จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เบิกเนตร เผยความจริง งบสถาบันกษัตริย์ 2563

 

งบประมาณรายจ่ายปี 2565 กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 33,712 ล้านบาท ซึ่งมีการจัดแบ่งเป็น 5 ประเภท 

.

#1 งบพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 629 ล้านบาท เช่น โครงการรวมใจเทิดไท้สถาบันพระมหากษัตริย์ ของกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

#2 งบถวายความปลอดภัย 6,938 ล้านบาท เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ภายใต้ผลผลิตการถวายความปลอดภัยด้านการบิน

#3 งบส่วนราชการในพระองค์ 8,761 ล้านบาท

#4 งบโครงการตามพระราชดำริและพระปณิธาน เป็นงบที่เกี่ยวกับโครงการหลวงต่าง ๆ 15,203 ล้านบาท

#5 งบอื่นๆ เช่น งบพระราชทานเพลิงศพ งบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 2,179 ล้านบาท

.

ซึ่ง 1 ใน 5 ประเภทนี้ ในส่วนของงบโครงการตามพระราชดำริและพระปณิธาน ที่เป็นประเด็นร้อนจากในสภาโดย ส.ส.ท่านหนึ่ง จนออกมาสู่สังคมโซเชียล ได้กล่าวถึงเรื่องโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ นั้น

.

ได้มีนักวิชาการชื่อดัง ผศ.ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ออกมาให้ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ Manager Online ในเรื่องของงบประมาณโครงการพระราชดำริ 4,000 โครงการ ว่า “ไม่ใช่งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์” อันมีใจความดังนี้

.

“...ในช่วงต้นรัชกาล (รัชกาลที่ 9) ไม่ทรงมีพระราชอำนาจใด ๆ เลย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่สนับสนุน และเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันอย่างชัดเจน แต่ก็ทรงงานโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ไปด้วยพระองค์เองตามลำพัง จนกระทั่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเริ่มมีการสนองพระราชดำริในการทรงงานโครงการต่าง ๆ

.

เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นว่าการปล่อยให้พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงงานโครงการพระราชดำริมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน สมควรที่รัฐบาลและหน่วยราชการต่าง ๆ ควรรับสนองพระราชดำริเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระ จึงเกิดการตั้งสำนักงาน กปร. ขึ้น

.

กปร. คือ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยประสานงานหน่วยราชการเพื่อทำโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ถวาย

.

งบประมาณแผ่นดินเพื่อโครงการพระราชดำริ จำนวนกว่า 4,000 โครงการนั้น ก็ทำไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน และมีหน่วยราชการทำงานนั้น ๆ ถวายเป็นเจ้าภาพ 

.

แต่พระราชดำริสำคัญในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลคือ โครงการพระราชดำริใดสำเร็จแล้ว ให้กลับไปอยู่ในความดูแลบำรุงรักษาของหน่วยราชการ ไม่ได้ทรงดูแลจัดการด้วยพระองค์เอง หากทำได้สำเร็จแล้ว ไม่ได้ให้สำนักงาน กปร. เป็นคนดูแลด้วย 

.

เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นโครงการพระราชดำริ เก็บน้ำจากเขาใหญ่ ปราจีนบุรี นครราชสีมา และนครนายก ป้องกันน้ำท่วมนครนายก ปราจีนบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพฯ โครงการสร้างเขื่อนนี้สำเร็จแล้ว เป็นประโยชน์มหาศาล แต่ต้องมีค่าดูแลบำรุงรักษา ซึ่งกรมชลประทานเป็นเจ้าภาพรับสนองพระราชดำริดูแลต่อ

.

งบประมาณดูแลบำรุงรักษาเขื่อนขุนด่านปราการชล สมมติว่าปีละ 50 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป เพราะงบประมาณในการสร้างเขื่อนย่อมต้องเป็นกรมชลประทานขอมาสร้างสนองพระราชดำริ การดูแลรักษาก็เป็นของกรมชลประทาน ประเทศชาติได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์

.

