จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564

เบิกเนตรความดีของในหลวง ร.9 :70 ปี ความดีพัฒนาถิ่นลำบากบนดอย

 








"คุณนริศโรจน์ เฟื่องระบิล"

อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า




#บทความโดย


"คุณนริศโรจน์ เฟื่องระบิล"

อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า


#จุดเริ่มต้นในการขึ้นไปของในหลวงรัชกาลที่9 #ไม่ใช่ต้องการแค่ให้คนเหล่านั้นมีไฟฟ้าใช้

#แต่พระองค์ต้องการทำให้คนเหล่านั้นมีตัวตน


โดยอดีตท่านทูตได้โพสต์กล่าวว่า.... 


"ย้อนหลังไป 20 กว่าปี ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะสื่อต่างประเทศที่เป็นแขกของ กต. โดยผมมีหน้าที่ต้องพาคณะสื่อเหล่านี้ไปถ่ายทำตามหมู่บ้านชาวเขาตามดอยต่างๆ เพื่อให้คณะสื่อได้สัมภาษณ์ถึง วิถีชีวิตของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  


ผมได้ฟังการสัมภาษณ์ชาวเขาเผ่าต่างๆผ่านสื่อประเทศมานับครั้งไม่ถ้วน !


ประเด็นสำคัญที่ผมจับได้คือ ชาวเขาเหล่านี้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวง ร.๙ ได้ทรงเข้ามาช่วยเหลือให้พวกเขาเลิกทำไร่เลื่อนลอย/ปลูกฝิ่น และปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆทดแทน  ถนนหนทางดีขึ้นจนพวกเขานำของออกมาขายได้ 


แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ในหลวง ร.๙ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเป็น #คนไทย โดยสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พลเมืองชั้นสองอีกต่อไป 


ในหลวง ร.๙ ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขาแบบสุดโต่งให้เป็นคนเมืองแบบเราๆท่านๆ


แต่ท่านทำให้ชาวเขามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นในรูปแบบและวิถีชีวิตของพวกเขาเอง  


ในหลวงท่านไม่ได้ไปยัดเยียดความเป็นคนเมืองให้ชาวเขาแต่อย่างใด  


ถ้าใครที่เคยสัมผัสการทรงงานของพระองค์ท่านจะรับทราบได้ด้วยหัวใจว่าสิ่งที่ในหลวง ร.๙ ทรงทำนั้นไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรทางการเมืองเลย


ผมเคยพาคณะสื่อต่างประเทศร่วมร้อยคณะแล้วกระมังไปถ่ายทำสารคดีตรงแปลงปลูกสตอเบอรี่พันธ์พระราชทาน / ไร่กาแฟ / ไร่มะคาเดเมีย /แปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว /แปลงดอกไม้เมืองหนาว ฯลฯ ในพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นไร่ฝิ่น ไร่เลื่อนลอยที่แห้งแล้งมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


เคยพาคณะสื่อต่างประเทศไปดูแนวรอยต่อพรมแดนไทย-พม่า ตรงดอยตุง ที่ฝั่งไทยพลิกฟื้นจากเขาหัวโล้นเป็นป่าเขียวขจี ในขณะที่ฝั่งพม่ายังเป็นเขาหัวโล้นอยู่ 


จริงอยู่ที่ในบางพื้นที่ของไทยยังไม่สามารถเป็นไปตามแนวที่ในหลวง ร.๙ ได้ทรงกรุยทางเป็นแนวตัวอย่างให้ได้หมด #เพราะพระองค์ท่านมิใช่รัฐบาล #ไม่ได้มีอำนาจอะไรในมือ


#ท่านเพียงทรงวางรูปแบบแนวทางการพัฒนาให้เท่านั้น


แต่จากการตระเวนไปในหลายพื้นที่ ได้สัมภาษณ์ชาวเขาด้วยตัวเอง ทุกอย่างในภาพรวมมันดีขึ้น แตกต่างขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด 


ตรงนี้ถ้ามีใครเอามากระแนะกระแหนว่า 70 ปีไม่มีอะไรดีขึ้นล่ะก้อ ผมขอเถียงหัวชนฝา เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยตาของผมเอง ได้ยินคำยืนยันจากชาวเขาด้วยหูของผมเอง


สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ในหลวง ร.๙ ได้มอบให้ชาวเขานอกเหนือจากการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม นั่นคือ #ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การได้เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน เป็น #ราษฎรไทยโดยสมบูรณ์  ที่ชาวเขาภูมิใจ พวกเขามิใช่คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติ  อีกต่อไป


