จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บทความดีๆของชีวิต : ค่าราคาต่างกัน

 



พ่อพูดกับลูกสาว


"ลูกเรียนจบพร้อมกับเกียรตินิยม นี่คือรถที่พ่อซื้อไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว เก่าพอสมควรเลย เดี๋ยวพ่อจะซื้อคันใหม่ให้ แต่ก่อนอื่น ลูกเอาคันนี้ไปขายให้พ่อก่อนได้ไหม 


ลูกขับมันไปที่ร้านรับซื้อรถเก่านะ แล้วบอกเขาว่าลูกจะขายคันนี้ แล้วดูว่าเขาให้ราคาเท่าไหร่"


ลูกสาว "ได้ค่ะพ่อ" 


เธอตอบด้วยความกระตือรือร้น แล้วรีบขับไปที่ร้านรับซื้อรถเก่าทันที 


ไม่นานนัก เธอก็กลับมาบอกพ่อของเธอว่า "เขาให้ราคาหนู 30,000 บาท เขาบอกว่าสภาพมันแย่มากแล้วค่ะพ่อ"


......


พ่อเลยบอกใหม่ว่า "เอาอย่างนี้ งั้นลูกขับไปที่โรงรับจำนำนะ แล้วดูว่าเขาตีราคาให้เท่าไหร่"


ลูกสาวตอบโอเค แล้วขับออกไปอีกครั้ง แป็ปเดี๋ยวเธอก็กลับมา แล้วบอกด้วยเสียหน้าเศร้าๆว่า 


"โรงรับจำนำให้แค่ 3,000 บาทเองค่ะพ่อ เขาบอกว่ารถมันเก่ามากๆแล้ว"


น้ำเสียงเธอหมดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด


......


พ่อปลอบลูกสาว แล้วบอกเธอว่า 


"สุดท้ายแล้ว ลูกลองช่วยพ่อขับไปที่ คาร์ คลับ (คลับของคนรักรถ) แล้วเอารถให้เขาดู แล้วดูสิว่าเขาให้ราคาเท่าไหร่นะ"


ลูกสาวยอมขับออกไปอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก 


แต่เมื่อกลับมา เธอพุ่งเข้ามาหาพ่อแล้วพูดด้วยความตื่นเต้นมากๆว่า


"พ่อๆ ที่คาร์ คลับ มีบางคนบอกว่าเขาจะขอซื้อด้วยเงินถึง 3,000,000 บาทเลย! เขาบอกว่า เพราะรถคันนี้มันคือ Nissan Skyline R34 มันเป็นรถระดับ iconic แล้วก็มีหลายคนเลยตามหารถคันนี้กันอยู่" 


พ่อยิ้มน้อยๆ แล้วบอกกับลูกสาวว่า


"ลูกจำไว้นะ ของสิ่งเดียวกัน แต่จะมีราคาไม่เท่ากันในแต่ละที่ ที่ที่ใช่จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี ถ้าไม่มีใครเห็นคุณค่า อย่าไปโกรธเขา เป็นไปได้ว่าเราอยู่ในที่ที่ผิดเท่านั้นเอง"


ขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ 

..........

@ยิ้ม เพจสาระบทความ.

บทความดีๆบทเรียนชีวิต.. อย่ารอวันเวลา

 


หญ้ามีวันเฉา

ดอกไม้มีวันร่วงโรย

คนเรามีวันชรา

ชีวิตคนเรา ผ่านไปวันหนึ่งก็น้อยลงไปวันหนึ่ง

อย่าไปยึดกับอะไรที่มันไม่แน่นอน

ลองเดินให้ช้าลงบ้าง ฟังเสียงหัวใจของตัวเองบ้าง ว่าจริงแล้ว หัวใจต้องการสิ่งใด?

แล้วลองเอาใจใส่ ทำให้หัวใจของคนใกล้ตัวที่มันเริ่มเย็นชา กลับอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

งาน ทำไม่เคยหมด

เงิน หาไม่เคยพอ

แต่เวลา กลับแอบหมดไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เคยเฉลียวใจ

อย่ารอให้ความรักจืดจาง แล้วค่อยโหยหา

อย่ารอให้ความรักร้างลา แล้วค่อยกู่กลับ

อย่ารอให้คนที่บ้านลาลับ แล้วค่อยเสียใจ

รู้สึกตัวตอนนี้ยังไม่สาย ฉุดใจดวงเดิม กลับมา

Cr.นุสนธิ์ บุคส์

......

