จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระเเห่งชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระเเห่งชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

สาระเรื่องสุขภาพ นาฬิกาชีวิต การทำงานภายในร่างกายตามเวลา

 

นาฬิกาชีวิต
คุณเคยทราบไหมว่า ร่างกายของคุณทำงานตามช่วงเวลา
01.00 น. - 03.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ตับ"


ข้อควรปฏิบัติ : นอนหลับพักผ่อนให้สนิท
อาหารบำรุง : อาหารที่ช่วยล้างพิษ เช่น งา น้ำผลไม้และน้ำสะอาด

03.00 น. - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ปอด"

ข้อควรปฏิบัติ : ตื่นนอน สูดอากาศสดชื่น
อาหารบำรุง : อาหารจำพวกเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่

05.00 น. - 07.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ลำไส้ใหญ่"

ข้อควรปฏิบัติ : ขับถ่ายอุจจาระ
อาหารบำรุง : อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช

07.00 น. - 09.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"กระเพาะอาหาร"

ข้อควรปฏิบัติ : กินอาหารเช้า
อาหารบำรุง : ควรมีพลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรได้รับตลอดวัน
09.00 น. - 11.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ม้าม"


ข้อควรปฏิบัติ : พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
อาหารบำรุง : มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก

11.00 น. - 13.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"หัวใจ"

ข้อควรปฏิบัติ : หลีกเลี่ยงความเครียดทั้งปวง
อาหารบำรุง : อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่น ถั่วแดงและผลไม้สีแดง น้ำมันปลา วิตามินบีต่างๆ

13.00 น. - 15.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ลำไส้เล็ก"

ข้อควรปฏิบัติ : งดกินอาหารทุกประเภท
อาหารบำรุง : อาหารไขมันต่ำ น้ำสะอาด

15.00 น. - 17.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"กระเพาะปัสสาวะ"

ข้อควรปฏิบัติ : ทำให้เหงื่อออก (ออกกำลังกาย หรือ อบตัว)
อาหารบำรุง : ผลไม้เช่น บิลเบอร์รี่ และทานน้ำสะอาดมากๆ
17.00 น. - 19.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ไต"
ข้อควรปฏิบัติ : ทำตัวให้สดชื่น ไม่ง่วงหงาวหาวนอน
อาหารบำรุง : อาหารที่มีเกลือต่ำ รวมถึงสมุนไพรจีน เช่น ถั่งเฉ้า

17.00 น. - 21.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"เยื่อหุ้มหัวใจ"

ข้อควรปฏิบัติ : ทำสมาธิ หรือสวดมนต์
อาหารบำรุง : อาหารจำพวกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ รวมถึงวิตามินบีต่างๆ

21.00 น. - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ระบบความร้อนของร่างกาย"

ข้อควรปฏิบัติ : ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตากลม ทำร่างกายให้อบอุ่น
อาหารบำรุง : อาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง โสม

23.00 น. - 01.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของ"ถุงน้ำดี"

ข้อควรปฏิบัติ : ดื่มน้ำก่อนเข้านอน
อาหารบำรุง : อาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ
 

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

สาระเเห่งภาพ สุดยอดภาพถ่ายจากความรู้สึกแห่งปี 20 สุดยอดภาพข่าวแห่งปี 2011






















ภาพข้างล่างแถมอีก 8 ภาพครับ
หามาเพิ่มเติม

Posted Image




Posted Image

Posted Image



Posted Image




Posted Image




Posted Image




Posted Image




Posted Image

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เหตุหนุ่มสาวคู่หนึ่งจูบกันท่ามกลางการสลายการชุมนุมซึ่งเป็นข่าวเมื่อหลายวันก่อน
ที่แท้ฝ่ายหญิงโดนตำรวจผลักล้ม ฝ่ายชายจึงจูบปลอบขวัญ




เนื้อภาพคงบรรยายตามความรู้สึกของผู้ชมเอง ไม่มีคำอธิบาย ถ้าใครมีพื้นฐานของเรื่องราวคงไม่ยากที่จะอินไปตามอารมณ์ที่ภาพสื่อออกไป............ภาพคงสอนอะไรเราได้ตามปัญญาที่เราจะมองเห็น
อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา   ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง.
ขอบคุณ  http://board.postjung.com/596695.html

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่อง เล่าสอนใจ เรื่องกรรมทรมาณมดแดง