ในหลวง สำนักพระราชวัง สำนักงาน กปร. ไม่ได้มีโอกาสอะไรที่จะใช้เงินเหล่านี้เพื่อตัวเองหรือเพื่อหน่วยงานของตนเองเลย แต่เงินงบประมาณแผ่นดินเหล่านี้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

.

หากไม่มีงบประมาณในการบำรุงดูแลรักษาต่อยอดโครงการพระราชดำริเหล่านี้ ใครจะเดือดร้อน คำตอบคือ ประเทศชาติและประชาชน เขื่อนที่ไม่มีหน่วยงานดูแลจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เกิดหายนภัย อุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และผมก็เชื่อว่าโครงการพระราชดำริที่ทำสำเร็จแล้ว แต่ต้องบำรุงดูแลรักษาก็มีมากถึง 4,000 โครงการ

.

การใส่ร้ายป้ายสีสถาบัน ด้วยการรวมงบจากหลายร้อยหลายพันหน่วยงานที่เป็นโครงการพระราชดำริ มาเป็นงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่น่าจะประสงค์ดีใด ๆ ต่อสถาบัน แต่ต้องการใส่ร้ายว่าสถาบันใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจากภาษีกู ทำงานของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นงานของหน่วยราชการต่าง ๆ และเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน จึงเป็นเรื่องของคนที่ไม่หวังดีต่อสถาบัน และไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง...”

.

.

ที่มา: MGR Online

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บทความดีๆของชีวิต:ของฝากจากพ่อ

 

ของฝากจากพ่อ..

....

"เ มื่ อ เ ร า โ ต ขึ้ น"


"พ่อครับ ทำไม พ่อไม่ค่อยมีเพื่อนเลย

พอเราโตขึ้น คนที่รักเราจะน้อยลงเหรอครับ" ....

ลูกถาม

"ไม่หรอกครับ.!! เมื่อเราโตขึ้น

เราจะเหลือคนที่รักเราจริงๆ ต่างหาก

เราจะมากที่คุณภาพ ไม่ได้มากที่จำนวน

เวลาจะคัดสรรคนที่เหมาะสมและมีคุณภาพไว้กับเรา

ถ้าเป็นมิตรที่เหลือ

ก็จะเป็นมิตรที่มีคุณภาพและรักเรา

ถ้าเป็นศัตรูที่เหลือ

ก็จะเป็นศัตรูที่จะเป็นแรงผลักดัน

ให้เราต่อสู้เพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป"

พ่อตอบ...พลางเดินนำต่อไป

"แล้วถ้าวันหนึ่ง ผมโตพอที่จะเลือกทางเดินเองได้

พ่อจะไม่ทิ้งผม...ไปไหนใช่ไหม⁉️ "

ลูกถามต่อ

"เมื่อวันหนึ่งลูกเลือกทางเดินได้เอง

พ่อก็ยังจะคอยอยู่ข้างๆ ลูกเหมือนเดิม

แต่เมื่อลูกโตขึ้น

ลูกก็ต้องหาใครสักคนมาเดินข้างกาย

พ่อก็จะถอยมาวิ่งข้างหลัง แต่ยังคงเฝ้ามองลูก

จนวันหนึ่งที่พ่อวิ่งไม่ไหว

พ่อก็จะหยุด แล้วมองลูกต่อไป

หรือจนวันหนึ่งที่พ่อต้องจากไป

พ่อก็ยังจะวิ่งอยู่ในใจของลูกตลอดกาลนะ...

