
     ๒. ศีล การรักษากายวาจาให้สงบเรียบร้อยไม่ล่วงพุทธบัญญัติ
     ๓. ภาวนา การอบรมจิตใจให้ผ่องใสในทางกุศล

     บุญกิริยานี้เอง เป็นแนวให้พุทธบริษัทปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวข้างต้น และเป็นเค้าให้เกิดศาสนพิธีต่างๆ ขึ้นโดยนิยม คือ 
      ในกาลต่อ ๆ มา พุทธบริษัทนิยมทำบุญ ไม่ว่าจะปรารภเหตุใดๆ ก็ให้เข้าหลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ นี้ โดยเริ่มต้นมีการรับศีล ต่อไปภาวนาด้วยการสวดมนต์เองหรือฟังพระสวดแล้วส่งใจไปตาม จบลงด้วยการบริจาคทานตามสมควร เพราะนิยมทำบุญเป็นการบำเพ็ญความดีดังกล่าวนี้ และทำในกรณีต่าง ๆ กันตามเหตุที่ปรารภ จึงเกิดพิธีกรรมขึ้นมากประการ เมื่อพิธีกรรมใด เป็นที่นิยมและรับรองปฏิบัติสืบ ๆ มาจนเป็นประเพณี พิธีกรรมนั้นก็กลายเป็นศาสนพิธีขึ้น ฉะนั้น ศาสนพิธีจึงมีมากมาย เมื่อแยกเป็นหมวดก็สงเคราะห์ได้ ๔ หมวด คือ
     ๑. หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล
      ๒. หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีทำบุญ
      ๓. หมวดทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทาน
      ๔. หมวดปกิณกพิธี ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด

  
  เรื่องในหมวดกุศลพิธี ว่าด้วยวิธีบำเพ็ญบุญกุศล
ความหมาย

     เรื่องกุศลพิธี เป็นเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ อันเกี่ยวด้วยการอบรม ความดีงามทางพระพุทธ ศาสนาเฉพาะตัวบุคคล คือ เรื่องสร้างความดีแก่ตนทางพระพุทธศาสนา ตามพิธีนั่นเอง ซึ่งพิธี ทำนองนี้มีมากด้วยกัน เมื่อจัดเข้าเป็นหมวดเดียวกัน จึงให้ชื่อหมวดว่า “หมวดกุศลพิธี” ฉะนั้น หมวดกุศลพิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะนำกุศลพิธีเฉพาะที่พุทธบริษัทพึงปฏิบัติในเบื้องต้น อย่างสามัญ 
มาชี้แจงเพียง ๓ เรื่อง คือ

    ก. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

   ข. พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา , วันวิสาขบูชา , วันอาสาฬหบูชา , วันอัฐมีบูชา

    ค. พิธีรักษาอุโบสถศีล
 ก. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

 
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่า เป็นผู้รับนับถือ พระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฏว่ายอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิต

     “การปฏิญาณตนเป็นผู้นับถือพระศาสนา ไม่จำทำเฉพาะคราวเดียว ทำซ้ำ ๆ ตามกำลัง แห่งศรัทธาและเลื่อมใสก็ได้ เช่น พระสาวกบางรูป ภายหลังแต่ได้รับอุปสมบท ลั่นวาจาว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ๆ เป็นสาวก” ดังนี้ก็มี อุบาสกประกาศตน หนหนึ่งแล้ว ประกาศซ้ำอีกก็มี”

     “เมื่อการถือพระศาสนาไม่เป็นเพียงเฉพาะตัว ถือกันทั่วทั้งสกุลและสืบชั้นลงมา มารดา บิดายอมนำบุตรธิดาของตนให้เข้าถึงพระศาสนาที่ตนนับถือตั้งแต่ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสา มีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถาว่า นิมนต์พระสำหรับสกุลไปแล้ว ขอให้ขนาน ชื่อและให้สิกขาบทแก่เด็ก ขอให้ขนานชื่อไม่เคอะ ขอให้สิกขาบทเคอะอยู่ หรือให้พอเป็นพิธีเท่านั้น ธรรมเนียมเมือง เราเจ้านายประสูติใหม่ นำเข้าเมื่อสมโภชเดือน เชิญเสด็จ ออกมาหาพระสงฆ์ถ้าเป็นพระกุมาร พระสังฆเถระผู้พระหัตถ์ด้วยด้ายสายสิญจน์ ถ้าเป็นพระกุมารี พาดสายสิญจน์ไว้มุมเบาะข้างบน แล้วพระสงฆ์สวดอำนวยพระพรด้วยบาลีว่า โส อตฺถลทฺโธ.... หรือ สา อตฺถลทฺธา..... โดยควรแก่ภาวะบุตรธิดา ของสกุลที่ไม่ได้ ทำขวัญเดือน ดูเหมือน นำมาขอให้พระผูกมือให้เท่านั้น ความรู้สึกก็ไม่เป็นไปทางเข้าพระศาสนา เป็นไปเพียงทางรับ มงคลเนื่องด้วยพระศาสนา”