ทรมานมดแดง
แม้ชีวิตน้อยเล็กๆแต่เขาก็เจ็บเป็น
ถ้ามีใครที่ใหญ่กว่าเรามีอำนาจกว่าเราถ้าเขาทำร้ายเรา
เราก็เจ็บเหมือนกัน
มองสิ่งต่างๆของสัตว์โลกให้ละเอียด เราก็จะรู้ว่า เพื่อน เกิด แก่ เจ็บตาย

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ อาจารย์กมลภา พยัคฆนันท์ ข้าราชการบำนาญ ภริยาอดีตเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน มองด้วยตาเปล่าก็จะทราบว่า เธอเป็นคนป่วย และมีอาการป่วยไม่น้อย อาการของเธอก็ดูน่าประหลาด เพราะบางครั้งจะมีอา การร่างกายข้างใดข้างหนึ่งทรุดเอียง ฮวบฮาบลงไปกองกับพื้นโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน และหากเธอฝืนร่างกายไม่ทัน ก็จะล้มลุกคลุกคลานต่อหน้าต่อตาคนมากๆ เป็นที่อับอาย และได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง เธอได้พยายามหาหนทางรักษาโดยใช้เวลานานกว่า 20 ปี ไปรักษากับหมอทุกประเภททั้งหมอจีน หมอไทย หมอฝรั่ง ใครบอกใครเล่าว่ามีหมอดีที่ไหน ราคาแพงแสนแพงเท่าใด เธอก็บุกบั่นตะเกียกตะกายไป จนสิ้นเงินสิ้นทองเป็นจำนวนมาก แต่อาการก็เพียงแค่ทุเลาเบาบางลงไปบ้างเท่านั้น สุดท้ายก็กลับมาเป็นอีก


เธอจึงหันกลับมารักษาด้วยการใช้ธรรมโอสถแทน นั่นก็คือการทำบุญสร้างกุศลทุกอย่าง ใครมาบอกบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างสาธารณกุศลต่างๆ เธอจะบริจาคเงินร่วมบุญด้วย แม้กระทั่งงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ เลี้ยงเด็กกำพร้า งานกาชาด เธอก็จะไปร่วมทำงานด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ เหน็ดเหนื่อยเท่าไรไม่เคยท้อ รวมทั้งได้เข้าร่วมทำงานการกุศลทุ่มเทแรงกายและแรงทุนทรัพย์ที่สถาบันแม่ชี ไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอปักธงไชย จังหวัดนครราชสีมา เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง โดยมุ่งหวังว่าอาการป่วยของเธอ (ซึ่งหมอทั้งหลายก็ยังวินิจฉัยโรคไม่ถูกว่าป่วยเป็นโรคอะไร) จะหายเป็นปกติ เพราะทุกข์ทรมานเหลือเกิน


แต่อาการของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อ 10 ปีที่ แล้ว มีเพื่อนๆ ครูด้วยกันมาชวนให้เธอเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เธอจึงเข้าปฏิบัติ พอปฏิบัติเพิ่มขึ้นหลายครั้งอย่างตั้งอกตั้งใจและเคร่งครัด เธอ ก็ก้าวหน้าในทางธรรมปฏิบัติเพิ่มขึ้นๆ จนเกิดนิมิตขณะเข้าสมาธิ เห็นภาพมดแดงจำนวนมากนับร้อยนับพันตัวพากันเดินเป็นแถวยาวเหยียดอย่างมี ระเบียบ และต่อมาบรรดามดแดงเหล่านั้นก็พิกลพิการ ชิ้นส่วนในตัวมดแดงถูกแยกส่วนออกมาทีละส่วนๆ กองรวมกัน ชิ้นส่วนของมดแดงเหล่านั้นยังกระดุกกระดิกสั่นริกๆ แสดงถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส


เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น เธอก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆ สมัยเป็นเด็กๆ ขึ้นมาได้ว่า บิดาของเธอเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด จึงมีฐานะดีย้ายไปรับราชการยังจังหวัดต่างๆ อยู่เนืองๆ เธอเป็นลูกสาวที่คุณพ่อคุณแม่รักมากกว่าลูกๆ ทุกคน และมีพี่เลี้ยงประจำตัวคอยดูแลประคบประหงมคนหนึ่ง เธอก็เหมือนเด็กในวัยเดียวกันอีกหลายคน นั่นคือเป็นเด็กฉลาด ช่างซักช่างถาม ถามเสียจนคนถูกถามรำคาญ ช่างสังเกต ช่างสงสัย และจะต้องพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเองให้หายสงสัยจนได้ โดยไม่ยอมเชื่อตามคำห้ามของพี่เลี้ยงหรือของผู้ใหญ่ ว่าจะเกิดอันตรายหากไปจับต้องสิ่งที่เป็นอันตรายนั้นๆ เช่นถูกห้ามว่าอย่าเล่นไฟ เพราะไฟจะไหม้มือเป็นอันตราย เธอจึงต้องพยายามพิสูจน์ด้วยตนเองให้ได้ว่าอันตรายอย่างไร ด้วยการไปจับไฟ พอไฟลวกปวดแสบปวดร้อน เธอจะไม่ร้องไห้เพราะทำตัวเอง และก็เข็ดไปอีกนาน


มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เธอนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ในสวนคนเดียว ทันใดก็เห็นมดแดงจำนวนมากพากันเดินตาม หัวหน้าเป็นแถวยาวเหยียดเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งแตกแถวเลย เธอก็สงสัยว่าเพราะอะไรมดจึงต้องเดินตามหัวหน้าอย่างเคร่งครัด หัวหน้าพาเลี้ยวซ้ายก็เลี้ยวซ้ายตาม พาเลี้ยวขวาก็เลี้ยวตาม พาหยุดก็หยุดตาม เธอจึงจับตัวหัวหน้าขึ้นมาพินิจพิจารณาหาเหตุผลว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำให้บรรดามดทั้งหลายต่างพากันแตกแถว วิ่งพล่านไม่เป็นกระบวน ไม่เป็นระเบียบ เธอเกิดความสงสัยต่อมาทันทีว่าเจ้ามดแดงที่จับอยู่นั้น หากไม่มีขาหลังข้างซ้ายจะเดินอย่างไร เมื่อคิดดังนี้เธอจึงเด็ดขาหลังข้างซ้ายมดแดง แล้วปล่อยลงวางบนพื้นดิน มดแดงก็เดินเอียงข้างซ้ายตัวลากไปกับพื้นด้วยความเจ็บปวด แล้วเธอก็สงสัยต่อไปว่าถ้าเด็ดสองขาหลังจะเดินอย่างไร คิดแล้วจึงเด็ดสองขาหลังทิ้ง ทำให้มดแดงต้องเดินลากส่วนกลางลำตัว และส่วนหัวแถไปกับพื้นด้วยความยากลำบากและทุกข์ทรมาน


ถึงขั้นนี้แล้วเธอก็ยังไม่สิ้นสงสัย จับมดแดงตัวอื่นๆ มาเด็ดสลับร่างกายส่วนต่างๆ โดยเด็ดลำตัว ส่วนขาหลังขาหน้า แล้ววางลงกับพื้นให้มดแดงเดินไถไปตามพื้นดินให้ดูบ้าง เด็ดส่วนคอบ้าง เด็ดครึ่งตัวส่วนหัวทิ้งไปบ้าง เด็ดขาทั้งสองด้านช่วงขาหน้าและขาหลังทิ้งไปบ้าง มดแดงถูกเด็ดในแต่ละวันนับร้อยๆ ตัว จนรังมดแดงที่ต้นไม้ต้นนั้นไม่เหลือมดแดงให้เด็ดต่อ เธอจึงสั่งให้พี่เลี้ยงปีนต้นไม้ต้นถัดไปเก็บรังมดแดงมาทั้งรัง แล้วนั่งเด็ดต่อด้วยความเพลิดเพลิน เธอใช้เวลานั่งเด็ดตัว มดแดงอยู่หลายวัน จนกระทั่งเกิดความเบื่อจึงเลิกเด็ดไปเอง แล้วก็ลืมเรื่องนี้เสียสนิท จนกระทั่งมาป่วยด้วยโรคที่หาสาเหตุไม่พบ และเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนพบว่าน่าจะมาจากสาเหตุนี้