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ความจริง เรื่อง รูปภาพพญานาค ในประเทศลาว

 




ย้อนวันวาน กับเหตุการณ์ "27 มิถุนายน 2516 คือวันที่ชาวลาวกล่าวว่าทหารอเมริกาจับพญานาคได้ ??"

     เมื่อพูดถึงพญานาค แว้บแรกที่นึกขึ้นมาได้คงต้องนึกถึงภาพในตำนานที่ทหารอเมริกาหลายสิบคนกำลังช่วยกันถือปลาขนาดยาวชนิดหนึ่งแล้วถ่ายรูปราวกับว่าได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อะไรบางอย่าง

จากรูปมันดูเหมือนสัตว์ในความเชื่อของพระพุทธศาสนาแถวบ้านเราเลยใช่ไหมครับ ซึ่งแน่นอนมันคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก "พญานาค" แต่คำถามคือปลาที่ทหารอเมริกากำลังถืออยู่ใช่พญานาคจริงๆหรือ? แล้วที่น่าสงสัยอีกอย่างคือหลังจากพวกทหารอเมริกาถ่ายรูปนี้เสร็จแล้วพวกเขาจัดการอย่างไรกับปลาตัวนี้ต่อ?

เรื่องนี้หากย้อนกลับไปสัก 40 กว่าปีที่แล้ว ในช่วงเวลานั้นพี่น้องชาวลาวที่เห็นรูปนี้ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือ "นางพญานาค" มันเป็นพญานาคชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวลาวที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง

คือต้องบอกก่อนว่าชาวลาวที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำโขงนี้ ค่อนข้างเชื่อในเรื่องพญานาคมาก และเชื่อว่าแม่น้ำโขงสายใหญ่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาที่มีลักษณะลำตัวยาวคล้ายงูมีเกล็ดมีหงอนนั่นคือพญานาค

เราจึงเห็นได้ว่าในทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันแรม 1 เดือน 11 ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา จะมีผู้คนทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวมารวมตัวกันบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อมาดูปรากฎการณ์ที่มีลูกไฟพุ่งออกมากลางน้ำโขงอย่างเหลือเชื่อและเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "บั้งไฟพญานาค” หรือ “บั้งไฟผี”

1

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเราเห็นรูปนี้ที่ประเทศลาวพร้อมกับมีข้อความที่บอกว่า "ทหารอเมริกาจับนางพญานาคได้ที่แม่น้ำโขงเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2516" เพราะดูจากลักษณะแล้วนี่คือพญานาคไม่ผิดแน่ๆ

   แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะครับ ชาวลาวบางส่วนบอกว่า "ทหารอเมริกาที่จับนางพญานาคได้ในรูปหลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว ได้เอาเนื้อของนางพญานาคไปกินกันต่อและทุกคนที่กินเสียชีวิตหลังจากนั้นทันที!! "

มาถึงตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าทั้งหมดนี้คือความเชื่อของพี่น้องชาวลาวรวมไปถึงคนไทยบางส่วน ณ ขณะนั้นครับ ทีนี้เราลองมาดูข้อเท็จจริงกันบ้างว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ในรูปภาพมันเป็นยังไงกันแน่

เริ่มจากปลาลักษณะตัวยาวที่ทหารอเมริกาช่วยกันถืออยู่ในรูปคือปลาที่ชื่อว่า ออร์ฟิช (Oarfish) หรือปลาออร์ฟิช มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “รีกัลเลคุส เกลสเน” อยู่ในวงศ์ “รีกัลซิเด” มีความยาว 9-11 เมตร มีน้ำหนักราวๆ 300 กิโลกรัม อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกระดับ 200-1000 เมตร แถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย เรื่อยไปจนถึงทะเลนอกชายฝั่งเม็กซิโกและแถบหมู่เกาะเบอร์มิวดา

ซึ่งแน่นอนจากข้อมูลข้างต้นหากเรามาดูกันจริงๆ แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าปลาชนิดนี้จะถูกจับได้ในลุ่มแม่น้ำโขง เพราะที่อยู่อาศัยของมันอยู่คนละแถบกับประเทศลาว หรือที่ใกล้เคียงสุดก็เป็นชายฝั่งในญุี่ปุ่นซึ่งก็อยู่ห่างจากลุ่มแม่น้ำโขงออกไปหลายพันกิโลเมตร

