จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระแห่งบุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระแห่งบุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา ในบล้อกท่องเที่ยวใต้ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี มจร.

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

ประยูร ธมฺมจิตฺโต พระธรรมโกศาจารย์ ผู้เด่นปรัชญา

ประวัติอธิการบดี มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
 (พระธรรมโกศาจารย์ ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
 เกิด 17 กันยายน พ.ศ. 2498    อุปสมบท พ.ศ. 2519   พรรษา 34      อายุ 55  วัด วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
จังหวัด กรุงเทพมหานคร  สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา น.ธ.เอก, ป.ธ. ๙ (นาคหลวง),
พธ.บ. (เกียรตินิยมอันดับ 1), M.A., Ph.D
ตำแหน่งงานคณะสงฆ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, เจ้าคณะภาค 2, คณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช, เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยคนปัจจุบัน, เจ้าคณะภาค 2 และคณะเลขานุการของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พระธรรมโกศาจารย์ เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2498 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 12 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ท่านสอบไล่ได้ เปรียญธรรม 9 ประโยค อันเป็นลำดับชั้นสูงสุดของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย ขณะยังเป็นสามเณร ทำให้ท่านได้เป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้รับการอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาท่านได้ศึกษาต่อจนจบการศึกษาปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาปรัชญา (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจบการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย (นอกจากนี้ ท่านยังศึกษาจนได้รับประกาศนียบัตรภาษาฝรั่งเศส จากมหาวิทยาลัยเดลีอีกด้วย)

พระธรรมโกศาจารย์ เป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการของประเทศไทยรูปหนึ่ง ที่มีผลงานคำบรรยายธรรมและหนังสือออกมาเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน และด้วยการที่ท่านเป็นพระนักปกครองและพระนักพัฒนาด้านการศึกษา ทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศ

ปัจจุบันพระธรรมโกศาจารย์ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจำพรรษาอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร


ประวัติพระธรรมโกศาจารย์ เดิมชื่อ ประยูร มีฤกษ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 เดือนกันยายน พ.ศ. 2498 จังหวัดสุพรรณบุรี และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 12 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ท่านสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดในด้านบาลีศึกษาของประเทศไทย คือสอบได้เปรียญธรรมประโยค 9 ประโยค ขณะเป็นสามเณรและได้รับการอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ นาคหลวง

สองปีต่อมา ท่านได้รับปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาปรัชญา เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หลังจากนั้น ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย ได้รับประกาศนียบัตรภาษาฝรั่งเศส ปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาปรัชญา วิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกของท่านซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อเรื่องว่า อนัตตาในปรัชญาอัตถิภาวนิยมของซาตร์และในพุทธศาสนาดั้งเดิมมีการพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

หลังจากที่จบปริญญาเอก ท่านได้เป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยระยะหนึ่ง ในปี 2529 ท่านได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้ไปเป็นพระธรรมทูต ประจำวัดธัมมาราม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา และกลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิชาการ และเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยท่านแรก และได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจากสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. 2540 และในปีถัดมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 2 รับผิดชอบเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดอยุธยา จังหวัดสระบุรี จังหวัดอ่างทอง

นอกจากงานปกครองคณะสงฆ์แล้ว ท่านยังเป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการของประเทศไทยรูปหนึ่ง ได้นิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและปรัชญากว่า 60 เล่ม งานพิมพ์ต่าง ๆ ของท่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งหนังสืออื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ปรัชญากรีก พุทธวิธีสร้างสันติภาพ จริยธรรมชาวพุทธ โลกทัศน์ของชาวพุทธ และ วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลสหประชาชาติ

ท่านได้รับเชิญให้กล่าวบรรยายธรรมทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ และได้รับเชิญให้บรรยายธรรมเป็นประจำทุกปีทั่วประเทศและทั่วโลกตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วมา ซึ่งรวมทั้งการบรรยายธรรมเป็นชุดต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2537 เป็นผู้แทนของประเทศไทยเสนอบทความทางวิชาการ ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ที่กรุงเทพมหานคร และในที่ประชุมสัมมนาผู้นำทางศาสนาที่จัดเนื่องในการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 ท่านได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง พุทธทัศนะสลายความขัดแย้งในการประชุมสุดยอดผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณเพื่อสันติภาพโลก ณ องค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สามเดือนต่อมาท่านได้บรรยายพิเศษเรื่อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพของโลกในการประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลกครั้งที่สอง ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาท่านได้รับอาราธนาไปบรรยายธรรม และแสดงปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษจำนวนหลายครั้งในที่ประชุมนานาชาติในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ

ด้วยการเป็นที่ยอมรับในงานบทความด้านวิชาการและการสละอุทิศตน เพื่อสังคมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของท่าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทยจึงพระราชทานตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาปรัชญาแก่ท่าน ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2546

ท่านได้เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานในการประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งที่สอง จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นประธานคณะกรรมการจัดประชุมสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก ณ พุทธมณฑล และศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 12 -14 มิถุนายน พ.ศ. 2545

สองปีต่อมา ท่านได้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานการประชุมสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก พร้อมกับการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวนเพื่อสันติภาพแห่งโลก ณ พุทธมณฑล ระหว่างวันที่ 24-29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 และเป็นประธานคณะกรรมการจัดงาน การประชุมการทำงานร่วมกันชาวพุทธนานาชาติ ครั้งที่หนึ่ง หัวข้อ เอกภาพและความร่วมมือของชาวพุทธณ พุทธมณฑล และศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 และจากนั้นเป็นต้นมาก็เป็นแกนหลัก และประธานการจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกที่ประเทศไทย และเป็นประธานคณะกรรมการการจัดงานประชุมนานาชาติ วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่สอง และครั้งที่สาม อย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2548และ พ.ศ. 2549 ตามลำดับ

หลังจากการจัดประชุมวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2548 ประมุขสงฆ์และผู้นำชาวพุทธทั่วโลกได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมรับรองให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก

ท่านเป็นประธานคณะกรรมการการจัดงานการประชุมนานาชาติ ครั้งที่สี่ วันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 -29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ภายหลังการประชุมท่านได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ


เดิมท่านเป็นที่รู้จักกันในนามของพระมหาประยูร มีฤกษ์ พระเมธีธรรมาภรณ์ พระราชวรมุนี พระเทพโสภณ ด้วยการที่ท่านเป็นที่ยอมรับในเรื่องการสนับสนุนส่งเสริมต่าง ๆ แก่คณะสงฆ์และสังคมอย่างกว้างขวาง เมื่อวันที่ 5 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ท่านได้รับพระบรมราชโองการ เลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมวิจิตร ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี.

เกียรติคุณที่ได้รับ บทความนี้มีลักษณะเหมือนประวัติสมัครงาน คุณสามารถร่วมแก้ไขปรับปรุงได้ โดยเขียนให้มีลักษณะเป็นสารานุกรมมากยิ่งขึ้น

พ.ศ. 2537 ได้รับรางวัลคนดีศรีสังคม จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2539 ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พ.ศ. 2540 ได้รับรางวัลมหิดลวรานุสรณ์
พ.ศ. 2541 ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาการศึกษา จากมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. 2544 ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
พ.ศ. 2547 ได้รับปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
พ.ศ. 2548 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารองค์การจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม
พ.ศ. 2548 ได้รับรางวัลกิตติคุณเสมาคุณูปการ จากกระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2548 ได้รับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า
พ.ศ. 2548 ได้รับพระราชทานรางวัลศาสตรเมธี สาขาศึกษาศาสตร์ ด้านการบริหารการศึกษา จากมูลนิธิศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร
พ.ศ. 2550 ได้รับเกียรติบัตรศิษย์เก่าดีเด่นเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ พระพุทธศาสนา
พ.ศ. 2551 สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาอังกฤษ)
พ.ศ. 2551 สภามหาวิทยาลัยวงษ์เชาวลิตกุล ถวายปริญญาศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิชาปรัชญา สาขาวิชาอัคฆวิทยา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552[1]
[แก้] ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือพ.ศ. 2526 (1) เปรียบเทียบแนวคิดพุทธทาสกับซาตร์
พ.ศ. 2530 (2) พระพุทธประวัติ
พ.ศ. 2531 (3) Sarte's Existentialism and Early Buddhism
พ.ศ. 2532 (4) A Buddhist Approach to Peace (5) ไตรลักษณ์ในชีวิตประจำวัน
พ.ศ. 2533 (6) พุทธศาสนากับปรัชญา (7) ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ไทย (8) ปรัชญากรีก
พ.ศ. 2534 (9) พัฒนาชีวิตด้วยแนวคิดเชิงคุณธรรม (10) พรใดก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ
พ.ศ. 2535 (11) ด้วยความหวังและกำลังใจ (12) กรรม การเวียนว่ายตายเกิด (13) ธรรมานุสรณ์วีรชนประชาธิปไตย
พ.ศ. 2536 (14) คุณธรรมสำหรับนักบริหาร (15) ทางแห่งความสำเร็จ (16) ปรัชญาแก้เซ็งและสร้างสุข (17) ทำความดีมีความสุข (18) ธรรมเพื่อชีวิตใหม่ (19) มองสังคมไทย
พ.ศ. 2537 (20) ปรัชญากรีก บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (21) ความรักในหน้าที่ (22) อภิธรรมาวตาร (ประธานคณะผู้ปริวรรต) (23) อยู่อย่างไรให้เป็นสุข (24) Buddhist Morality
พ.ศ. 2538 (25) สุขภาพใจ (26) สติในชีวิตประจำวัน (27) วิมุตติมรรค (ประธานคณะผู้แปล) (28) สร้างฝันให้เป็นจริง (29) ธรรมะและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
(30) จรรยาบรรณของข้าราชการ (31) การควบคุมสัญชาตญาณ

พ.ศ. 2539 (32) มธุรตฺถปกาสินี นาม มิลินฺทปญฺหฏีกา (ประธานปริวรรต) (33) การบำเพ็ญและสร้างสมบารมี (34) พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์ (35) ธรรมมงคลแห่งชีวิต
(36) อนุทินธรรมะ : ธรรมะสำหรับ 365 วัน

พ.ศ. 2540 (37) มณีแห่งปัญญา (38) ขอบฟ้าแห่งความรู้
พ.ศ. 2541 (39) ปลุกปลอบใจในยามวิกฤต (40) วิทยาศาสตร์ในทรรศนะของพระพุทธศาสนา
พ.ศ. 2542 (41) พระธรรมเทศนากัณฑ์พิเศษ (42) เพื่อน (43) การคณะสงฆ์กับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2543 (44) จักรพรรดิธรรม (45) กระบวนการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา (46) A Buddhist Worldview (โลกทัศน์ของชาวพุทธ)
พ.ศ. 2545 (47) กรอบความคิดในการจัดทำสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในหลักสูตรใหม่
พ.ศ. 2546 (48) พุทธธรรมเพื่อการพัฒนา (49) ทิศทางการศึกษาไทย (50) Buddhism in Contemporary Thailand (พระพุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยปัจจุบัน)
(51) วัดประยุรวงศาวาสกับราชนิกุลบุนนาค