     “นำเข้าพระศาสนาแต่ยังเล็ก เด็กไม่รู้สึกด้วยตนเอง เมื่อโตขึ้นที่เป็นชายจึงนำเข้า บรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นภิกษุ ที่เจ้าตัวได้ปฏิญาณและได้ความรู้สึก การนำและ สำแดงซ้ำ อย่างนี้เป็นทัฬหีกรรม คือ ทำให้มั่น เช่นเดียวกับอุปสมบทซ้ำ”

     “เมื่อความนิยมในการบวขเณรจืดจางลง พร้อมกันเข้ากับการส่งเด็กออกไปเรียนในยุโรป ก่อนแต่มีอายุสมควรบวชเณร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปริวิตก ว่าเด็ก ๆ จักหาได้ความรู้สึกในทางพระศาสนาไม่ จึงโปรดให้พระราชโอรส ผู้มิได้เคยทรงผนวช เป็นสามเณรทรงปฏิญาณพระองค์ เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาก่อนเสด็จออกไปศึกษายุโรป ครั้งนั้นใช้คำสำแดงเป็นอุบาสกตามแบบบาลี พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นพระองค์แรกปฏิญาณพระองค์ตามธรรมเนียมที่ทรงตั้งขึ้นใหม่นั้น และใช้เป็นราชประเพณี ต่อมาได้ทราบว่า ผู้อื่นจากพระราชวงศ์ เห็นชอบตามพระราชดำริ ทำตามบ้างก็มี”

     “ธรรมเนียมนี้แม้ได้ใช้นานมาแล้วยังไม่ได้เรียบเรียงไว้เป็นแบบแผน คราวนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าจะส่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมพฏพงศ์บริพัตร พระโอรสสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์ วรพินิตกับหม่อมเจ้าอื่น ๆ ออกไปศึกษาในยุโรป สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต มีพระประสงค์จะให้พระโอรสได้ปฏิญาณพระองค์ในพระพุทธศาสนาตามธรรมเนียม ที่พระองค์ ได้เคยทรงมา พระบิดาและพระญาติของ หม่อมเจ้าอื่นก็ทรงดำริร่วมกัน เป็นอันว่า ธรรมเนียมนี้ ยังจักใช้อยู่ต่อไป ข้าพเจ้าจึงเรียบเรียงตั้งเป็นแบบไว้ทีเดียว สำหรับใช้ทั่วไป ไม่เฉพาะเจ้านาย ได้แก้บท “อุบาสก” เฉพาะผู้ใหญ่ผู้ได้ศรัทธาเลื่อมใสด้วยตนเองเป็น “พุทธมามกะ” ที่แปลว่า ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน”

     โดยเหตุนี้ จึงเกิดเป็นประเพณีนิยมแสดงตนเป็นพุทธมามกะขึ้นสืบต่อกันมา แต่ใน ปัจจุบันความนิยมของชาวพุทธในประเทศไทยมีสรุปได้ว่า