ปัจจุบันเธอจึงรักษาอาการป่วยนี้ด้วยธรรมโอสถ สร้างบุญสร้างกุศล แผ่เมตตา ขออโหสิกรรมกับมดแดงทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งที่เธอรู้ เธอจำได้ รวมทั้งที่จำไม่ได้ ไม่รู้ กระทั่งอาการป่วยของเธอทุเลาลงมากจนเกือบจะหายเป็นปกติ


กรรมนั้นหมายถึงการกระทำ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการกระทำที่ไม่ดี เป็นอกุศลกรรม จึงมีเจ้ากรรมนายเวรคอยติดตามทวงหนี้กรรม ให้ต้องชดใช้ตามโทษานุโทษ ตามมาตรฐานโทษที่ได้วางเอาไว้ จะซ่อนเร้นหลบหนีไม่ได้ เพราะนี่คือกฎแห่งกรรม และแม้จะสร้างกรรมดีไว้ แต่ก็ไม่สามารถลบล้างกฎแห่งกรรมนั้นๆ ได้ เป็นแต่เพียงบรรเทาเบาบางลงเท่านั้น

คัดลอกจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องสั้น ตื่นลึกแห่งธรรม คำถามของชีวิต


ตื้นลึกแห่งธรรม สาระแห่งชีวิต

        ตะวันบ่ายคล้อยไปสู่ทิศตะวันตก  สายลมพลิ้วไหวอยู่รอบกาย  ใบของต้นมะพร้าวล้อลมเหมือนระริ้วคลื่น  นกสองตัวบินวนรอบต้นมะขามก่อนจะบินร่อนไป  เสียงเณรโตกับเณรแมวโต้เถียงกันดังปรัชญาของผู้ใหญ่แว่วมาให้หลวงตาได้ยินว่า          “เมฆบังตะวัน  แต่เรายังรู้สึกร้อน”

เณรแมว      อาจเป็นเพราะเมฆยังหนาไม่พอ

เณรโต                เมฆมีหนาบาง  ใจคนมีบางมีหนาไหม?  ถ้าใจคนมีบางมีหนา เอาอะไรไปวัด

เณรแมว      “ไม่รู้”  รู้แต่ว่าเมฆอยู่ใกล้พระอาทิตย์ไม่เจ็บปวด  ทั้งไม่ร้อนรน  แต่มนุษย์เราสิอยู่ก็ไกลพระอาทิตย์  นั่งอยู่ในชายคาแต่ก็เอาพระอาทิตย์ที่อยู่นอกกายมาให้ใจร้อนรน

เณรโต               “ใช่ของเณร”  งั้นเราไปถามหลวงตาดีกว่าว่า  “ใจคนมีหนาบางเอาอะไรวัด”  แล้วสามเณรทั้งสองก็ขึ้นไปบนศาลาที่หลวงตานั่งอยู่  ทั้งสองก้มลงกราบหลวงตา  ก่อนที่จะถามปัญหาคาใจกับหลวงตา  รถเก๋งสีขาวก็วิ่งมาหน้าศาลา  จอดสนิทแล้ว  หญิงวันกลางคนสองคนเดินลงจากรถ  ขึ้นมาหาหลวงตา  สามเณรทั้งสองจึงขยับหลีกไปนั่งข้างหลังหลวงตา  หญิงทั้งสองก้มกราบหลวงตา  บอกกับหลวงตาว่าเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทั้งสองจบปริญญาโท  กำลังศึกษาต่อปริญญาเอก  อยากมาถามปัญหาและฟังธรรมอันลึกซึ้ง

        หลวงตาถามว่าต้องการฟังธรรมอย่างลึกซึ้งหรือ  อย่าพึ่งรีบเลย ควรจะต้องปูพื้นฐานก่อน  เหมือนเราจะเดินลงทะเลที่ลึกได้  ก็ต่อเมื่อเราได้เดินลงชายทะเลในที่ตื้นๆ  ก่อน  เรื่องของธรรมะไม่ใช่จะกระโดดปุ๊ปแล้วมันก็จะไปสู่ที่ลึกได้  เพราะฉะนั้นขอปูพื้นก่อน  เผื่อบางคนไม่มีฐานจะลำบาก  จึงจะขอเล่านิทานให้ฟังก่อน

        ปรากฏว่าอาจารย์ปริญญาโทโมโหมาก  บอกว่าดิฉันไม่ใช่เด็กนะ  จะได้มาเล่านิทานให้ฟัง  ความรู้ของดิฉันระดับปริญญาทั้งคู่นะ  เธอหาว่าหลวงตาดูถูก