แต่ที่ทหารอเมริกาเข้ามาในประเทศลาวนั้นอันนี้เป็นเรื่องจริงครับ แต่ไม่ใช่ในรูป เพราะจากรูปคือทหารพรรคนาวิน (เหล่าที่เกี่ยวกับการเดินเรือ) และพรรคกลิน (เหล่าช่างเครื่องในเรือ) ซึ่งสหรัฐไม่เคยส่งทหารชุดดังกล่าวเข้ามาในประเทศลาวเลย มีเพียงทหารบก (ARMY) กับนาวิกโยธิน (SEAL) เท่านั้นที่เคยเข้ามาปฏิบัติภารกิจในแถบนี้ ดังนั้นจึงยืนยันได้ว่าในรูปไม่ใช่พญานาคที่จับได้ในลาวและสถานที่ในรูปก็ไม่ใช่ประเทศลาวเลยด้วย

2

มาถึงตรงนี้บางท่านอาจสังสัยว่าแล้วความจริงรูปนี้มันเกิดขึ้นที่ไหนกันแน่

คำตอบก็คือ มันเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐนี่แหละครับ


ปลาออร์ฟิชตัวนี้ถูกจับได้บริเวณชายฝั่งซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1996 หรือพ.ศ.2539 และถูกนำมาถ่ายในฐานทัพน้ำเค็มหรือน้ำลึกที่แคลิฟอร์เนีย และไม่มีข้อมูลว่าทหารอเมริกาเหล่านั้นนำเนื้อปลาที่จับได้มากินแม้แต่คนเดียว

ดังนั้นเรื่องที่ว่าทหารอเมริกาจับปลาตัวนี้มากินหลังถ่ายภาพแล้วมีอันเป็นไปจึงไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด เพราะจริงๆ แล้วปลาออร์ฟิชไม่ได้มีพิษสงร้ายแรงขนาดนั้น ปลาออร์ฟิชเป็นสัตว์ทะเลที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารและไม่ทำอันตรายกับมนุษย์

และโดยส่วนใหญ่ปลาออร์ฟิชมักจะถูกเจอในสภาพตายแล้วมากกว่า เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเลลึกและพบเห็นได้ยาก ดังนั้นที่เราเห็นปลาชนิดกันบ่อยๆ คือมันเกยตื้นมาตายนั่นเอง

      แต่ที่น่าสนใจคือ หากพบปลาชนิดนี้เมื่อใดก็มักจะมีข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินใหวตามมาเสมอ นั่นเลยทำให้มีคนบางกลุ่มโดยเฉพาะชาวประมงในญี่ปุ่นเชื่อว่าหากพบปลาตัวนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในไม่ช้าแน่

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกความเชื่อหนึ่งนะครับ ดังนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าความเชื่อเรื่องปลาตัวนี้ขึ้นอยู่กับบริบทในแต่ละพื้นที่จริงๆ อย่างแถบภูมิภาคบ้านเราซึ่งมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพญานาคอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่แปลกที่เราจะเชื่อว่าเป็นพญานาคแน่ๆ

ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิบ่อยๆ ก็จะมีความเชื่อเกี่ยวกับปลาตัวนี้เช่นกันว่ามันจะนำมาซึ่งแผ่นดินไหวอย่างแน่นอน

ดังนั้นเรื่องนี้สมองจ่าจึงมองว่าเป็นเรื่องนานาจิตตังนะครับ ส่วนพญานาคในรูปปัจจุบันเรายังพอเห็นได้อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในประเทศลาวบางส่วนแต่ก็คงน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมาครับ ส่วนใครมีความเชื่อหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรสามารถแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

Cr : Blockdit  โดยสมองจ๋า

 แท็กที่เกี่ยวข้อง

พญานาคตำนานพญานาคตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคความเชื่อโบราณใต้เมืองโพนพิสัย

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564

เบิกเนตรความดีในหลวง ร.๙ :เบิกเนตรโครงการหลวง ที่ต้องไปสูจน์

 












เมื่อวานพูดถึงโครงการหลวงที่ยกระดับความเป็นอยู่ของชาวเขาในพื้นที่ต่างๆไปแล้ว 


เมื่อเช้านี้นั่งกินกาแฟ กับขนมปังทาแมคคาเดเมียโครงการหลวง ก็นึกขึ้นมาว่าที่จริงแล้วโครงการหลวงนอกจากพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาแล้ว ยังผลิตสินค้าดีๆ มีคุณภาพมาให้เรากินกันด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง


พอว่างเลยลองมานั่งลิสต์ของดีโครงการหลวง 5 อันดับแรกในใจ เสธ. 