     ๑. เมื่อมีบุตรหลานของตนมีอายุพ้นเขตเป็นทารก เจริญวัยอยู่ในระหว่างอายุ ๑๒ ถึง ๑๕ ปี ก็ประกอบพิธีให้บุตรหลานได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อให้เด็กสืบความเป็นชาวพุทธ ตามตระกูลวงศ์ต่อไป หรือ  
      ๒. เมื่อจะส่งบุตรหลานของตนซึ่งเป็นชาวพุทธอยู่แล้ว ให้ไปอยู่ในถิ่นที่ไม่ใช่ดินแดน ของพระพุทธศาสนา เพื่อการศึกษาหรือเพื่อประโยชน์ใด ๆ ก็ตาม เป็นการที่ต้องจากถิ่นไป นานแรมปี ก็นิยมประกอบพิธีให้บุตรหลานของตนที่จะจากไปนั้น แสดงตนเป็นพุทธมามกะเพื่อให้เด็กได้รำลึกอยู่เสมอว่าตนเป็นพุทธศาสนิกชน หรือ
    ๓. เมื่อจะปลูกฝังนิสัยเยาวชนให้มั่นคงในพระพุทธศาสนา ส่วนมากทางโรงเรียนที่สอน วิชาทั้งสามัญและอาชีวศึกษาแก่เด็ก ซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มชาวพุทธ นิยมประกอบพิธีให้นักเรียน ที่เข้าศึกษาใหม่ในรอบปี ได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะหมู่ คือ แสดงรวมกันเป็นหมู่ ทำปีละ ครั้งในวันที่สะดวกที่สุด เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญ ในการที่ตนเป็นชาวพุทธร่วมอยู่กับ ชาวพุทธทั้งหลายและ
    ๔. เมื่อมีบุคคลต่างศาสนาเกิดเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต้องการจะประกาศตนเป็นชาวพุทธ ก็ประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะเพื่อประกาศว่า นับแต่นี้ไปตนยอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาแล้ว

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะตามธรรมเนียมในปัจจุบัน มีระเบียบปฏิบัติที่นิยมกัน ดังต่อไปนี้

ระเบียบพิธี
    ๑. มอบตัว ผู้ประสงค์จะประกอบพิธี ต้องไปมอบตัวกับพระอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ และมุ่งหมายจะให้เป็นประธานสงฆ์ในพิธีด้วยก่อน ถ้าเป็นเด็กต้องมีผู้ปกครองนำไป แต่ถ้าเป็น พิธีแสดงหมู่ เช่น นักเรียน ให้ครูใหญ่หรือผู้แทนโรงเรียน เป็นผู้นำแต่เพียงบัญชีรายชื่อของ นักเรียนที่จะเข้าพิธีไปเท่านั้นก็พอ ไม่ต้องนำนักเรียน ทั้งหมดไปก็ได้ การมอบตัวควรมีดอกไม้ ธูปเทียนใส่พานไปถวาย พระอาจารย์ตาม ธรรมเนียมโบราณด้วย พึงปฏิบัติดังนี้

    ก. เข้าไปหาพระอาจารย์ ทำความเคารพพร้อมกับผู้นำ (ถ้ามีผู้นำ)

  ข. แจ้งความประสงค์ให้พระอาจารย์ทราบ เมื่อพระอาจารย์รับแล้ว จึง มอบตัว

  ค.การมอบตัว ให้ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะถือพานดอกไม้ธูปเทียน ที่เตรียม ไปนั้น เข้าไปใกล้ ๆ พระอาจารย์ คุกเข่าลงกับพื้น กะว่าเข่าของตนห่างจากตัว พระอาจารย์ ประมาณศอกเศษ แล้วยกพานนั้นน้อมตัวประเคน เมื่อพระอาจารย์รับพาน แล้ว เขยิบกายถอย หลังทั้ง ๆ อยู่ในท่าคุกเข่านั้น ห่างออกมาเล็กน้อย แล้วประนมมือก้มลงกราบ ด้วยเบญจางค ประดิษฐ์ ตรงหน้าพระอาจารย์ ๓ ครั้ง ถ้าเป็นตัวแทนมอบตัวหมู่ ให้ผู้แทน ปฏิบัติเช่นเดียวกัน พร้อมกับถวายบัญชีรายชื่อผู้ที่จะประกอบพิธี

 ฆ.กราบเสร็จแล้วนั่งราบในท่าพับเพียบลงตรงนั้นเพื่อฟังข้อแนะนำ และ นัดหมายของพระอาจารย์จนเป็นที่เข้าใจเรียบร้อย

  ง.เมื่อตกลงกำหนดการกันเรียบร้อยแล้ว ขอเผดียงสงฆ์ต่อพระอาจารย์ ตาม จำนวนที่ต้องการ ไม่น้อยกว่า ๓ รูป รวมเป็น ๔ ทั้งพระอาจารย์