ชีวิต คือ การก้าวเดินไปข้างหน้า

แต่ลูกจงจำไว้ว่า  การก้าวไปจะมีคุณค่า

เราจะต้องไม่ลืมคนข้างหน้า

ข้างๆ หรือแม้แต่ข้างหลัง เพราะนั่นคือ

พลังทั้งหมดที่คอยผลักดันลูกให้ก้าวไป

พร้อมกับพลังของตัวลูกเองนะ

น้ำทะเลอาจทำให้รอยเท้าของเราจางหายไป

แต่น้ำทะเลไม่อาจทำให้เราลืม

ว่าเรามาจากไหนและมากับใครหรอกนะ"

พ่อตอบ...และยิ้มให้ลูกชาย

ลูกชายไม่ตอบอะไร ได้แต่เดินช้าลง

พ่อสงสัยจึงถามว่า...

"ทำไมเดินช้าจัง"

ลูกชายส่งยิ้มหวาน ก่อนตอบกลับมาว่า...

"ก็ผมอยากมีเวลาเดินกับพ่อนาน ๆ ไง.."

................


@ยิ้ม เพจสาระบทความ 🤟🇹🇭

บทความดีๆของชีวิต:ไม่ต้องบ้างก็ได้








"นี่อาจจะเป็น..วิธีที่มีความสุข"

...

1. ไม่ต้องเถียง..ทุกเรื่อง

.

2. ไม่ต้องชนะ..ทุกครั้ง

.

3. ไม่ต้องพูด..ทุกอย่างที่คิด

.

4. ไม่ต้องมีความเห็น..กับทุกหัวข้อ

.

5. ไม่ต้องพูด..ทุกความรู้สึกที่มี

.

6. ไม่ต้องรีบ บอกรัก เก็บไว้ก่อน..ก็ได้

.

7. ไม่ต้องรอ..การยอมรับจากคนอื่น

.

8. ไม่ต้องเป็นที่หนึ่ง..หรือที่สุดตลอดเวลา

.

9. ไม่ต้องแสดงให้เห็นว่า..“ ฉันเก่ง ”

.

10. ไม่ต้องใช้สิ่งของ..บอกเล่า “ ความสำเร็จ ”

.

11. ไม่ต้องแคร์..การตัดสินจากทุกคน

.

12. ไม่ต้องเก็บทุกเสียง..มาคิด

.

13. ไม่ต้องได้ดั่งใจ..ไปทุกอย่าง

.

14. ไม่ต้องตั้งกฎเกณฑ์..กับตัวเองเคร่งครัดนัก

.

15. ไม่ต้องงดน้ำตาล ช็อกโกแลต ของทอดตลอดเวลา

.

16. ไม่ต้องหวังว่า..ทุกอย่างจะต้องได้ ภายในวันนี้

.

17. ไม่ต้องสำเร็จทุกเรื่อง แค่..สำเร็จบ้างก็พอ

.

18. ไม่ต้องรอเรื่องใหญ่ๆ “ ยิ้ม ” ให้กับ..เรื่องเล็กๆ เป็น

.

19. ไม่ต้องอยาก “ มีความสุข ”

.

20. ไม่ต้องเชื่อ..ไอ้คนที่เขียนมาตั้ง ยี่สิบข้อ


ทันใดนั้น หัวเราะเลย พลันเป็นสุข..!!

เริ่มต้นวันดีๆ ด้วยสิ่งดีๆ

เริ่มต้นชีวิต ด้วยการคิดบวก

.....

@ยิ้ม เพจสาระบทความ


#ขอบคุณผู้เขียนบทความนี้

บทความดีๆของชีวิต :อย่ากวนตีนคนเเก่

 


เพิ่งอ่านเจอเมื่อเช้า คุณยายคนนี้ยื่นบัตรของเธอให้พนักงานธนาคารที่เคาท์เตอร์แล้วบอกว่า "ฉันต้องการถอนเงิน 10 ดอลลาร์” 


พนักงานสาวบอกกับคุณยายว่า “ถอนเงินน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ ต้องใช้ตู้เอทีเอ็มค่ะ จะเบิกตรงนี้ไม่ได้"