        หลวงตาก็เลยบอกว่า  โยม  คนเรานั้นไม่ได้โตที่เนื้อหนัง  ไม่ได้โตที่ร่างกาย  คนที่จะโตมีความรู้ดีได้ต้องรู้จักข่มจิตข่มใจเมื่อคำพูดไม่พอใจมากระทบหู  เขาจึงจะเรียกว่าคนโต  คนใหญ่  แต่ใครก็ตามที่กระทบอารมณ์ไม่พอใจนิดเดียวแล้ววูบวาบหรือหวา  มีอาการโกรธง่าย  โมโหง่ายอย่างนี้  ไม่เรียกว่าผู้ใหญ่หรอก  เพราะเป็นอารมณ์ของเด็ก  กระทบอะไรไม่พอใจก็หงุดหงิดโกรธง่ายเหมือนกับเด็ก  ดูเมฆก้อนนั้นสิโยมมันถูกแสงอาทิตย์แผดเผา และตัวมันก็บดบังแสงอาทิตย์  ถามว่า  มันเจ็บมันปวดมันโกรธกันและกันไหม  ...!   มันทั้งสองสิ่งต่างทำหน้าที่  ทำหน้าที่โดยไม่กระทบตนกระทบคนอื่นผสานกันบ้าง  เมื่อถึงเวลาก็มีการ  พลัด   พราก   พบ  ต่างคนต่างทำหน้าที

        หลวงตาบอกว่าที่ทำไปเป็นการปูพื้นฐานกันจะรับเรื่องธรรมะลึกๆ  ได้ไหม  เพียงพูดแค่คำตื้นๆ  แค่สองสามคำเท่านั้นก็โกรธ  แล้วหลวงตาก็บอกว่าเรื่องธรรมะนั้นมันก็ไม่มีลึกไม่มีตื้นหรอกมีแต่ความเข้าใจ 

        เรื่องของธรรมะก็คือเรื่องที่ทำให้ราคะ  โทสะ  โมหะ  เบาบางลง  นี้ไม่เบาเลย  มาถึงก็พรึบใส่หลวงตา  ดีที่หลวงตามีสามเณรอยู่ข้างๆ  ไม่งั้นหลวงตาแย่  ท่านพูดยิ้มๆ  พลอยทำให้เณรทั้งสองพลอยยิ้มไปด้วย  ปลูกบ้านเริ่มจากก่ออิฐ  ปลูกความรู้เริ่มจาการศึกษาเรื่อง  ปลูกธรรมะเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นที่ถูกต้อง)

        การได้ปริญญานั้นต้องระวังให้ดี  ทางพระพุทธศาสนาเขาถือว่าความสิ้นไปแห่งควากอยาก  ความโกรธ  ความหลง  จึงจะเรียกว่าได้ปริญญาชีวิต  แต่ถ้าคนไหนได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรอะไรมากมาย  แต่เต็มไปด้วยความอยากได้  ความโกรธ  ความหลง  ก็ยังถือว่าได้แต่ประกาศนียบัตรกระดาษเท่านั้น

        ปริญญาทางพุทธศาสนาคือความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย  แต่ถ้าเราได้ทั้งสองอย่างก็ดี  ปริญญาทางโลกเราก็ได้จบรัฐศาสตร์  จบกฎหมาย  จบปริญญาโท  ปริญญาเอกยิ่งดี  ที่เราจบปริญญาทางโลกก็เพื่อให้เราสะดวกสบายในการหาเลี้ยงชีพ  และได้ปริญญาทางธรรมะซึ่งจะทำให้จิตเราสงบเย็น

        คนเรานั้นควรจะได้รับทั้งสองอย่าง

คือหนึ่ง  ได้รับวัตถุมาทำให้ร่างกายได้รับความสบายสบายเหมือนการกินอาหาร  ประกอบอาชีพได้มาจากความรู้

และสอง  ได้ธรรมะมาประโลมจิตใจให้สงบเย็น  ไม่ว่าแดด  ฝน  ลม  หนาว  ผ่านเข้ามาในชีวิตก็สงบเย็นได้

        ถ้าความสะดวกสบายบวกกับความสงบเย็นทางจิตใจ ชีวิตก็ถือว่าสงบเย็น  ถ้ามีแต่ความสะดวกสบายแต่ขาดความสงบเย็นทางจิตใจ  มีแต่ความเร่าร้อนมันก็ได้เพียงส่วนเดียว

        ท่านหันไปคุยกับเณร  การจะวัดคนทางจิตใจนั้นควรวัดที่คุณธรรมที่พวกเจ้าทั้งสองโต้เถียงกันนั้น  วัดคนดีด้วยคุธรรมสองประการคือ

๑.        หิริ                ความละอายแก่ใจ.