1. แมคคาเดเมียบด - เสธ. ชอบอันนี้มากที่สุด ทากับขนมปังอร่อยมาก หอมมันครับ


2. ปลาเทราต์โครงการหลวง - ปลาเทราต์เป็นปลาเมืองหนาว แต่บ้านเราเอามาเพาะเลี้ยงสำเร็จที่สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ สร้างรายได้ให้ผู้เลี้ยงอย่างงาม ปลาเทราต์เนื้อมีสีส้มคล้ายปลาแซลมอน รสชาติอร่อย ใครที่เคยไปกินปลาเทราต์ที่สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ จะติดใจครับ


3. ไข่คาร์เวียร์โครงการหลวง - ไข่ปลาคาร์เวียร์ได้มาจากปลาสเตอร์เจียน ซึ่งก็เป็นปลาเมืองหนาวอีก และบ้านเราก็เอามาเพาะเลี้ยงสำเร็จที่สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์อีกแล้ว ไข่คาร์เวียร์ราคาแพงและหากินยาก ต้องสั่งจองกัน จริงๆก็อร่อยดีแต่ด้วยความที่นานๆทีได้กิน เลยให้คะแนนน้อยกว่าปลาเทร้าหน่อยนึง


4. เนยงาดำโครงการหลวง - สำหรับ เสธ. ไอ้นี่ก็อร่อย ทาขนมปังกินกับกาแฟได้ดีมาก 


5. สตรอว์เบอรี่โครงการหลวง - แน่นอนล่ะครับ ถ้าพูดถึงโครงการหลวง ไม่พูดถึงสตรอว์เบอรี่ก็ไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งในสินค้าพัฒนาชีวิตชาวเขาเลย สตรอว์เบอรี่โครงการหลวงอร่อย หวาน และสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงอย่างเป็นกอบเป็นกำ 


จริงๆของที่ประทับใจจากโครงการหลวงมีมากกว่านี้ แต่ถ้าจัดอันดับเยอะไปเกรงว่าจะเฝือ เอาแค่ 5 อันดับพอ ที่เหลืออยากเห็นรีวิวจากคนอื่นบ้าง


แล้วท่านล่ะครับ มีอะไรจากโครงการหลวงที่ท่านชอบบ้าง? มาแชร์กันครับ 


เพราะนี่เป็นสิ่งยืนยันว่า โครงการที่พลิกฟื้นชีวิตชาวเขาและประชาชนนี้ ได้ผลิตอะไรดีๆมาให้เราได้กินได้ใช้กันบ้างครับ 


#เสธPlay

เบิกเนตรความดีของในหลวง ร.9 :70 ปี ความดีพัฒนาถิ่นลำบากบนดอย

 








"คุณนริศโรจน์ เฟื่องระบิล"

อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า




#บทความโดย


"คุณนริศโรจน์ เฟื่องระบิล"

อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า


#จุดเริ่มต้นในการขึ้นไปของในหลวงรัชกาลที่9 #ไม่ใช่ต้องการแค่ให้คนเหล่านั้นมีไฟฟ้าใช้

#แต่พระองค์ต้องการทำให้คนเหล่านั้นมีตัวตน


โดยอดีตท่านทูตได้โพสต์กล่าวว่า.... 


"ย้อนหลังไป 20 กว่าปี ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะสื่อต่างประเทศที่เป็นแขกของ กต. โดยผมมีหน้าที่ต้องพาคณะสื่อเหล่านี้ไปถ่ายทำตามหมู่บ้านชาวเขาตามดอยต่างๆ เพื่อให้คณะสื่อได้สัมภาษณ์ถึง วิถีชีวิตของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  


ผมได้ฟังการสัมภาษณ์ชาวเขาเผ่าต่างๆผ่านสื่อประเทศมานับครั้งไม่ถ้วน !