คุณยายงง ไม่เข้าใจเหตุผล เจ้าหน้าที่คืนบัตรให้แล้วบอกคุณยายอย่างไม่สบอารมณ์ว่า“ก็มันเป็นกฎ ถ้าไม่มีอะไรมาก คุณยายออกไปเถอะ เรามีลูกค้าคนอื่นรอคิวใช้บริการอยู่"


คุณยายเงียบไปสองสามวินาที แล้วยื่นบัตรกลับมาให้พนักงานอีกครั้ง พร้อมบอกว่า "งั้นขอความกรุณาช่วยถอนเงินทั้งหมดในบัญชีให้ฉันด้วยค่ะ"


พนักงานธนาคารทำหน้าประหลาดใจ เมื่อตรวจสอบยอดเงินในบัญชีคุณยายแล้วพบตัวเลขน่าทึ่ง เธอพยักหน้า เอนตัวลงและบอกคุณยายด้วยน้ำเสียงความเคารพนบนอบว่า “คุณยายมีเงินในบัญชีทั้งหมด 1,300,000 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้ธนาคารเราไม่มีเงินสดมากขนาดนั้น คุณยายช่วยนัดเวลาและกลับมาเบิกใหม่ในวันพรุ่งนี้ได้ไหมคะ"


คุณยายจึงถามว่า ถ้าจะถอนออกมาทันทีตอนนี้ จะถอนเงินได้เท่าไร 


พนักงานตอบว่า "ไม่เกิน 3,000 ดอลล่าร์ค่ะ"


คุณยายบอก "งั้นช่วยถอนเงินให้ฉันที  3,000 ดอลลาร์ตอนนี้เลย"


พนักงานจัดการถอนเงิน และส่งมอบเงิน 3,000 ดอลลาร์ให้คุณยายพร้อมส่งยิ้มเปี่ยมไมตรีจิต


คุณยายหยิบเงิน 10 ดอลลาร์ใส่กระเป๋า แล้วยื่นเงิน 2,990 ดอลลาร์คืนให้พนักงาน แล้วบอกว่า "ช่วยฝากคืนเข้าบัญชีเดิมให้ฉันด้วย" 


คนเอาเรื่องนี้มาเล่าบอกว่า อย่ากวนตีน (เรื่องมาก) กับคนแก่ เพราะพวกแก่ๆ นั่นน่ะใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตเพื่อเรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ มาอย่างช่ำชองและโชกโชน พร้อมรับมือทุกรูปแบบ น้อยมากที่จะพลาดท่าเสียที


เอาจริง หากต้องเอาชนะคะคานในปัญหาต่างๆ คนรุ่นหลังอาจจะตามไม่ทัน สู้ความเก๋าไม่ไหว โดยเฉพาะการหาช่องว่างในกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คนรุ่นหลังไม่สามารถอดทนทำได้


Cr: ปราย พันแสง

Cr :คุณSupap Rodklongtan

.......

@ยิ้มเพจสาระบทความ.🤟

บทความดีๆของชีวิต : ค่าราคาต่างกัน

 



พ่อพูดกับลูกสาว


"ลูกเรียนจบพร้อมกับเกียรตินิยม นี่คือรถที่พ่อซื้อไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว เก่าพอสมควรเลย เดี๋ยวพ่อจะซื้อคันใหม่ให้ แต่ก่อนอื่น ลูกเอาคันนี้ไปขายให้พ่อก่อนได้ไหม 


ลูกขับมันไปที่ร้านรับซื้อรถเก่านะ แล้วบอกเขาว่าลูกจะขายคันนี้ แล้วดูว่าเขาให้ราคาเท่าไหร่"


ลูกสาว "ได้ค่ะพ่อ" 


เธอตอบด้วยความกระตือรือร้น แล้วรีบขับไปที่ร้านรับซื้อรถเก่าทันที 


ไม่นานนัก เธอก็กลับมาบอกพ่อของเธอว่า "เขาให้ราคาหนู 30,000 บาท เขาบอกว่าสภาพมันแย่มากแล้วค่ะพ่อ"


......