"แต่พวกเขามีประเทศไทย เป็นพลเมืองไทย และมีที่ดินทำกินเป็นของเขาเอง" 


ลูกหลานชาวเขาหลายๆคนได้รับการศึกษามีอาชีพมั่นคง และเป็นพี่น้อง “คนไทย” เหมือนพวกเราทุกคน  


มิติตรงนี้ต่างหากที่สำคัญมากที่สุด 


การที่จะมีกลุ่มบุคคลใดไปช่วยสานต่องานของในหลวง ร.๙ นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่ควรยกย่องสรรเสริญ  


แต่การทำดีสานต่อนั้นไม่ใช่การเอามาเปรียบเทียบเพื่อ ดิสเครดิต สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทำมาก่อนล่วงหน้า


การดิสเครดิตโดยเอาจุดเล็กๆจุดเดียวมาตีกินจุดอื่นๆในภาพรวมใหญ่ แบบนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังดี เพื่อหวังให้เกิดความแตกแยกในสังคม  


ใครก็ตามที่ทำแบบนั้นแสดงว่ามีจิตใจชั่วร้ายแอบแฝงและไม่หวังดีกับใครทั้งนั้นไม่ว่า “ชาวเขา” หรือ “ชาวเรา”....

เบิกเนตรความดีในหลวง ร.๙ เหรียญ นี้ เเทนบัตรประชาชน

 



#เหรียญนี้_คือ_บัตรประชาชน


     เมื่อยังเป็นเด็กหญิงอยู่ ยังไม่มีสัญชาติไทย  และใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกล ต่อมาเมื่อ..“ ในหลวง “ ...เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

         โดยสิ่งที่สำคัญมากก็คือ.. การได้รับสัญชาติไทย..ขณะนั้นพวกเรายังไม่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนอย่างเป็นทางการ การจะเดินทางไปใหน ก็ถูกตรวจสอบ...แต่พระองค์..ทรงพระราชทานเหรียญ ให้คนละหนึ่งเหรียญ ซึ่งฉันใช้คล้องคอมาตลอดตั้งแต่นั้นมา...เพราะแทนบัตรประชาชนได้..

        ปัจจุบัน. แม้จะได้รับสัญชาติไทยแล้ว ก็ยังคล้องเหรียญนี้ไว้ตลอดเวลา...รักและบูชาเหรียญนี้มาโดยตลอด...และยังมีความภูมิใจว่า รับจากพระหัตถ์..ของพระองค์ โดยตรง.

      ยืนยันว่า จะปฎิบัติตนทำดีเพื่อในหลวง และสั่งสอนลูกหลานให้ทำความดีตามหลัก "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"  ซึ่งในหลวงทรงสอนเอาไว้


    เพราะถ้าไม่มี " ในหลวง" 

   เราก็คงจะไม่ได้เป็นคนไทย เหมือนทุกวันนี้


#ภาพ นางไพเราะ เยอเบาะ อายุ 60 ปี ชาวบ้านแสนใจ จ.เชียงราย


#Cr: ประชาชน ของ พระราชา

เบิกเนตรผลงาน ในหลวง ร.๙ ในการพัฒนาประเทศเรื่องพลังงานไทย

 .



....70 ปี กับ 9 โครงการพลังงานทดแทน พลังแห่งสายพระเนตรของพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย

โครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาพลังงาน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพลังงานในทุกด้าน ทั้งน้ำ แสงอาทิตย์ ลม และเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

          ปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้พลังงานทดแทนในประเทศไทย มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับในอดีตที่พลังงานทดแทนยังคงเป็นเรื่องไกลตัว เราจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากกว่าครึ่ง แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นว่า ในวันข้างหน้าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พระองค์จึงทรงริเริ่มโครงการด้านพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ ลม หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

          ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระองค์ตรัสถึงเรื่องการใช้พลังงานว่า "...ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มีแต่ต้องขยัน หาวิธีที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดใหม่เชื้อเพลิงที่เรียกว่าน้ำมันนั้นมันจะหมดภายในไม่กี่ปีหรือไม่กี่สิบปีก็หมด ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทนเราก็เดือดร้อน...” พระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ. 2548


          ผมจึงขอรวบรวมแนวพระราชดำริด้านพลังงานที่โดดเด่นของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาให้ชาวไทยทุกคนได้ศึกษาและเห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ซึ่งทั้งหมดล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง

 


1. พลังงานน้ำ


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยในด้านวิศวกรรมศาสตร์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องเขื่อนเป็นอย่างดีว่าจะนำมาน้ำในเขื่อนมาผลิตไฟฟ้าได้อย่างไร ต้องสร้างขนาดใหญ่แค่ไหน เพื่อจะได้กระแสไฟฟ้าที่เหมาะสม รวมถึงต้องไม่เป็นปัญหาต่อการใช้น้ำของเกษตรกร

 

          ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ จึงทำให้การพัฒนาด้านพลังงานน้ำในไทยเติบอย่างมั่นคง สร้างประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง โดยพระองค์จะทรงเน้นการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับเก็บกักน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในชุมชนใกล้เคียง เสริมการทำงานของเขื่อนขนาดใหญ่ที่จัดทำโดยภาครัฐ ซึ่งจะทำให้แต่ละชุมชนใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพึ่งพาตนเองได้


          ดังที่จะได้เห็นว่า มีโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ ยะลา, โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง เชียงใหม่, โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านขุนกลาง เชียงใหม่, โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เชียงใหม่, เขื่อนพรมธารา ชัยภูมิ, โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนห้วยกุ่ม ชัยภูมิ, โรงฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำ สระแก้ว, โรงไฟฟ้าพลังน้ำไอกะเปาะ นราธิวาส และโรงไฟฟ้าพลังน้ำทุ่งเพล จันทบุรี


          หรือแม้กระทั่ง “เขื่อนภูมิพล” ที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยและให้ความห่วงใยเรื่องการบริหารจัดการภายในโครงการอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำครั้งแรกของประเทศ ในปี พ.ศ. 2500 เนื่องจากในขณะนั้นประเทศไทยมีโรงผลิตไฟฟ้าเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสง


2. แก๊สโซฮอล์ จากผลิตภัณฑ์เอทานอล


          อีกสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ และพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลด้านพลังงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ พระราชดำริเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่พระองค์ทรงรับสั่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 แล้วว่า ในอนาคตน้ำมันจะขาดแคลนและมีราคาแพง จึงให้ทดลองผลิตแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิง ทำเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ในสวนจิตรลดา โดยเริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์  เพื่อใช้ในการผลิต "เอทานอล" ผสมกับน้ำมันเบนซิน จนกลายเป็นน้ำเชื้อเพลิง "แก๊สโซฮอล์" ได้สำเร็จ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมีการนำแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

 

          จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2544 จึงเริ่มนำแก๊สโซฮอล์ ออกมาจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บริเวณสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต และในปีเดียวกัน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ก็เริ่มทดลองจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นครั้งแรกเช่นกัน ทำให้ภายในเวลาไม่กี่ปี น้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ซึ่งนอกจากช่วยลดการนำเข้าน้ำมันลงได้ส่วนหนึ่งแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะเป็นพิษในอากาศได้อีกด้วย


3. ไบโอดีเซล


          นอกจากพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินแล้ว ในส่วนของเครื่องยนต์ดีเซล พระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากโครงการพัฒนาไบโอดีเซล เมื่อปี พ.ศ. 2526 ที่ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก กำลังผลิต 110 ลิตร ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส เพื่อทำการทดลองผลิตน้ำมันไบโอดีเซล


          จนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2543 โดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้เริ่มนำไบโอดีเซล มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ดีเซล และพบว่าสามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยไม่ต้องผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงอื่น ๆ ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2544 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯ ฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร "การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล"


          อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ก็ได้อัญเชิญผลงานของโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ "Brussels Eureka 2001" ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในเวทีนานาชาติอีกด้วย

 

          ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการนำไบโอดีเซล มาใช้ในเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรชาวไทยมีรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกพืชพลังงานอีกทางหนึ่ง

 


4. ดีโซฮอล์


          ดีโซฮอล์ เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยโครงการส่วนพระองค์ส่วนจิตลดา ได้เริ่มวิจัยน้ำมันดีโซฮอล์ขึ้นในปี พ.ศ. 2541 และพบว่า สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ดีเซลได้ดีพอสมควร พร้อมทั้งยังช่วยลดปัญหาควันดำได้กว่า 50% อีกด้วย


5. โครงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สขยะ


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สขยะเป็นอย่างมาก โดยได้พระราชทานงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวน 1 ล้านบาท ให้แก่คณะทำงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาทดลองเกี่ยวกับพลังงานขยะ จนในปี พ.ศ. 2552 จึงสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จ จำนวน 480,080 หน่วย ด้วยการนำขยะมาทับถมกัน แล้วใช้ท่อฝังเข้าไปในกองขยะ ดึงแก๊สมีเทนออกมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า นับเป็นต้นแบบของการผลิตไฟฟ้าจากขยะ จนสามารถต่อยอดพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างในปัจจุบัน

 


6. เชื้อเพลิงอัดแท่งและระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบ


          พระองค์ได้แสดงให้ประชาชนชาวไทยเห็นว่า "แกลบ" นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยเมื่อปี พ.ศ. 2518 ทรงมีพระราชดำรัสให้นำแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวของสวนจิตรลดา  ที่เหลือเป็นจำนวนมากมาทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง สะท้อนให้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ทดลองนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชตามแหล่งน้ำมาผสมแกลบทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง และทำการทดลองพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้เหมือนถ่านไม้ และทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ได้


          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการนำแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวในสวนจิตรลดา มาทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่ายังมีแกลบเหลือเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ศึกษาและพัฒนานำแกลบที่มีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลมาทำประโยชน์ในด้านพลังงานความร้อน

 

          โดยนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับเครื่องทำความเย็นแบบดูดซึมชนิดใช้น้ำร้อน เพื่อผลิตน้ำเย็นสำหรับอาคารควบคุมสภาวะแวดล้อมเพื่อการเพาะเห็ดเขตหนาว และใช้กับเครื่องปรับอากาศให้กับอาคารวิจัยเห็ด อาคารวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศาลามหามงคลภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งโครงการดังกล่าว ก็ได้เป็นตัวอย่างให้ผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ในอนาคต


7. แก๊สชีวภาพมูลสัตว์


          เมื่อปี พ.ศ. 2522 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริทดลองผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลโคนม ภายในโครงการสวนจิตรลดา โดยนำเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและมูลสัตว์มาหมักในบ่อที่มีสภาพไร้อากาศ จนเกิดเป็นแก๊สชีวภาพ ที่มีคุณสมบัติจุดติดไฟและให้ความร้อนได้ มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ อีกทั้งยังไม่มีกลิ่น  โดยแก๊สชีวิภาพที่ผลิตได้นั้น สามารถนำกลับมาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนแก่ระบบการผลิตโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายในโครงการส่วนสวนจิตรลดา นับว่าอีกหนึ่งโครงการที่ประสบความสำเร็จในการสร้างประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนได้อย่างยั่งยืน 


8. โครงการพลังงานแสงอาทิตย์


          ภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งยังเป็นตัวอย่างและแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือนหรือประกอบธุรกิจของตนเองอีกด้วย


          ดังเช่น "โครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์" ที่มีเป้าหมายเพื่อปูพื้นฐานการอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานทดแทน โดยการใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่ทั่วไป มาใช้ประโยชน์ ด้วยการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลแล้ว ยังเป็นการลดมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง

 

          หรืออย่าง "โครงการเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์" ที่มีลักษณะเป็นเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบอุโมงค์ลมร้อน โดยมีแผงรับความร้อนจากแสงอาทิตย์และพัดลมเป็นตัวเป่าลมร้อนที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้อบผลิตผลทางการเกษตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดธัญพืช เมล็ดถั่ว ผัก ผลไม้ พืชสมุนไพร ตลอดจนเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการอบแห้งผลิตภัณฑ์อบแห้งของโครงการส่วนพระองค์ฯ ทั้งการทำกล้วยตาก และผลไม้อบแห้งอื่น ๆ

 


9. พลังงานลม


          ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้พัฒนาการใช้พลังงานลมในโครงการสวนจิตรลดา มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นเป็นการใช้เพื่อวิดน้ำสำหรับถ่ายเทน้ำของบ่อเลี้ยงปลานิล รวมถึงการใช้พลังงานลมในการสูบน้ำขึ้นไปบนภูเขา เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นไม้ และได้มีโครงการตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับพลังงานลม ออกมาอีกหลายโครงการ ได้แก่

 

          - กังหันลมบริเวณโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9


          เป็นหนึ่งในโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยภายในโครงการได้นำเทคโนโลยีกังหันลมมาผลิตไฟฟ้าร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นกังหันลมที่มีความเร็วลมต่ำ และปราศจากเสียงรบกวน