ประเด็นสำคัญที่ผมจับได้คือ ชาวเขาเหล่านี้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวง ร.๙ ได้ทรงเข้ามาช่วยเหลือให้พวกเขาเลิกทำไร่เลื่อนลอย/ปลูกฝิ่น และปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆทดแทน  ถนนหนทางดีขึ้นจนพวกเขานำของออกมาขายได้ 


แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ในหลวง ร.๙ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเป็น #คนไทย โดยสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พลเมืองชั้นสองอีกต่อไป 


ในหลวง ร.๙ ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขาแบบสุดโต่งให้เป็นคนเมืองแบบเราๆท่านๆ


แต่ท่านทำให้ชาวเขามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นในรูปแบบและวิถีชีวิตของพวกเขาเอง  


ในหลวงท่านไม่ได้ไปยัดเยียดความเป็นคนเมืองให้ชาวเขาแต่อย่างใด  


ถ้าใครที่เคยสัมผัสการทรงงานของพระองค์ท่านจะรับทราบได้ด้วยหัวใจว่าสิ่งที่ในหลวง ร.๙ ทรงทำนั้นไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรทางการเมืองเลย


ผมเคยพาคณะสื่อต่างประเทศร่วมร้อยคณะแล้วกระมังไปถ่ายทำสารคดีตรงแปลงปลูกสตอเบอรี่พันธ์พระราชทาน / ไร่กาแฟ / ไร่มะคาเดเมีย /แปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว /แปลงดอกไม้เมืองหนาว ฯลฯ ในพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นไร่ฝิ่น ไร่เลื่อนลอยที่แห้งแล้งมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


เคยพาคณะสื่อต่างประเทศไปดูแนวรอยต่อพรมแดนไทย-พม่า ตรงดอยตุง ที่ฝั่งไทยพลิกฟื้นจากเขาหัวโล้นเป็นป่าเขียวขจี ในขณะที่ฝั่งพม่ายังเป็นเขาหัวโล้นอยู่ 


จริงอยู่ที่ในบางพื้นที่ของไทยยังไม่สามารถเป็นไปตามแนวที่ในหลวง ร.๙ ได้ทรงกรุยทางเป็นแนวตัวอย่างให้ได้หมด #เพราะพระองค์ท่านมิใช่รัฐบาล #ไม่ได้มีอำนาจอะไรในมือ


#ท่านเพียงทรงวางรูปแบบแนวทางการพัฒนาให้เท่านั้น


แต่จากการตระเวนไปในหลายพื้นที่ ได้สัมภาษณ์ชาวเขาด้วยตัวเอง ทุกอย่างในภาพรวมมันดีขึ้น แตกต่างขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด 


ตรงนี้ถ้ามีใครเอามากระแนะกระแหนว่า 70 ปีไม่มีอะไรดีขึ้นล่ะก้อ ผมขอเถียงหัวชนฝา เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยตาของผมเอง ได้ยินคำยืนยันจากชาวเขาด้วยหูของผมเอง


สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ในหลวง ร.๙ ได้มอบให้ชาวเขานอกเหนือจากการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม นั่นคือ #ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การได้เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน เป็น #ราษฎรไทยโดยสมบูรณ์  ที่ชาวเขาภูมิใจ พวกเขามิใช่คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติ  อีกต่อไป


"แต่พวกเขามีประเทศไทย เป็นพลเมืองไทย และมีที่ดินทำกินเป็นของเขาเอง" 


ลูกหลานชาวเขาหลายๆคนได้รับการศึกษามีอาชีพมั่นคง และเป็นพี่น้อง “คนไทย” เหมือนพวกเราทุกคน  


มิติตรงนี้ต่างหากที่สำคัญมากที่สุด 


การที่จะมีกลุ่มบุคคลใดไปช่วยสานต่องานของในหลวง ร.๙ นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่ควรยกย่องสรรเสริญ  


แต่การทำดีสานต่อนั้นไม่ใช่การเอามาเปรียบเทียบเพื่อ ดิสเครดิต สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทำมาก่อนล่วงหน้า


การดิสเครดิตโดยเอาจุดเล็กๆจุดเดียวมาตีกินจุดอื่นๆในภาพรวมใหญ่ แบบนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังดี เพื่อหวังให้เกิดความแตกแยกในสังคม  


ใครก็ตามที่ทำแบบนั้นแสดงว่ามีจิตใจชั่วร้ายแอบแฝงและไม่หวังดีกับใครทั้งนั้นไม่ว่า “ชาวเขา” หรือ “ชาวเรา”....