พ.ศ. 2547 (52) International Recognition of the Day of Vesak (วิสาขบูชา วันสำคัญสากล ของสหประชาชาติ) (53) มหาราชนักปฏิรูป
(54) พระพุทธศาสนา : การวิจัย

พ.ศ. 2548 (55) ธรรมรักษาใจสู้ภัยสึนามิ (56) อานุภาพพระปริตร (57) พุทธวิธีบริหาร (58) การเผยแผ่เชิงรุก
พ.ศ. 2549 (59) พุทธทาส บุคคลสำคัญของโลก (60) พระพุทธศาสนากับความสมานฉันท์แห่งชาติ (61) Dharma for Love and Marriage (ธรรมกับความรักและการแต่งงาน)
พ.ศ. 2550 (62) เยือนสยามนิกายในศรีลังกา
พ.ศ. 2550 (63) พระบรมสารีริกธาตุที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
พ.ศ. 2551 (64) สาระนโยบายพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน (65) สืบสานตำนานสาริกาป้อนเหยื่อ (66) ทำอย่างไรจึงเรียนเก่ง (67) สืบสานตำนานสาริกาป้อนเหยื่อ (68) หลักการและวิธีการเทศนา



แสดงพระธรรมเทศนาพระธรรมเทศนา ว่าด้วยการกำจัดมลทิน
พระธรรมเทศนา จิตนิคหกถา ว่าด้วยการข่มจิต
พระธรรมเทศนา อเวรกถา ว่าด้วยการไม่จองเวร
[แก้] บรรยาย-ปาฐกถาความขัดแย้งในสังคมไทย
ปาฐกถาธรรม เรื่อง "ธรรมาธิปไตย"
ปาฐกถาธรรมหัวข้อเรื่อง "ดวงตาเห็นธรรม"
[แก้] บันทึกวีดิทัศน์"ทิศทางการสอนศีลธรรมในยุคปัจจุบัน"
พระธรรมโกศาจารย์ เยือนสหภาพพม่า ถวายสมณศักดิ์ที่ อัคคมหาสัทธัมมโชติกะธชะ แก่พระธรรมโกศาจารย์
พระธรรมโกศาจารย์ เยือนประเทศอียิปต์ พบผู้นำศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของคณะสงฆ์ไทย
บทความจากสื่อสารมวลชนอธิการบดีมจร."จี้พระนักเผยแผ่อย่ามัวแต่จำวัด"
วิสาขบูชาโลก ดึงคนเข้าใกล้ธรรม
ปาฐกถาพระธรรมโกศาจารย์ ชี้ "งานวิจัยคุณธรรม" ใช้ประโยชน์ได้จริง
อ้างอิง^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์, เล่ม ๑๒๖, ตอนพิเศษ ๖๒ ง, วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒, หน้าที่ ๓๑
http://www.watprayoon.org/
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&groupid=61
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&subgroupid=459&groupid=61
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&subgroupid=458&groupid=61
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&subgroupid=457&groupid=61
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&subgroupid=456&groupid=61
http://www.watprayoon.org/index.php?topgroupid=1&subsubgroupid=455&groupid=61

โดย ทองพริกวิกิพีเดีย

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระโพธิญานเถร หลวงพอชา สุภัทโท












ประวัติบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา พระโพธิญานเถร หลวงพอชา สุภัทโท
จัดในบล้อกท่องเที่ยวใต้สู่เเดนธรรม


หลวงปู่ชา สุภัทโท พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพ่อชา หรือ อาจารย์ชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน
หลวงปู่ชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยู่ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พุทธศาสนา ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทำให้ผลงานที่เป็นประโยชน์อเนกอนันต์แก่พระศาสนา ทั้งที่เป็นพระธรรมเทศนา และสำนักปฏิบัติธรรมในนามวัดสาขาวัดหนองป่าพงมากมาย ซึ่งแม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ศิษยานุศิษย์ของท่านก็ยังคงรักษาแนวทางปฏิบัติธรรมที่ท่านได้สั่งสอนไว้จนถึงปัจจุบัน

เนื้อหา


 การศึกษา

หลวงปู่ชาได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้วได้เรียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ จนสามารถอ่านแปลภาษาบาลีได้ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้นสูงสุดสายนักธรรม คือ สอบได้นักธรรมชั้น

ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์
เมื่ออายุ 13 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โยมบิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสเพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี จึงได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็น สามเณรชา โชติช่วง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีท่านพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานี เป็นอุปัชฌาย์สามเณรชา โชติช่วง ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อภารกิจของสามเณรท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นของครอบครัวแบบชาวไร่ชาวนาอีสานทั่วไป ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องอุปสมทบเป็นพระให้ได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและท่านทั้ง 2 ก็อนุญาตแล้วจึงได้ฝากตัวที่วัดก่อในที่ใกล้บ้าน แล้วได้รับอนุญาตให้อุปสมบทได้เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2482 เวลา 13.55 น. ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี โดยมีพระเถระสำคัญที่ให้การอุปสมบทดังนี้
พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชาฌาย์
พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พระชา สุภทฺโท ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดก่อนอก 2 พรรษา ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรม ทั้งจากตำรับตำราและจากครูอาจารย์ จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในสำนักวัดก่อนอกแห่งนี้