๒.        โอตตัปปะ      ความเกรงกลัว.

หรือ เรียกว่าธรรมคุ้มครองโลก หรือ ธรรมเป็นโลกบาล ?

ธรรมคุ้มครองมนุษย์โลก ให้คงเป็นสังคมมนุษย์อยู่ได้

คนที่มี หิริ ?       ความละอายแก่ใจในขณะกำลังจะทำชั่ว ทั้งทางกาย วาจา ใจ รู้สึกขยะแขยงใจไม่กล้าทำความชั่ว  เรียกว่า หิริ 

วัดขันติด้วย  โอตตัปปะ ?

        ความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต คิดเห็นภัยที่เกิดจากการทำความชั่ว เรียกว่า  โอตตัปปะ

เณรรู้ไหมว่า ทำไม ท่านจึงเรียกว่า ธรรมสำหรับคุ้มครองโลก ?

เณรทั้งสองตอบว่า  ไม่ทราบครับหลวงตา

หลวงตาจึงพูดช้าชัดว่า       พราย่อมคุ้มครองโลกให้อยู่กันด้วยความรัก สามัคคี ไม่มีความอาฆาตพยาบาทปองร้ายกันและกัน ทำให้การเป็นอยู่ร่วมกัน มีความสงบสุขร่มเย็น ”

เพราะมีธรรมเป็นผู้คุ้มครอง  คือ  หิริ  โอตตัปปะ เป็นผู้คุ้มครอง ส่วนคำว่า  โลก  นั้นหมายเอาหมู่สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินทั้งหมด  หมายเอาทวีปหลาย ๆ ทวีปมารวมกัน

        เมฆก็มีหนา  มีบางด้วยสภาพของธรรมชาติที่เกื้อกูลสรรพชีวิต  คนมีรวมตัวแล้วแตกแยก  แต่นั้นหาใช่สาระไม่

        เกิดมามีชีวิตหนึ่งควรเก็บสาระของชีวิตให้คนอื่นได้ชื่นชม  ให้คนอยู่ด้วยตรงหน้าสบายใจ  ให้คนจากไปอาลัยหาในความดีของตน

การภาวนาหรือการเรียนรู้ขณะย่างก้าวของชีวิตจะสอนเราให้เปลี่ยนแปลงหันมาใส่ใจดูชีวิตจิตใจด้านใน  ซึงถูกละเลยมาโดยตลอดยามเราเผลอสติอย่าเป็นดังแมลงเม่า  กับนกเค้าแมว

.............................................................................

        แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ  คือการปลิดชีวิตตัวเองด้วยความไม่รู้เท่าทัน

        ส่วนนกเค้าแมวกินหนูเน่าก็คือ  การประจานตนเอง

        มนุษย์เราวุ่นวายอยู่กับเงินทอง  ชื่อเสียง  เกียรติยศนั้น  ก็เท่ากับหาความลำบากใส่ตัว  เพราะการวุ่นวายอยู่กับการหาเงิน  หาประโยชน์  จะทำให้สูญเสียความเกษมสำราญแห่งการปล่อยวางไปสิ้น

        อาจารย์ทั้งสองกราบลงด้วยจิตใจที่ปล่อยวางได้  หลวงตาให้ศีลให้พร  และเตือนให้สามเณรไปธุระของตนก่อนทำหน้าทีอันเป็นกิจวัตรของตน  สายลมเย็นๆ  พัดไหวกายเบาๆ  เสมือนกาลเวลาผ่านพ้นกลืนกินเวลาชั่วขณะให้ผ่านเลยไปอีกครั้ง....
                                                             ที่มา จากชมรมลานความคิด ดีมากๆ

สายฝน แห่งชีวิต ปล่อยความทุกข์ กังวลไหลไปตาม สายน้ำ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง





ใบไม้ร่วงโรย ชีวิตล่วงเลย แต่ใจไม่ร่วงหล่น