 

          - กังหันลมผลิตไฟฟ้า ณ โครงการชั่งหัวมัน


          พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ศูนย์วิจัยพลังงานลมน้ำและแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ออกแบบและติดตั้งกังหันลม ขนาดกำลังผลิต 50 กิโลวัตต์ ทั้งหมด 20 ตัว บริเวณพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน จ.เพชรบุรี ด้วยทรงเล็งเห็นว่าบริเวณพื้นที่ในโครงการมีกระแสลมพัดแรง ซึ่งนับเป็นทุ่งกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


          ด้วยพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยมาตลอด แม้แต่ด้านพลังงานที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าความรู้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นได้อย่างทุกวันนี้ สมดังพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย" อย่างแท้จริง 


ขอขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน


วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

บทความเเง่คิดดีๆ สัจธรรมชีวิตของคนตามวัย

 ประถม

เราอาจเล่นเกมส์แข่งกับเพื่อน

ปั่นจักรยานแข่งกับเพื่อน


มัธยม

เราอาจจะคุยโว

อาจจะแต่งรถ จีบสาว 

จีบหนุ่มๆ แข่งกับเพื่อน


มหาวิทยาลัย

เราอาจจะแต่งหล่อ แต่งสวย

หาเครื่องประดับมาใส่ 

หาสมาทโฟนมาถือ มาแข่งกับเพื่อน


เดี๋ยววันหนึ่ง...น้องจะรู้


พอได้ทำงาน ได้ใช้ชีวิต

ได้เจอกับสนามจริง 

ชีวิตจริงๆ น้องจะรู้ว่า 


เดี๋ยวนี้น่ะ

เขาแข่งกันทำมาหากิน

เขาแข่งกับสร้างอนาคต

เขาแข่งกันเจริญก้าวหน้า


และวันหนึ่งน้องจะรู้ว่า

เวลาที่ผ่านมา น่าเสียดายมาก

ที่เราใช้มันไปกับเรื่องไร้สาระ


น้องจะเสียดายน้ำตา

ที่เคยร้องให้กับผู้หญิง/ผู้ชายคนนั้น


น้องจะรู้ว่าไอโฟน 

เครื่องหนึ่งที่น้องอยากได้

แม่ต้องลำบากแค่ไหน 

กว่าจะหาให้น้องได้


น้องจะรู้ว่า 

ผู้หญิงสวย กับผู้หญิงทำมาหากิน

ผู้ชายมีรถ กับผู้ชายมีความคิด

มันต่างกันสิ้นเชิง


น้องจะรู้ว่า 

ผู้หญิงสวย แต่ทำอะไรไม่เป็นเลย

ผู้ชายหน้าตาดี แต่เกาะผู้หญิง

ทุบตีผู้หญิง สู้คนที่หน้าตาธรรมดา 

แต่ดูแลน้องอย่างดีไม่ได้หรอก


น้องจะรู้ว่า 

สวยๆ แต่ไม่รักดี 

ไอ้หล่อๆ แต่นอกใจ 

สู้คนธรรมดา แต่ตั้งใจ 

ทำมาหากินไม่ได้เลย


น้องจะรู้ว่า หาแฟน 

หาสามีหน้าตาดีสักคน ง่ายนิดเดียว

แต่หางานดีๆทำ ให้มีรายได้พอกินพอใช้ 

มันยากยิ่งกว่า!!!