     เมื่อเสร็จธุระนี้แล้ว ให้กราบลาพระอาจารย์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์อีก ๓ ครั้ง

     ๒. เตรียมการ ในการประกอบพิธีนี้ต้องมีเตรียมการให้พร้อมทั้ง ฝ่ายสงฆ์และ ฝ่ายผู้แสดงตน คือ

       ก. ฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์ผู้เป็นประธานสงฆ์ที่ได้รับมอบตัว ผู้จะแสดงตน เป็นพุทธมามกะแล้ว ต้องเป็นผู้จัดเตรียมบริเวณพิธีภายในวัดไว้ให้พร้อมก่อนกำหนดนัด เพราะพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะนี้ ประกอบขึ้นในวัดเป็นเหมาะที่สุด ถ้าไม่จำเป็นแล้ว ไม่ควรทำในที่อื่น บริเวณพิธีในวัดควรจัดในพระอุโบสถได้เป็นดี เพราะเป็นสถานที่สำคัญ อันเป็นหลักของวัด แต่ถ้าในพระอุโบสถไม่สะดวกด้วยประการใด ๆ ควรจัดในวิหาร หรือ ศาลาการเปรียญ หอประชุมแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ ไม่ควรจัดให้มีในที่กลางแจ้ง ควรตั้งโต๊ะบูชา มีพระพุทธรูปเป็นประธาน ในบริเวณพิธีนั้น ๆ จัดให้สะอาดเรียบร้อยตามธรรมเนียม และให้เด่น อยู่กึ่งกลาง ถัดหน้าโต๊ะบูชาออกมาตรงหน้าพระประธาน ตั้งหรือปูอาสนะสงฆ์ หันหน้าออก ตามพระประธานนั้น อาสนะพระอาจารย์อยู่ข้างหน้าเดี่ยวเฉพาะองค์เดียว อาสนะ พระสงฆ์อยู่ ข้างหลังพระอาจารย์ เรียงแถวหน้ากระดาน ถ้าเป็นการแสดงตนหมู่ ควรเตรียมที่ปักธูปเทียน และที่วางดอกไม้บูชาพระสำหรับผู้แสดงตนไว้ข้างหน้าให้พร้อม ถ้าสถานที่ไม่อำนวยให้จัดเช่นนี้ ได้ก็จัดอาสนะพระอาจารย์และพระสงฆ์ให้อยู่ทางซีกขวา ของพระประธานเป็นด้านข้าง ให้หันหน้า ไปทางซีกซ้ายของพระประธาน วิธีจัดก็ให้อาสนะพระอาจารย์อยู่หน้าอาสนะสงฆ์ เรียงแถวอยู่หลัง พระอาจารย์ เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้ว ที่จัด ดังนี้ก็เพื่อให้ผู้แสดงตน เข้าแสดงตนต่อสงฆ์โดยหันหน้า ตรงพระอาจารย์แล้วได้หันมือขวา เข้าหาพระประธาน นับเป็นการแสดงความเคารพอีกประการ หนึ่งด้วย

       ข. ฝ่ายผู้แสดงตน ต้องตระเตรียมผ้าขาวสำหรับนุ่งผืนหนึ่ง ชายควรนุ่ง โจงกระเบน หญิงควรนุ่งจีบแบบผ้าถุง หรือจะตัดเย็บเป็นกระโปรง ก็ได้แล้วแต่เหมาะสม และต้องมีผ้าขาวสำหรับห่มสะไบเฉียงอีกหนึ่งผืน ใช้เหมือนกัน ทั้งชายและหญิง นอกจาก นี้มีเสื้อขาวแบบสุภาพสวมก่อนสะไบเฉียงทั้งชายและหญิง รองเท้าและถุงเท้าไม่ต้องใช้พิธี ถ้าเป็นการแสดงตนหมู่ เช่น นักเรียนหรือข้าราชการ เป็นต้น จะไม่นุ่งขาวห่มขาวตามแบบ ก็ให้แต่งเครื่องแบบของตนให้เรียบร้อยทุกประการ เว้นแต่รองเท้าต้องถอดในเวลาเข้าพิธี อีก ประการหนึ่ง ต้องเตรียมเครื่องสักการะสำหรับถวายพระอาจารย์ในพิธีเฉพาะตน ๆ ด้วย คือ ดอกไม้ ธูปเทียนใส่พาน ๑ ที่ กับดอกไม้ธูปเทียนสำหรับจุดบูชาพระในพิธี ๑ ที่ นอกนั้น จะมี ไทยธรรมถวายพระสงฆ์ในพิธีด้วย ก็แล้วแต่ศรัทธา