 ศึกษาปริยัติธรรมต่างถิ่น

เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีได้แล้ว ก็อยากเรียนให้สูงขึ้นเพราะมีจิตใจรักชอบทางธรรมอยู่แล้ว แต่ขาดครูอาจารย์ในการสอนระดับสูงต่อไป นึกถึงภาษิตอีสานที่ว่า "บ่ออกจากบ้านบ่ฮู้ฮ่อมทางเทียว บ่เฮียนวิชาห่อนสิมีความฮู้" ชีวิตช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่า พระชา สุภทฺโท มุ่งเรียนปริยัติธรรมให้สูงสุด จึงทุ่มเทให้การศึกษาทั้งนักธรรมและบาลี และผ่านสำนักต่างๆ มากมายจนในที่สุดก็สอบนักธรรมได้ครบตามหลักสูตร คือ สอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักของ พระครูอรรคธรรมวิจารณ์ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสำนักวัดบ้านก่อนอกถิ่นเกิด

 สู่การปฏิบัติธรรม

เสร็จภารกิจการศึกษา ประกอบกับเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านอาจารย์ก็มากมาย เช่น หลวงปู่กินรี หลวงปู่เถระชาวเขมร อาจารย์คำดี พระอาจารย์มั่น พออินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ โดยยังดำรงสมณเพศเป็นพระมหานิกายอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดได้รับอาราธนาจากโยมมารดาและพี่ชาย เพื่อกลับไปโปรดสัตว์ที่บ้านเกิด เมื่อ พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ซึ่งเรารู้จักในปัจจุบัน คือ "วัดหนองป่าพง" และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด และถึงแก่มรณภาพเมื่อ 16 มกราคม 2535 เวลา 05.30 น. อย่างสงบท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ

ปัจฉิมบท

หลวงปู่ชา สุภัทโท และศิษยานุศิษย์พระภิกษุวัดหนองป่าพง ภิกษุชาวตะวันตกที่ยืนอยู่หน้าสุดข้างหลวงปู่ชาคือพระสุเมโธภิกขุ พระลูกศิษย์ชาวสหรัฐอเมริกา
หลวงปู่ชา สุภทฺโท ขณะมีชีวิตอยู่ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม และเผยแพร่พุทธศาสนา ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งบังเกิดผลทำให้ผลงานที่เป็นประโยชน์อเนกอนันต์แก่พระศาสนา ทั้งที่เป็นพระธรรมเทศนา และสำนักปฏิบัติธรรม ดังนี้
1. ธรรมเทศนา สำหรับบรรพชิต สำหรับคฤหัสถ์ เสียสละเพื่อธรรม การเข้าสู่หลักธรรม ธรรมะที่หยั่งรู้ยาก ธรรมะธรรมชาติ ปฏิบัติกันเถิด ธรรมปฏิสันถาร สองหน้าของสัจธรรม ปัจฉิมกถา การฝึกใจ มรรคสามัคคี ดวงตาเห็นธรรม อยู่เพื่ออะไร เรื่องจิตนี้ น้ำไหลนิ่ง ธรรมในวินัย บ้านที่แท้จริง สัมมาสมาธิ ขึ้นตรงต่อพระพุทธเจ้า ความสงบบ่อเกิดปัญญา พระองค์เดียว นอกเหตุเหนือผล สมมตติและวิมุตติ การทำจิตให้สงบ ตุจโฉโปฎฐิละ ดวงตาเห็นธรรม ทำใจให้เป็นบุญ ทรงไว้ซึ่งข้อวัตร เหนือเวทนา เพียรละกามฉันทะ ทางพ้นทุกข์ ไม่แน่คืออนิจจัง โอวาทบางตอน อ่านใจธรรมชาติ อยู่กับงูเห่า สัมมาทิฐิที่เยือกเย็น มรรคผลไม้พ้นสมัย นักบวชนักรบ ธุดงค์ทุกข์ดง สัมมาปฏิปทา พึงต่อสู้ความกลัว กว่าจะเป็นสมณะ เครื่องอยู่ของบรรพชิต กุญแจภาวนา วิมุตติ
2. สำนักปฏิบัติธรรม มีสำนักปฏิบัติธรรม ในประเทศไทยซึ่งอยู่ทุกภาคของประเทศจำนวนทั้งสิ้น 82 สาขา และในต่างประเทศอีก 7 สาขา และเฉพาะศิษย์ที่เป็นพระชาวต่างประเทศซึ่งอยู่เป็นประธานสงฆ์ผู้มีพรรษาต่ำสุดคือ 16 พรรษา รายนามสาขาในต่างประเทศ มีดังนี้.-
ยุโรป และ อเมริกา
ออสเตรเลีย
วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เกี่ยวเนื่อง
ที่วัดหนองป่าพงยังมีสถานที่พอจะเป็นที่เตือนใจของผู้ประสงค์จะนมัสการและรำลึกถึงท่านคือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติและผลงานของท่านมารวมไว้ ตลอดจนรูปปั้นขี้ผึ้งของท่าน ที่ผนังพิพิธภัณฑ์ก็ยังมีภาพชีวิตของท่าน ที่ทำจากกระเบื้องดินเผา เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แล้วจะให้ทั้งความร่มเย็นศักดิ์สิทธิ์ และปรากฏการณ์เสมือนหนึ่งท่านยังไม่ถึงมรณภาพเลย