วันหนึ่งน้องจะเข้าใจ

ทำไมเพื่อนน้องมีแฟนไม่สวย มีผัวไม่หล่อ

แต่แฟนเขา ผัวเขา ดูแลดี เข้าใจ และให้

ความมั่นคงกับชีวิตได้


แล้ววันหนึ่งจะรู้ว่า

ผู้หญิงมีผัวอายุมากกว่า

เขาไม่ได้โง่ หรือเห็นแก่เงิน


น้องจะเข้าใจอย่างท่องแท้

ว่าชีวิตมันไม่ง่ายเลย 

เคยเป็นดาวโรงเรียน 

แต่ไม่มีใครสนใจน้องเลยในชีวิตจริง


วันหนึ่ง...น้องจะเฉยๆ กับแบรนด์เนม 

และสนใจชีวิตความเป็นอยู่ครอบครัวมากกว่า


วันหนึ่งน้องจะรู้ว่า

ไม่ต้องแต่งตัวสวยๆ ก็ได้ 

ร้านเหล้า ไม่เข้าก็ไม่ตาย

แต่ไม่ตั้งใจทำมาหากินนั่นหล่ะ

ที่จะทำให้น้องอดตาย


วันหนึ่ง

มีคนโทรมาทวงค่างวดรถ

น้องจะรู้ ทำไมบางทีแม่มีน้ำโหกับเรา 

ทำไมแม่ถึงพาเราไปเที่ยวทะเลไม่ได้


วันที่น้องต้องแบกรับภาระเอง

รับผิดชอบชีวิตตัวเอง...น้องจะเข้าใจ

และจะรักพ่อแม่มากขึ้น


วันหนึ่งน้องจะต้องมานั่งเสียใจ

ที่โกหกพ่อแม่ว่าไปเรียน

แต่ไปนอนกับผู้ชาย 

หรือไปมั่วสุมกันตามบ้านเพื่อน


วันนี้ เวลานี้ ชั่วโมงนี้

ผู้คนมากมาย เขาแข่งกันทำมาหากิน

ไม่ใช่แข่งกันสร้างภาพในโซเชี่ยล


ตั้งใจทำมาหากินเถอะ

สิ่งที่เราทำในวันนี้ คือผล

ที่จะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต


อนาคตจะเป็นยังงัย

ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้


#จะโพสจนกว่าไม่มีคนอ่าน 

ทำให้เด็กมันดู จากพื้นดินที่ว่างเปล่า

ทำยังงัยให้ต้นไม้ที่ปลูกลงไป กลายเป็นแบงค์


 ........


วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562

คติคำพูดเเง่คิดสอนใจ ชีวิตคน


ถ้าคุณดีกับใคร .. ก็จงดี
.. เพราะคุณอยากดี ..
แต่... อย่าดีกับใคร ..
แล้วหวังว่า .. เขาจะดีตอบ
อย่า... บังคับใครๆ
ให้สนใจ " ความรู้สึก " ของคุณ
แค่... ดูแลความรู้สึกของตัวเอง .. ก็พอ

เป็นคนดี ..
ไม่ใช่ว่า .. จะไม่ทุกข์ ไม่ลำบาก

แต่คนดี ..
จะไม่ทำให้ใคร .. ทุกข์ และลำบากด้วย

แม้เดินทาง .. อย่างลำบาก
ก็แน่ใจได้ว่า .. จะเป็นทางขึ้นเขาสูง
ยิ่งนานยิ่งแข็งแรง ( บอกตัวเองอย่างนั้น )

เป็นคนดี ..
ไม่ใช่ .. จะไม่ถูกทิ้ง
แต่ก็... ไม่โกรธให้อภัยได้

มีความดีอย่างไร .. ก็ดีอย่างนั้น
ใครทำร้ายเรา .. แต่เราจะไม่ทำร้ายตัวเอง

เป็นคนดี ..
ไม่ใช่จะไม่ตาย .. เพราะเป็นธรรมดาของโลก
แต่... จะจากไปอย่างสง่างาม
ทิ้ง " ความดี " ไว้ให้คนข้างหลังจดจำ ...

ความสุข ณ ปัจจุบัน

(@ยิ้ม เพจสาระ)

เรื่องเเง่คิดสอนใจ "ชีวิตนี้ สำคัญเเค่ 3 วิ"


"ชีวิตนี้มันสำคัญนัก..แค่3วินาที"


เรามาดูเรื่องจริง 3 เรื่อง ที่เคยเกิดแล้ว
เรื่องที่1
…..ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง รูปหล่อ ร่ำรวย อายุ 33 ปี ได้แต่งงานกับบุตรสาวของบุคคลในกลุ่มทุนใหญ่ เธอทั้งสวยและฉลาด อายุ 28 ปี ปีต่อมาก็ได้ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชาย-หญิงน่ารักคู่หนึ่ง เขาเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ทำงานจริงจัง
…..คติพจน์ ประจำใจ คือ “..ไม่มีเรื่องใดในโลกที่เป็นเรื่องยาก ขอเพียงเราตั้งใจทำจริงเท่านั้น..”
…..คืนหนึ่ง เขาได้ขับรถเบนซ์คันเก่งของเขา ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เขาขับรถชนกับรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ที่ฝ่าฝืนกฎจราจรย้อนศรมา ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดการการทะเลาะด้วยความไม่พอใจกัน เขาจึงโดนวัยรุ่นพาลเกเรอายุยังไม่ถึง 18 แทงตาย