พ่อเลยบอกใหม่ว่า "เอาอย่างนี้ งั้นลูกขับไปที่โรงรับจำนำนะ แล้วดูว่าเขาตีราคาให้เท่าไหร่"


ลูกสาวตอบโอเค แล้วขับออกไปอีกครั้ง แป็ปเดี๋ยวเธอก็กลับมา แล้วบอกด้วยเสียหน้าเศร้าๆว่า 


"โรงรับจำนำให้แค่ 3,000 บาทเองค่ะพ่อ เขาบอกว่ารถมันเก่ามากๆแล้ว"


น้ำเสียงเธอหมดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด


......


พ่อปลอบลูกสาว แล้วบอกเธอว่า 


"สุดท้ายแล้ว ลูกลองช่วยพ่อขับไปที่ คาร์ คลับ (คลับของคนรักรถ) แล้วเอารถให้เขาดู แล้วดูสิว่าเขาให้ราคาเท่าไหร่นะ"


ลูกสาวยอมขับออกไปอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก 


แต่เมื่อกลับมา เธอพุ่งเข้ามาหาพ่อแล้วพูดด้วยความตื่นเต้นมากๆว่า


"พ่อๆ ที่คาร์ คลับ มีบางคนบอกว่าเขาจะขอซื้อด้วยเงินถึง 3,000,000 บาทเลย! เขาบอกว่า เพราะรถคันนี้มันคือ Nissan Skyline R34 มันเป็นรถระดับ iconic แล้วก็มีหลายคนเลยตามหารถคันนี้กันอยู่" 


พ่อยิ้มน้อยๆ แล้วบอกกับลูกสาวว่า


"ลูกจำไว้นะ ของสิ่งเดียวกัน แต่จะมีราคาไม่เท่ากันในแต่ละที่ ที่ที่ใช่จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี ถ้าไม่มีใครเห็นคุณค่า อย่าไปโกรธเขา เป็นไปได้ว่าเราอยู่ในที่ที่ผิดเท่านั้นเอง"


ขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ 

..........

@ยิ้ม เพจสาระบทความ.

บทความดีๆบทเรียนชีวิต.. อย่ารอวันเวลา

 


หญ้ามีวันเฉา

ดอกไม้มีวันร่วงโรย

คนเรามีวันชรา

ชีวิตคนเรา ผ่านไปวันหนึ่งก็น้อยลงไปวันหนึ่ง

อย่าไปยึดกับอะไรที่มันไม่แน่นอน

ลองเดินให้ช้าลงบ้าง ฟังเสียงหัวใจของตัวเองบ้าง ว่าจริงแล้ว หัวใจต้องการสิ่งใด?

แล้วลองเอาใจใส่ ทำให้หัวใจของคนใกล้ตัวที่มันเริ่มเย็นชา กลับอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

งาน ทำไม่เคยหมด

เงิน หาไม่เคยพอ

แต่เวลา กลับแอบหมดไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เคยเฉลียวใจ

อย่ารอให้ความรักจืดจาง แล้วค่อยโหยหา

อย่ารอให้ความรักร้างลา แล้วค่อยกู่กลับ

อย่ารอให้คนที่บ้านลาลับ แล้วค่อยเสียใจ

รู้สึกตัวตอนนี้ยังไม่สาย ฉุดใจดวงเดิม กลับมา

Cr.นุสนธิ์ บุคส์

......

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ความจริง เรื่อง รูปภาพพญานาค ในประเทศลาว

 




ย้อนวันวาน กับเหตุการณ์ "27 มิถุนายน 2516 คือวันที่ชาวลาวกล่าวว่าทหารอเมริกาจับพญานาคได้ ??"