 คำสอน

คำสอนของหลวงปู่ชาทั้งหมด สามารถสรุปลงได้ดังนี้
  1. จุดหมาย : มรรค ผล นิพพาน พ้นทุกข์
  2. เนื้อหา : ศีล สมาธิ ปัญญา
  3. วิธีการ : สมถ วิปัสสนา
  4. กลวิธี : มองเข้าหาตัว ดูธรรมชาติ เปรียบเทียบ กับธรรมชาติ ทำให้ดู แล้วรู้ตาม
หยุดชั่ว มันก็ดี
การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด บางคนบางคราว โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเนโจรนั้นนะ มันยากที่สุด
การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นปลายเหตุ
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็น ต้นเหตุ
นอกเหตุเหนือผล
พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่าให้ "นอกเหตุเหนือผล"ไม่ว่าจะทำอะไร
ปัญญาของท่านให้นอกเหตุเหนือผล ให้นอกเกิดเหนือตาย นอกสุขเหนือทุกข์
ลองคิดตามไปซิลองพิจารณาไปตาม คนเราเคยอยู่ในบ้าน พอหนีจากบ้านไปไม่มีที่อยู่ไม่รู้จะทำอย่างไร
เพราะเรามันเคยอยู่ในภพ อยู่ในความยึดมั่นถือมั่นเป็นภพ

 รายละเอียดลูกศิษย์ชาวต่างชาติของท่านบางส่วน

  • พระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต แจ็คแมน) ศิษย์ชาวต่างประเทศรูปแรก เป็นพระภิกษุชาวสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์
  • พระวิสุทธิสังวรเถร (พรหมวังโส) เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลีย ท่านบวชเมื่ออายุ23ปี ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยมีพระพรหมคุณาภรณ์ (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระพุทธจารย์) เป็นอุปัชฌาย์
  • พระภาวนาวิเทศ (หลวงพ่อเขมธัมโม) เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษ ท่านอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ก่อนวันวิสาขบูชาเพียงไม่กี่วัน โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ เผยแพร่ธรรมในเรือนจำ จนได้รับเครื่องราชฯอังกฤษ
  • พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ เป็นพระภิกษุชาวแคนาดา อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเพลงวิปัสสนา แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ในพรรษาแรกนั่นเอง ท่านได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของ พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง บ้านพงสว่าง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยการแนะนำของพระอุปัชฌาย์ของท่าน โดยได้พำนักที่วัดหนองป่าพงและวัดสาขาอื่นๆ ตามโอกาสอันสมควร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ บ้านบุ่งหวาย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และได้ปฏิบัติหน้าที่นี้เป็นเวลา ๑๕ ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ ได้สละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ เพื่อมาก่อตั้งวัดป่าอภัยคีรี และเป็นเจ้าอาวาสร่วมกับพระอาจารย์อมโร ภิกขุ
  • พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ท่านอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์
  • พระอาจารย์ชยสาโร เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษ ท่านอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ปัจจุบัน พำนัก ณ สถานพำนักสงฆ์ จังหวัดนครราชสีมา

 แหล่งข้อมูลอื่น

ทองพริกวิกิพีเดีย

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

ประวัติ บุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา อ.วศิน อินทสระ (ผู้รสจนาประพันธ์ อันไพเราะ)

บุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนา  อ.วศิน อินทสระ 
(ผู้รสจนาประพันธ์ อันไพเราะ)
หนึ่งในปูชนียบุคคลในวงการพระพุทธศาสนาบ้านเรานั้น  ใครเลยจะปฏิเสธว่าไม่ใช่  "วศิน  อินทสระ"  ผู้เป็นนักคิด นักเขียนและนักวิชาการ รวมทั้งเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ทางธรรมแก่พระนิสิตของมหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัยมาหลายต่อหลายรุ่น ตลอดระยะเวลากว่า  40  ปี  ที่ผ่านมาท่านอาจารย์วศิน อุทิศตนทุ่มเทให้กับงานด้านพระพุทธศาสนาอย่างไม่เหน็ด- เหนื่อย ไม่ย่อท้อ โดยไม่ปรารถนารางวัลตอบแทนใดๆ ใน ชีวิต ถึงกระนั้นก็ตาม พุทธพจน์ที่ว่า "คนทำดีย่อมได้ดี" ยังศักดิ์สิทธิ์ และเป็นจริงเสมอ เพราะทางราชการ โดย กรมการศาสนาได้มอบรางวัลเสมาธรรมจักร ให้กับท่าน ในฐานะที่เป็นฆราวาสผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขาวรรณกรรม ในปี พ.ศ.2525 โดยในปีนั้นฝ่ายบรรพชิต ที่ได้รับรางวัลนี้ คือท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
ปัจจุบัน แม้ว่าท่านอาจารย์วศินจะเกษียณแล้ว แต่ด้วยวัย 67 ปีที่ยังดูแข็งแรง และเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ ท่านจึงยังต้องรับภาระหนักต่อไป ทั้งการเป็นอาจารย์ หนังสือศุภมิตร ราย 2 เดือน ของมูลนิธิส่งเสริมกิจการศาสนา และมนุษยธรรม ของวัมกุฎกษัตริยาราม และถ่ายทอดความรู้ทั่วไปทางพระพุทธศาสนาให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทุกวันอาทิตย์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กทม. รวมทั้งงานเขียนวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา ท่านอาจารย์วศินเขียนหนังสือมากมาย โดยเฉพาะนิยายอิงหลักธรรมและชีวประวัติ "พระอานนท์พุทธอนุชา" ที่เรียกน้ำตาจากผู้อ่านคนแล้วคนเล่า
แต่เรื่องหนึ่งที่ท่านอาจารย์วศินไม่ยอมเขียนก็คือประวัติของตัวเอง ซึ่งหนังสือพิมพ์รายเดือน "ธรรมลีลา" ได้สัมภาษณ์ ประวัติชีวิตของท่านบางส่วนไว้ดังนี้
-อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านอาจารย์หันมาสนใจศึกษาพระธรรม
ชีวิตผมลำบากมาตั้งแต่เด็ก พอเรียนจบชั้นประถม ตอนนั้นอายุ 13 ปี พี่ชายบวชพระ อยู่ที่วัดบุปผาราม กรุงเทพฯ ก็พาผมมาบวช ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด จากสงขลา ตอนนั้นก็บวชตามที่ผู้ให้บวช ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี พอบวชแล้วถึงรู้ว่าได้อะไรเยอะมากเพราะผมเองเป็นคนชอบทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ลองทำดู บวชเณรอยู่ 7 ปี พออายุ 20 ปีก็บวชพระ ตอนเริ่มเรียนนักธรรมตรี รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก เลยทุ่มชีวิตจิตใจลงไปศึกษาอย่างเต็มที่
-ตอนนั้นชอบอ่านเรื่องประเภทไหนเป็นพิเศษคะ เช่น นิทานชาดก พุทธศาสนสุภาษิต
ผมอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า(หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนสุภาษิต เรื่องราวอะไรต่างๆ ในพุทธศาสนานี่ชอบหมด เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วเวลานั้นหนังสือขาดแคลนมาก ต้องขอยืมเค้ามาแล้วจดๆ เอาไว้ เพราะสตางค์ที่จะซื้อไม่มี  หนังสือของหลวงวิจิตรวาทการผมก็ชอบ ของท่านพุทธทาสก็ชอบ  ผมอ่านตั้งแต่ตอนเป็นเณร จนกระทั่งบัดนี้
ไม่ยากนะ ยังเคยแนะนำให้เพื่อนอ่านด้วย แต่ว่ารู้สึกจะไม่มีใครอ่าน (หัวเราะ) แล้วตลอดเวลาที่บวชส่วนใหญ่จะอ่านแต่หนังสือพระธรรม สึกมาแล้วไปทำงานทำการอะไรก็ไม่เคยทิ้ง สนใจค้นคว้ามาตลอด
- บวชเรียนอยู่นานมั๊ยคะ
 บวชเป็นเณรอยู่ 7 ปี พอตอนอายุ 20 ก็บวชพระ สอบได้นักธรรมเอกและ ป.ธ.7  แล้วเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย บุรพศึกษา 1 ปี และเตรียมศาสนศาสตร์ 2 ปี รวม 3 ปี แล้วจึงสมัครสอบ ม.8 ได้ และได้เรียนเป็นนักศึกษาต่ออีก 4 ปี จนจบหลักสูตรปริญญาตรีสาขาศาสนศาสตร์ รวมแล้วเรียนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยทั้งหมด 7 ปี สมัยนั้นทุกคนต้องเรียนกันทั้งหมด 7 ปี พอจบแล้วทางมหามกุฎฯ ก็บรรจุผมให้เป็นอาจารย์ ผมลาสิกขาเมื่ออายุ 30 ปี ตอนนั้นก็ประมาณ พ.ศ.2507
-ทราบว่าอาจารย์ไปเรียนที่อินเดียวด้วย
เคยไปเรียนปริญญาโทสาขาปรัชญา  ที่มหาวิทยาลัยบานารัสฮินดูยูนิเวอร์ซิตี้ ที่คนทั่วไปเรียกว่า มหาวิทยาลัยพาราณสี แคว้นอุตรประเทศ เรียนอยู่ 2 ปี