เบิกเนตรความดีในหลวง ร.๙ เหรียญ นี้ เเทนบัตรประชาชน

 



#เหรียญนี้_คือ_บัตรประชาชน


     เมื่อยังเป็นเด็กหญิงอยู่ ยังไม่มีสัญชาติไทย  และใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกล ต่อมาเมื่อ..“ ในหลวง “ ...เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

         โดยสิ่งที่สำคัญมากก็คือ.. การได้รับสัญชาติไทย..ขณะนั้นพวกเรายังไม่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนอย่างเป็นทางการ การจะเดินทางไปใหน ก็ถูกตรวจสอบ...แต่พระองค์..ทรงพระราชทานเหรียญ ให้คนละหนึ่งเหรียญ ซึ่งฉันใช้คล้องคอมาตลอดตั้งแต่นั้นมา...เพราะแทนบัตรประชาชนได้..

        ปัจจุบัน. แม้จะได้รับสัญชาติไทยแล้ว ก็ยังคล้องเหรียญนี้ไว้ตลอดเวลา...รักและบูชาเหรียญนี้มาโดยตลอด...และยังมีความภูมิใจว่า รับจากพระหัตถ์..ของพระองค์ โดยตรง.

      ยืนยันว่า จะปฎิบัติตนทำดีเพื่อในหลวง และสั่งสอนลูกหลานให้ทำความดีตามหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"  ซึ่งในหลวงทรงสอนเอาไว้


    เพราะถ้าไม่มี " ในหลวง" 

   เราก็คงจะไม่ได้เป็นคนไทย เหมือนทุกวันนี้


#ภาพ นางไพเราะ เยอเบาะ อายุ 60 ปี ชาวบ้านแสนใจ จ.เชียงราย


#Cr: ประชาชน ของ พระราชา

เบิกเนตรผลงาน ในหลวง ร.๙ ในการพัฒนาประเทศเรื่องพลังงานไทย

 .



....70 ปี กับ 9 โครงการพลังงานทดแทน พลังแห่งสายพระเนตรของพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย

โครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาพลังงาน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพลังงานในทุกด้าน ทั้งน้ำ แสงอาทิตย์ ลม และเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

          ปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้พลังงานทดแทนในประเทศไทย มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับในอดีตที่พลังงานทดแทนยังคงเป็นเรื่องไกลตัว เราจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากกว่าครึ่ง แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นว่า ในวันข้างหน้าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พระองค์จึงทรงริเริ่มโครงการด้านพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ ลม หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

          ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระองค์ตรัสถึงเรื่องการใช้พลังงานว่า "...ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มีแต่ต้องขยัน หาวิธีที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดใหม่เชื้อเพลิงที่เรียกว่าน้ำมันนั้นมันจะหมดภายในไม่กี่ปีหรือไม่กี่สิบปีก็หมด ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทนเราก็เดือดร้อน...” พระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ. 2548


          ผมจึงขอรวบรวมแนวพระราชดำริด้านพลังงานที่โดดเด่นของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาให้ชาวไทยทุกคนได้ศึกษาและเห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ซึ่งทั้งหมดล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง

 


1. พลังงานน้ำ


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยในด้านวิศวกรรมศาสตร์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องเขื่อนเป็นอย่างดีว่าจะนำมาน้ำในเขื่อนมาผลิตไฟฟ้าได้อย่างไร ต้องสร้างขนาดใหญ่แค่ไหน เพื่อจะได้กระแสไฟฟ้าที่เหมาะสม รวมถึงต้องไม่เป็นปัญหาต่อการใช้น้ำของเกษตรกร

 

          ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ จึงทำให้การพัฒนาด้านพลังงานน้ำในไทยเติบอย่างมั่นคง สร้างประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง โดยพระองค์จะทรงเน้นการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในชุมชนใกล้เคียง เสริมการทำงานของเขื่อนขนาดใหญ่ที่จัดทำโดยภาครัฐ ซึ่งจะทำให้แต่ละชุมชนใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพึ่งพาตนเองได้