     เมื่อพูดถึงพญานาค แว้บแรกที่นึกขึ้นมาได้คงต้องนึกถึงภาพในตำนานที่ทหารอเมริกาหลายสิบคนกำลังช่วยกันถือปลาขนาดยาวชนิดหนึ่งแล้วถ่ายรูปราวกับว่าได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อะไรบางอย่าง

จากรูปมันดูเหมือนสัตว์ในความเชื่อของพระพุทธศาสนาแถวบ้านเราเลยใช่ไหมครับ ซึ่งแน่นอนมันคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก "พญานาค" แต่คำถามคือปลาที่ทหารอเมริกากำลังถืออยู่ใช่พญานาคจริงๆหรือ? แล้วที่น่าสงสัยอีกอย่างคือหลังจากพวกทหารอเมริกาถ่ายรูปนี้เสร็จแล้วพวกเขาจัดการอย่างไรกับปลาตัวนี้ต่อ?

เรื่องนี้หากย้อนกลับไปสัก 40 กว่าปีที่แล้ว ในช่วงเวลานั้นพี่น้องชาวลาวที่เห็นรูปนี้ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือ "นางพญานาค" มันเป็นพญานาคชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวลาวที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง

คือต้องบอกก่อนว่าชาวลาวที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำโขงนี้ ค่อนข้างเชื่อในเรื่องพญานาคมาก และเชื่อว่าแม่น้ำโขงสายใหญ่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาที่มีลักษณะลำตัวยาวคล้ายงูมีเกล็ดมีหงอนนั่นคือพญานาค

เราจึงเห็นได้ว่าในทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันแรม 1 เดือน 11 ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา จะมีผู้คนทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวมารวมตัวกันบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อมาดูปรากฎการณ์ที่มีลูกไฟพุ่งออกมากลางน้ำโขงอย่างเหลือเชื่อและเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "บั้งไฟพญานาค” หรือ “บั้งไฟผี”

1

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเราเห็นรูปนี้ที่ประเทศลาวพร้อมกับมีข้อความที่บอกว่า "ทหารอเมริกาจับนางพญานาคได้ที่แม่น้ำโขงเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2516" เพราะดูจากลักษณะแล้วนี่คือพญานาคไม่ผิดแน่ๆ

   แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะครับ ชาวลาวบางส่วนบอกว่า "ทหารอเมริกาที่จับนางพญานาคได้ในรูปหลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว ได้เอาเนื้อของนางพญานาคไปกินกันต่อและทุกคนที่กินเสียชีวิตหลังจากนั้นทันที!! "

มาถึงตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าทั้งหมดนี้คือความเชื่อของพี่น้องชาวลาวรวมไปถึงคนไทยบางส่วน ณ ขณะนั้นครับ ทีนี้เราลองมาดูข้อเท็จจริงกันบ้างว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ในรูปภาพมันเป็นยังไงกันแน่

เริ่มจากปลาลักษณะตัวยาวที่ทหารอเมริกาช่วยกันถืออยู่ในรูปคือปลาที่ชื่อว่า ออร์ฟิช (Oarfish) หรือปลาออร์ฟิช มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “รีกัลเลคุส เกลสเน” อยู่ในวงศ์ “รีกัลซิเด” มีความยาว 9-11 เมตร มีน้ำหนักราวๆ 300 กิโลกรัม อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกระดับ 200-1000 เมตร แถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย เรื่อยไปจนถึงทะเลนอกชายฝั่งเม็กซิโกและแถบหมู่เกาะเบอร์มิวดา

ซึ่งแน่นอนจากข้อมูลข้างต้นหากเรามาดูกันจริงๆ แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าปลาชนิดนี้จะถูกจับได้ในลุ่มแม่น้ำโขง เพราะที่อยู่อาศัยของมันอยู่คนละแถบกับประเทศลาว หรือที่ใกล้เคียงสุดก็เป็นชายฝั่งในญุี่ปุ่นซึ่งก็อยู่ห่างจากลุ่มแม่น้ำโขงออกไปหลายพันกิโลเมตร