-ได้อะไรกลับมาบ้างคะ
ได้เยอะจนคำนวณไม่ถูก ไม่ใช่ได้ความรู้อย่างเดียว แต่ได้โลกทัศน์และธรรมทัศน์ ได้ความเข้าใจ ชีวิต เช่น ความลำบาก ทำให้ผมต่อสู้กับความลำบากได้มากขึ้น  ผมยังเคยคุยกับนาวาเอกสมภพ ภิรมย์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นอธิบดีกรมศิลปากร แล้วไปอินเดีย ผมบอกท่านว่า ถ้าอยู่อินเดียแล้วไปอยู่เมืองไทย ที่ไหนก็ได้ เพราะที่อินเดียลำบากมาก
อีกอย่างหนึ่งได้เข้าใจเรื่องราวจากหนังสือชัดเจนขึ้น เพราะ ตอนอยู่เมืองไทยไม่รู้ พอไปอินดียถึงได้รู้ อย่างสมมติว่า เราเคยอ่านในพระวินัย ท่านบอกว่าหน้าร้อน  ตอนกลางวันให้ปิดหน้าต่าง ส่วนกลางคืนให้เปิดหน้าต่าง แต่บ้านเรานี่ตอนกลางวันต้องเปิดหน้าต่าง เราก็สงสัยว่า เอ๊ะ..ทำไมต้องให้ปิดหน้าต่างตอนกลางวัน พอไปอยู่อินเดียถึงได้รู้ว่า ต้องปิดจริงๆ เพราะว่าลมที่เข้ามาหน้าร้อนน่ะ ลมร้อนทั้งนั้น เลยต้องปิด แต่พอกลางคืนต้องเปิดไว้ เพราะลมเย็นจะได้เข้า แล้วพอกลางวันปิดไว้ลมเย็นจากกลางคืนก็ยังอยู่
-แรงดลใจที่อาจารย์ได้รับและคิดว่าต้องทำงานให้กับพระพุทธศาสนานั้น มาจากไหน
ก็สืบเนื่องมาจากการบวช เพราะการบวชนี่ ถ้าคนตั้งใจศึกษาปฏิบัติ จะได้อะไรเยอะมาก  ไม่ใช่ได้เพียงความรู้อย่างเดียว ทีนี้ก็ระลึกถึงอุปการะของชาวบ้านประชาชนว่าเราอยู่ได้อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ก็เพราะชาวบ้าน อุปการะเลี้ยงดู ถึงรู้จักหรือไม่รู้จักเขาก็เลี้ยงดู แล้วก็เห็นว่าพระพุทธศาสนานี้มีคุณค่าเหลือเกิน ก็เลยอยากจะตอบแทนชาวบ้าน ตอบแทนอุปการะของประชาชน และตอบแทนคุณของพระศาสนาด้วยการ เผยแผ่ธรรม
-อาจารย์เริ่มเผยแผ่ธรรมในรูปของงานเขียนเมื่อไหร่คะ
ตอนอายุ 29 ปี ตอนนั้นเขียนหนังสือเรื่องแสงเทียนเป็นหนังสือเล่มแรก ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิยายอิงหลักธรรม พออายุ 30 ก็เขียนเรื่องพระอานนท์พุทธอนุชาเป็นนิยายอิงหลักธรรมเและชีวประวัติ ซึ่งเล่มหนังนี่คนนิยมกันมาก แต่ผมเองชอบทุกเล่มที่เขียนนะ (หัวเราะ)
-นอกจากหนังสืออ่านทั่วไปแล้ว ท่านอาจารย์ยังแต่งหนังสือแบบเรียนให้กรมวิชาการ เพื่อใช้เป็นตำราเรียนด้วย
ครับ ก็เขียนแบบเรียนให้ชั้นมัธยมศึกษา ปี 2524 มีวิชาสังคมศึกษา, ปี 2529 เรื่องประวัติพระสาวก เล่ม 1-2 , ปี 2531 เรื่องธรรมเพื่อการครองใจคน และปี 2534 เรื่องจริยธรรมกับบุคคล
-อาจารย์เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือธรรมจักษุ ด้วยใช่ไหมคะ
ใช่ เป็นอยู่ 10 ปี ตอนนี้เป็นควบกับหนังสือศุภมิตร
-การเผยแผ่ธรรมในรูปแบบอื่นล่ะคะ
ก็มีทางวิทยุ ตอนนี้จัดรายการสดอยู่ 2 คลื่น รายการวิเคราะห์ธรรม วันอังคาร ตอนสองทุ่มถึงสองทุ่มครึ่ง ที่คลื่น AM 963 และรายการธรรมร่วมสมัย  วันพฤหัสบดีประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ถึงตีหนึ่งสิบห้า ที่คลื่น FM 100.5 แล้วก็มีบรรยายธรรมทุกวันอาทิตย์ ตอบสิบโมงครึ่งถึงเที่ยงครึ่งที่มหามกุฎฯ วัดบวรฯ อ้อ.. มีตอบปัญหาธรรมทางโทรศัพท์ ของสายพุทธธรรมด้วย หมายเลข 02-662-3111 กับมีคอลัมน์ธรรม และทรรศนะชีวิตที่ส่งบทความให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันทุกวันพฤหัสบดี หรือสามารถอ่านเพิ่มเติม ได้จาก www.manager.co.th
-ตอนนี้ท่านอาจารย์เกษียณแล้ว ยังสอนพระนิสิตที่มหามกุฎฯ อีกหรือเปล่า
สอนอยู่ เพราะสมเด็จฯ (สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดมกุฎฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิยาลัย) ท่านไม่ให้ออก ท่านให้เงินเดือนประจำด้วย ก็ต่ออายุกันไปปีต่อปี สอนทุกวัน เว้นวันพระ สอนปริญญาตรี ปริญญาโท วิชาพุทธศาสตร์บ้าง จริยศาสตร์บ้าง ปรัชญาบ้าง
-พูดถึงพระแล้ว ตอนนี้วงการพระสงฆ์บ้านเรามีข่าวมากมายเหลือเกินทั้งที่เป็นข่าวไม่ดีจริงๆ และเป็นข่าว  เพราะถูกโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี อาจารย์เห็นว่าอย่างไรคะ
มันอยู่ที่ว่าเขาโจมตีถูกหรือโจมตีผิด เราต้องรับมาพิจารณา ถ้าเขาโจมตีถูก ก็ต้องรับไว้แก้ไข หากเขาโจมตีผิดก็ชี้แจง ต้องถือแนวพุทธพจน์ว่า ถ้าเขาติเตียน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็อย่าเสียใจ และอย่าปฏิเสธ ถ้าเราโกรธเสียก่อนก็จะไม่รู้ว่าเขาติเตียนถูกหรือผิด ต้องเอามาพิจารณา แม้แต่เขาชม ก็อย่าเพิ่งรับ ถ้าเรารีบรับ รีบดีใจเสียก่อน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีดีจริงหรือเปล่า อันนี้อยู่ในพรหมชาลสูตร