เรื่องที่ 2
…..ดาวมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง อายุ 20 ปี ใบหน้างดงาม สูง 170 ซม.ได้รับการอบรมบ่มนิสัยจากพ่อแม่อย่างดีตั้งแต่เด็ก เชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีหลายชนิด และชำนาญภาษาต่างประเทศ มีรอยยิ้มอันอ่อนหวาน บุคลิกสง่างาม
…..คติพจน์ประจำใจว่า “..เพียงแต่คุณหันหน้าเข้าหาแสงสว่าง ก็จะไม่มีเงามืด..”
…..คืนวันหนึ่ง หลังจากจัดปาร์ตี้วันเกิดแล้ว เป็นวันฝนตก เธอได้ทะเลาะกับแฟนหนุ่ม ที่คบกันมากกว่า 1 ปี ด้วยความโมโห จึงกระโดดตึกถึงแก่ชีวิต

เรื่องที่สาม
…..เจ้าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง อายุ 60 ปี  ก่อร่างสร้างตัวจากมือเปล่า ในวัยหนุ่ม เขาประสบความสำเร็จในตลาดการค้า ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเอง เขาอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนอู่จนชำนาญ และเชี่ยวชาญการทำธุรกิจร่วมทุน (Venture Capital)
…..คติพจน์ประจำใจคือ “...เป็นผู้นำและผู้สร้างสรรค์ที่มีประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุด..”
…..คืนวันหนึ่ง หลังจากการประชุมทางวิดิโอแล้ว (Video Conference) ในคืนท้องฟ้าครึ้มฝน เขาได้ด่าพนักงานระดับล่างคนหนึ่งอย่างรุนแรง ว่าโง่เหมือนหมู ด้วยความโกรธ พนักงานได้หยิบเอาที่เขี่ยบุหรี่ทุบศีรษะเขาแตกตาย ทำให้ธุรกิจของเขาถูกทุบทำลายพังพินาศไปด้วย

….เรื่องทั้ง 3 ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีจุดสำคัญที่เหมือนกันคือ เกิดขึ้นใน 3 วินาที
…..ทำไม.? มีคนจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังรอบคอบ วางแผนไว้รอบด้าน บนโต๊ะก็แปะติดคติพจน์การดำรงชีวิตต่างๆ มีตำราอาหารที่ชี้คุณประโยชน์และโทษต่อร่างกาย และอาหารเครื่องดื่มประเภทบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงอีกมากมาย ในสมุดบันทึกก็จดสูตรลับต่างๆ ที่ใช้เพื่อการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีอายุยืนยาว แต่ทุกอย่างมักพังทลายจากอารมณ์ชั่ววูบใน 3 วินาทีเท่านั้น
…..เพราะว่า ใน 3 วินาทีนี้ ไม่สามารถทนได้ ทนไม่ไหว ลืมที่จะอดทน จนนำมาซึ่ง ผลงานที่ได้สร้างมาถูกพังทลายจนสิ้น
…..การแต่งงาน ต้องใช้เวลาดำเนินการที่ยาวนาน พูดเรื่องหย่าใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การคบเพื่อนสนิทต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ครั้นจะโกรธกันก็ใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การมีภาพพจน์ที่ดีต้องใช้เวลาที่ยาวนาน การพูดผิดใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การมีใจสงบได้ต้องใช้เวลาปฏิบัติที่ยาวนาน การทำลาย ใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..ความสุขต้องใช้เวลาบ่มเพาะที่ยาวนาน ปลงไม่ตกใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..การสำรวมต้องใช้ความอดทนที่ยาวนาน อารมณ์ชั่ววูบใช้เวลาเพียง 3 วินาที
…..เพื่อนทั้งหลาย คนโบราณกล่าวไว้ว่า คนที่ฉลาดมาชั่วชีวิต แต่กลับทำเรื่องเหลวไหลในชั่วขณะหนึ่ง ครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมีอารมณ์ชั่ววูบเกิดขึ้นในเวลาใดก็ตาม ขอให้จำไว้ว่า กลั้นลมหายใจ ทำจิตตัวเองให้นิ่ง 3 วินาทีที่ว่านี้ก็จะผ่านไป การใช้เวลา ครุ่นคิด
ใน  3 วินาทีนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณทั้งชีวิต และทำมาทั้งชีวิตมันเปลียนแปลงไปได้ในทันที.......
🎯🎯🎯

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น