          ดังที่จะได้เห็นว่า มีโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ ยะลา, โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง เชียงใหม่, โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านขุนกลาง เชียงใหม่, โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เชียงใหม่, เขื่อนพรมธารา ชัยภูมิ, โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนห้วยกุ่ม ชัยภูมิ, โรงฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำ สระแก้ว, โรงไฟฟ้าพลังน้ำไอกะเปาะ นราธิวาส และโรงไฟฟ้าพลังน้ำทุ่งเพล จันทบุรี


          หรือแม้กระทั่ง “เขื่อนภูมิพล” ที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยและให้ความห่วงใยเรื่องการบริหารจัดการภายในโครงการอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำครั้งแรกของประเทศ ในปี พ.ศ. 2500 เนื่องจากในขณะนั้นประเทศไทยมีโรงผลิตไฟฟ้าเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสง


2. แก๊สโซฮอล์ จากผลิตภัณฑ์เอทานอล


          อีกสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ และพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลด้านพลังงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ พระราชดำริเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่พระองค์ทรงรับสั่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 แล้วว่า ในอนาคตน้ำมันจะขาดแคลนและมีราคาแพง จึงให้ทดลองผลิตแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิง ทำเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ในสวนจิตรลดา โดยเริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์  เพื่อใช้ในการผลิต "เอทานอล" ผสมกับน้ำมันเบนซิน จนกลายเป็นน้ำเชื้อเพลิง "แก๊สโซฮอล์" ได้สำเร็จ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมีการนำแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

 

          จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2544 จึงเริ่มนำแก๊สโซฮอล์ ออกมาจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บริเวณสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต และในปีเดียวกัน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ก็เริ่มทดลองจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นครั้งแรกเช่นกัน ทำให้ภายในเวลาไม่กี่ปี น้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ซึ่งนอกจากช่วยลดการนำเข้าน้ำมันลงได้ส่วนหนึ่งแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะเป็นพิษในอากาศได้อีกด้วย


3. ไบโอดีเซล


          นอกจากพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินแล้ว ในส่วนของเครื่องยนต์ดีเซล พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากโครงการพัฒนาไบโอดีเซล เมื่อปี พ.ศ. 2526 ที่ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก กำลังผลิต 110 ลิตร ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส เพื่อทำการทดลองผลิตน้ำมันไบโอดีเซล


          จนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2543 โดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้เริ่มนำไบโอดีเซล มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ดีเซล และพบว่าสามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยไม่ต้องผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงอื่น ๆ ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2544 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯ ฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร "การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล"


          อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ก็ได้อัญเชิญผลงานของโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ "Brussels Eureka 2001" ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในเวทีนานาชาติอีกด้วย

 

          ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการนำไบโอดีเซล มาใช้ในเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรชาวไทยมีรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกพืชพลังงานอีกทางหนึ่ง

 


4. ดีโซฮอล์


          ดีโซฮอล์ เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยโครงการส่วนพระองค์ส่วนจิตลดา ได้เริ่มวิจัยน้ำมันดีโซฮอล์ขึ้นในปี พ.ศ. 2541 และพบว่า สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ดีเซลได้ดีพอสมควร พร้อมทั้งยังช่วยลดปัญหาควันดำได้กว่า 50% อีกด้วย


5. โครงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สขยะ


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สขยะเป็นอย่างมาก โดยได้พระราชทานงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวน 1 ล้านบาท ให้แก่คณะทำงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาทดลองเกี่ยวกับพลังงานขยะ จนในปี พ.ศ. 2552 จึงสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จ จำนวน 480,080 หน่วย ด้วยการนำขยะมาทับถมกัน แล้วใช้ท่อฝังเข้าไปในกองขยะ ดึงแก๊สมีเทนออกมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า นับเป็นต้นแบบของการผลิตไฟฟ้าจากขยะ จนสามารถต่อยอดพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างในปัจจุบัน

 


6. เชื้อเพลิงอัดแท่งและระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบ


          พระองค์ได้แสดงให้ประชาชนชาวไทยเห็นว่า "แกลบ" นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยเมื่อปี พ.ศ. 2518 ทรงมีพระราชดำรัสให้นำแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวของสวนจิตรลดา  ที่เหลือเป็นจำนวนมากมาทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง สะท้อนให้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ทดลองนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชตามแหล่งน้ำมาผสมแกลบทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง และทำการทดลองพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้เหมือนถ่านไม้ และทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ได้