-แล้วเรื่องพระภิกษุณีล่ะคะ ท่านอาจารย์มองว่าอย่างไร
คงมีได้ยาก ด้วยเงื่อนไขที่ว่าภิกษุณีต้องบวชจากสงฆ์สองฝ่าย แต่ตอนนี้ภิกษุณีบ้านเราไม่มี ก็ไม่รู้จะบวชจากใครทีนี้พระสงฆ์เมืองไทยนั้น ถ้าไม่ได้บวชจากภิกษุณีสงฆ์ก่อน ท่านก็ไม่กล้าบวชให้ เพราะท่านถือตามพระวินัย
-ถ้าไม่บวชแล้วผู้หญิงจะบรรลุธรรมได้มั๊ย
 ผู้หญิงบรรลุธรรมได้ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสมาตลอด ว่าผู้หญิงสามารถจะบรรลุธรรมได้ แม้เป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้
- ท่านอาจารย์รู้สึกอย่างไรกับสภาพสังคมตอนนี้
ค่อนข้างหนักใจเรื่องความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม ความตกต่ำทางจิตใจของคนในสังคมก็รู้สึกเป็นห่วง
-คิดว่าคนในสังคมจะช่วยกันได้อย่างไรคะ
ช่วยกันมีศีลธรรม ช่วยกันถอนตนจากวัตถุนิยมมาเป็นธรรมนิยม ปัญญานิยม
แม้จะผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาว มาหลายฤดูกาล แต่ท่านอาจารย์วศิน ยังคงยืนหยัดที่จะสร้างงานสร้างคน บนเส้นทางสายพุทธธรรมต่อไป ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยสำนึกในคุณของพระพุทธศาสนา  และความรักความศรัทธาที่มีต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
ผลงานการประพันธ์ของอาจารย์วศิน อินทสระ มีรายชื่อดังนี้
1      กรรมฐานหรือภาวนา
2      การช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเอง
3      การเผยแผ่ศาสนา
4      การเผยแผ่ศาสนาพร้อมความเข้าใจหลักศาสนาและการพัฒนาชีวิตด้วยคุณธรรม
5      การพึ่งตน
6      การศึกษาและการปฏิบัติธรรม
7      คติชีวิต เล่ม 1 และ 2
8      ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
9      ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต
10   ความคิดทางพระพุทธศาสนาและทรรศนะชีวิต
11   ความคิดเห็นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
12   ความสุขของชีวิต
13   ความหลัง
14   คุณของพระรัตนตรัยและการเข้าถึง
15   คุณความดีดอกไซร้
16   คู่มือสอนศีลธรรม ม.ศ.4-5
17   จดหมายถึงลูก
18   จริยธรรมกับบุคคล
19   จริยศาสตร์ เล่ม 1 และ 2
20   จริยาบถ เล่ม 1 และ 2
21   จอมจักรพรรรดิ์อโศก เล่ม 1 และ 2
22   จากปาณิสสราด้วยรักและห่วงใย
23   จากวราถึงนภาพร
24   ชาวพุทธกับวิกฤตศรัทธา
25   ชีวิตนี้มีอะไร
26   ตรรกศาสตร์พุทธศาสนา
27   ทางแห่งความดี เล่ม 1-2-3-4 ตอนที่ 1 และ 2
28   ทำอย่างไรกับความโกรธ
29   ธรรมปฏิสันถาร
30   ธรรมเพื่อการครองใจคน
31   ธรรมและชีวิต
32   ธรรมาลังการ
33   ธัมโมชปัญญา เล่ม 1 - 2 - 3
34   แนวทางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนา
35   แนวธรรมแห่งสุตตันตะ เล่ม 1 และ 2
36   บทเรียนชีวิต
37   บนเส้นทางสีขาว
38   แบบเรียนวิชาพุทธศาสนา ม.2
39   แบบเรียนวิชาพุทธศาสนา ม.4
40   ปกิณกธรรม เล่ม 1 และ 2
41   ประวัติพระสาวก เล่ม 1 และ 2
42   ปัญญารัตนะ
43   ปาฐกถาปัญหาน่าสนใจทางพระพุทธศาสนา
44   ผู้สละโลก 
45   พระคุณของพ่อ
46   พระอานนท์พุทธอนุชา    
47   พ่อผมเป็นมหา เล่ม 1 และ 2
48   พุทธจริยศาสตร์
49   พุทธจริยา
50   พุทธปฏิภาณ
51   พุทธปรัชญาเถรวาท เล่ม 1 และ 2
52   พุทธปรัชญามหายาน
53   พุทธวิธีในการสอน
54   พุทธศาสนาในประเทศไทย
55   เพื่อความสุขใจ
56   เพื่อชีวิตที่ดี เล่ม 1 และ 2
57   เพื่อเยาวชน
58   ภาพจำลองชีวิต
59   มนุษย์กับเสรีภาพ
60   ร่มธรรม
61   รอยช้ำในดวงใจ
62   ลีลากรรมของสตรีในพุทธกาล
63   ศีลสมาธิปัญญา(หลักการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิต)
64   สายธารที่เปลี่ยนทาง
65   สาระสำคัญมงคล 38 เล่ม 1 และ 2
66   สาระสำคัญวิสุทธิมรรค
67   สิ่งเกื้อกูลชีวิต
68   สิ่งที่ควรทำความเข้าใจกันใหม่เพื่อความถูกต้อง
69   แสงเทียน
70   หลักธรรมเพื่อความสำเร็จในชีวิต
71   เหมือนภูเขา
72   อธิบายมิลินทปัญหา
73   อนุทินทรรศนะชีวิต
74   อย่าเป็นคนเชื่อง่าย
75   อันความกรุณาปรานี
76   อันชนกชนนีนี้รักเจ้า
77   อาภรณ์ประดับใจ
โดย ทองพริก วิกิพีเดีย

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น