แต่ที่ทหารอเมริกาเข้ามาในประเทศลาวนั้นอันนี้เป็นเรื่องจริงครับ แต่ไม่ใช่ในรูป เพราะจากรูปคือทหารพรรคนาวิน (เหล่าที่เกี่ยวกับการเดินเรือ) และพรรคกลิน (เหล่าช่างเครื่องในเรือ) ซึ่งสหรัฐไม่เคยส่งทหารชุดดังกล่าวเข้ามาในประเทศลาวเลย มีเพียงทหารบก (ARMY) กับนาวิกโยธิน (SEAL) เท่านั้นที่เคยเข้ามาปฏิบัติภารกิจในแถบนี้ ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่าในรูปไม่ใช่พญานาคที่จับได้ในลาวและสถานที่ในรูปก็ไม่ใช่ประเทศลาวเลยด้วย

2

มาถึงตรงนี้บางท่านอาจสังสัยว่าแล้วความจริงรูปนี้มันเกิดขึ้นที่ไหนกันแน่

คำตอบก็คือ มันเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐนี่แหละครับ


ปลาออร์ฟิชตัวนี้ถูกจับได้บริเวณชายฝั่งซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1996 หรือพ.ศ.2539 และถูกนำมาถ่ายในฐานทัพน้ำเค็มหรือน้ำลึกที่แคลิฟอร์เนีย และไม่มีข้อมูลว่าทหารอเมริกาเหล่านั้นนำเนื้อปลาที่จับได้มากินแม้แต่คนเดียว

ดังนั้นเรื่องที่ว่าทหารอเมริกาจับปลาตัวนี้มากินหลังถ่ายภาพแล้วมีอันเป็นไปจึงไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด เพราะจริงๆ แล้วปลาออร์ฟิชไม่ได้มีพิษสงร้ายแรงขนาดนั้น ปลาออร์ฟิชเป็นสัตว์ทะเลที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารและไม่ทำอันตรายกับมนุษย์

และโดยส่วนใหญ่ปลาออร์ฟิชมักจะถูกเจอในสภาพตายแล้วมากกว่า เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลลึกและพบเห็นได้ยาก ดังนั้นที่เราเห็นปลาชนิดกันบ่อยๆ คือมันเกยตื้นมาตายนั่นเอง

      แต่ที่น่าสนใจคือ หากพบปลาชนิดนี้เมื่อใดก็มักจะมีข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินใหวตามมาเสมอ นั่นเลยทำให้มีคนบางกลุ่มโดยเฉพาะชาวประมงในญี่ปุ่นเชื่อว่าหากพบปลาตัวนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในไม่ช้าแน่

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกความเชื่อหนึ่งนะครับ ดังนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าความเชื่อเรื่องปลาตัวนี้ขึ้นอยู่กับบริบทในแต่ละพื้นที่จริงๆ อย่างแถบภูมิภาคบ้านเราซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพญานาคอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่แปลกที่เราจะเชื่อว่าเป็นพญานาคแน่ๆ

ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิบ่อยๆ ก็จะมีความเชื่อเกี่ยวกับปลาตัวนี้เช่นกันว่ามันจะนำมาซึ่งแผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ดังนั้นเรื่องนี้สมองจ่าจึงมองว่าเป็นเรื่องนานาจิตตังนะครับ ส่วนพญานาคในรูปปัจจุบันเรายังพอเห็นได้อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในประเทศลาวบางส่วนแต่ก็คงน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมาครับ ส่วนใครมีความเชื่อหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรสามารถแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

Cr : Blockdit  โดยสมองจ๋า

 แท็กที่เกี่ยวข้อง

พญานาคตำนานพญานาคตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคความเชื่อโบราณใต้เมืองโพนพิสัย

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น