          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการนำแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวในสวนจิตรลดา มาทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่ายังมีแกลบเหลือเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ศึกษาและพัฒนานำแกลบที่มีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลมาทำประโยชน์ในด้านพลังงานความร้อน

 

          โดยนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับเครื่องทำความเย็นแบบดูดซึมชนิดใช้น้ำร้อน เพื่อผลิตน้ำเย็นสำหรับอาคารควบคุมสภาวะแวดล้อมเพื่อการเพาะเห็ดเขตหนาว และใช้กับเครื่องปรับอากาศให้กับอาคารวิจัยเห็ด อาคารวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศาลามหามงคลภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งโครงการดังกล่าว ก็ได้เป็นตัวอย่างให้ผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ในอนาคต


7. แก๊สชีวภาพมูลสัตว์


          เมื่อปี พ.ศ. 2522 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริทดลองผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลโคนม ภายในโครงการสวนจิตรลดา โดยนำเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและมูลสัตว์มาหมักในบ่อที่มีสภาพไร้อากาศ จนเกิดเป็นแก๊สชีวภาพ ที่มีคุณสมบัติจุดติดไฟและให้ความร้อนได้ มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ อีกทั้งยังไม่มีกลิ่น  โดยแก๊สชีวิภาพที่ผลิตได้นั้น สามารถนำกลับมาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนแก่ระบบการผลิตโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายในโครงการส่วนสวนจิตรลดา นับว่าอีกหนึ่งโครงการที่ประสบความสำเร็จในการสร้างประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนได้อย่างยั่งยืน 


8. โครงการพลังงานแสงอาทิตย์


          ภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งยังเป็นตัวอย่างและแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือนหรือประกอบธุรกิจของตนเองอีกด้วย


          ดังเช่น "โครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์" ที่มีเป้าหมายเพื่อปูพื้นฐานการอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานทดแทน โดยการใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่ทั่วไป มาใช้ประโยชน์ ด้วยการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลแล้ว ยังเป็นการลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง

 

          หรืออย่าง "โครงการเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์" ที่มีลักษณะเป็นเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบอุโมงค์ลมร้อน โดยมีแผงรับความร้อนจากแสงอาทิตย์และพัดลมเป็นตัวเป่าลมร้อนที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้อบผลิตผลทางการเกษตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดธัญพืช เมล็ดถั่ว ผัก ผลไม้ พืชสมุนไพร ตลอดจนเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการอบแห้งผลิตภัณฑ์อบแห้งของโครงการส่วนพระองค์ฯ ทั้งการทำกล้วยตาก และผลไม้อบแห้งอื่น ๆ

 


9. พลังงานลม


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้พัฒนาการใช้พลังงานลมในโครงการสวนจิตรลดา มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นเป็นการใช้เพื่อวิดน้ำสำหรับถ่ายเทน้ำของบ่อเลี้ยงปลานิล รวมถึงการใช้พลังงานลมในการสูบน้ำขึ้นไปบนภูเขา เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นไม้ และได้มีโครงการตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับพลังงานลม ออกมาอีกหลายโครงการ ได้แก่

 

          - กังหันลมบริเวณโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9


          เป็นหนึ่งในโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยภายในโครงการได้นำเทคโนโลยีกังหันลมมาผลิตไฟฟ้าร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นกังหันลมที่มีความเร็วลมต่ำ และปราศจากเสียงรบกวน

 

          - กังหันลมผลิตไฟฟ้า ณ โครงการชั่งหัวมัน


          พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ศูนย์วิจัยพลังงานลมน้ำและแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ออกแบบและติดตั้งกังหันลม ขนาดกำลังผลิต 50 กิโลวัตต์ ทั้งหมด 20 ตัว บริเวณพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน จ.เพชรบุรี ด้วยทรงเล็งเห็นว่าบริเวณพื้นที่ในโครงการมีกระแสลมพัดแรง ซึ่งนับเป็นทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


          ด้วยพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยมาตลอด แม้แต่ด้านพลังงานที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าความรู้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นได้อย่างทุกวันนี้ สมดังพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย" อย่างแท้จริง 


ขอขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน


สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น