   ๓. พิธีการ เมื่อเตรียมการพร้อมทุกฝ่ายดังกล่าวแล้ว ถึงวันนัดประกอบพิธีโดย

       ก. ให้ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ นุ่งขาว ห่มขาว หรือแต่งเครื่องแบบ ของตนเรียบร้อยแล้วไปยังบริเวณพิธีก่อนกำหนด นั่งรอเวลาในที่ที่ทางวัดจัดไว้

       ข. ถึงเวลากำหนด พระอาจารย์และพระสงฆ์เข้าสู่บริเวณพิธี กราบพระ พุทธรูปประธานแล้ว เข้านั่งประจำอาสนะ

       ค. ให้ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะบูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชา พระส่งใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เปล่งวาจาว่า

อิมินา สกฺกาเรน, พุทฺธํ ปูเชมิ.
ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้
                                 (กราบ)

                       อิมินา สกฺกาเรน, ธมฺมํ ปูเชมิ.
           ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้
                               (กราบ)

                      อิมินา สกฺกาเรน สงฺฆํ ปูเชมิ.
          ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้
                               (กราบ)


     ถ้าเป็นการแสดงตนหมู่ ให้หัวหน้าเข้าไปจุดธูปเทียนบูชาคนเดียว นอกนั้นวางดอกไม้ ธูปเทียนยังที่ที่จัดไว้ แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือ หัวหน้านำกล่าวคำบูชา ให้ว่าพร้อมๆ กัน การกราบ ต้องก้มลงกราบกับพื้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทุกครั้ง

       ฆ. เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์ ถวายพานเครื่องสักการะแก่พระอาจารย์ แล้วกราบพระสงฆ์ตรงหน้าพระอาจารย์นั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ถ้าแสดง ตนหมู่ ทุกคนคงนั่งคุกเข่าประนมมืออยู่กับที่หัวหน้าหมู่คนเดียวนำสักการะที่เดียวเข้าถวาย แทนทั้งหมู่ แล้วกราบพร้อมกับหัวหน้า
    ง. กราบเสร็จแล้วคงคุกเข่าประนมมือ เปล่งคำปฏิญาณตนให้ฉะฉานต่อหน้าสงฆ์ ทั้งคำบาลีและคำแปล เป็นตอน ๆ ไปจนจบเรื่องปฏิญาณ ดังนี้
           
คำนมัสการ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

คำแปล

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
           
คำปฏิญาณ

เอสาหํ ภนฺเต สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ, ตํ ภควนฺตํ สรณํ

คจฺฉา, ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ, พุทธมามโกติมํ สงฺโฆ ธาเรตุ

คำแปล
 ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพาน ไปนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้า ไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือ ผู้นับถือพระพุทธเจ้า

          หมายเหตุ :- ถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคนทั้งชายหญิง คำปฏิญาณให้เปลี่ยนเฉพาะที่ขีดเส้นใต้ไว้ ดังนี้

          เอสาหํ เป็น ชายว่า เอเต มยํ หญิงว่า เอตา มยํ
           คจฺฉามิ เป็น คจฺฉาม (ทั้งชายและหญิง)

          พุทฺธมามโกติ เป็น พุทฺธมามกาติ (ทั้งชายและหญิง)
          มํ เป็น โน (ทั้งชายและหญิง)

          คำแปลก็เปลี่ยนเฉพาะคำ “ข้าพเจ้า” เป็นว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” เท่านั้น นอกนั้น เหมือนกัน สำหรับหญิงผู้ปฏิญาณคนเดียวว่า เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ เปลี่ยนเป็นว่า พุทฺธมามกาติ ต่อไปไม่เปลี่ยนตลอดทั้งคำแปลด้วย ถ้าหญิงกับชายปฏิญาณคู่กัน เฉพาะคู่เดียว ให้ว่าแบบปฏิญาณคนเดียว คือ ขึ้น เอสาหํ ฯลฯ พุทฺธมามโกติ ชายว่า หญิงเปลี่ยนว่า พุทฺธมามกาติ เท่านั้น นอกนั้น คงรูปตลอด ทั้งคำแปล

     เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นประนมมือรับ “สาธุ” พร้อมกัน ต่อนั้น ให้ผู้ปฏิญาณลดลงนั่งราบแบบพับเพียบกับพื้น แล้วประนมมือ ฟัง โอวาทต่อไป

       จ. ในลำดับนี้ พระอาจารย์พึงให้โอวาทเพื่อให้รู้หัวข้อแห่งพระพุทธศาสนา พอสมควร โดยใจความว่า
ตัวอย่างโอวาทโดยย่อ

     "ท่านเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประกาศ ตนเป็นพุทธมามกะ คือรับว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงสุดของตน ในที่พร้อมหน้า แห่งคณะสงฆ์ ซึ่งประชุมพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ ข้อนี้จัดเป็นลาภอันประเสริฐของท่าน ท่านได้ดี แล้วคือ ได้สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา

     แท้จริง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้นามว่า รัตนะ เพราะยังความยินดีให้เกิด แก่ผู้เคารพบรรจบเป็น ๓ รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย แก้ว ๓ ประการ เป็นหลักอันสำคัญยิ่งนัก ในพระพุทธศาสนา

     ส่วนข้อปฏิบัติซึ่งพุทธศาสนิกชนจะพึงยึดถือไว้เป็นบรรทัดแห่งความประพฤติย่นย่อ กล่าวตามพระพุทธโอวาท สรุปลงได้ ๓ ประการ คือ

     ๑. ไม่พึงทำบาปทั้งปวง ได้แก่ไม่ประพฤติชั่วด้วย กาย วาจา ใจ

     ๒. บำเพ็ญกุศลให้เกิดมี ได้แก่ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ

     ๓. ทำจิตของตนให้ผ่องใส คือไม่ให้ขุ่นมัวด้วย โลภ โกรธ หลง

     ขอท่านจงตั้งศรัทธาความเชื่อให้มั่นคง ตรงต่อพระรัตนตรัย และจงตั้งใจสมาทาน เบญจศีล ซึ่งจะได้ให้ท่านสมาทาน ณ กาลบัดนี้ "

     (แนวโอวาทนี้ แล้วแต่ความสามารถของพระอาจารย์จะอธิบายขยายความ ได้มากน้อย)

   "กา่รมีพิธีกรรมมากมายในการประกอบนั้น เป็นการย้ำให้เราเห็นความสำคัญในสิ่งที่จะดำเนินปฏิบัติหลังจากเสร็จการปฏิญาน คือให้รู้ว่าทำจริงๆไม่ใช่ทำเล่น เอาเรื่องวิธีแบบนี้เข้ามา เพื่อนำจิตใจนั้นไปสู่การโน้มเขาหาพระพุทธศาสนา กุศโลบาย ที่จะนำพาพวกเรานั้นเป็นขั้นเเรกที่จะพาศรัทธาเริ่มต้น เดินสู่ชาวพุทธมามกะ เเละจะค่อยๆเป็นการพัฒนาต่อไปสำหรับคนที่ถือจริง ที่เห็นสิ่งสำคัญที่เรียกว่า พระพุทธศาสนา  ขอพวกเราอย่าเบื่อกับการที่จะดำรงตนให้เป็น บุคคลที่ดำเนินสู่สถานที่ดี คบคนดี และการกระทำของเราที่จะดีตามมา  การที่จะทำตนเป็นชาวพุทธที่แท้ ไม่ต้องมีศาสนพิธี พิธีกรรมมากก็ได้เพียงแค่เรา ตั้งใจ ตั้งมั่นปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นี้ คือ การปฏิบัติบูชาที่พระพุทธองส์ทรงยกย่องที่สุด ถือว่า อยู่ใกล้พระพุทธองค์ พระพุทธศาสนาขอฝากไว้กับพวกเธอทั้งหลาย"
                                                                                                   โดย อุตฺตมสาโร
อ้างอิงข้อมูล จากเว็ปธรรมะไทย

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น